เพิ่งจะ 5 ปีให้หลังมานี้ที่เราตกอกตกใจเรื่องเด็กเกิดน้อยกว่าคนตาย แต่อาการนี้ไม่เกิดขึ้นกับคนพิจิตร เพราะที่นี่ตายน้อยกว่าเกิดมาเป็นสิบปีแล้ว และเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดก่อนใคร โบกธงนำไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 (ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข)
นพ.วิศิษฎ์ อภิสิทธิ์วิทยา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิจิตรให้ข้อมูลว่า ตัวเลขปัจจุบันผู้สูงอายุในพิจิตรอยู่ที่ 25% โดยเฉลี่ย และบางตำบลสูงถึง 40% ขณะที่เด็กเกิดใหม่ทั้งจังหวัดปีล่าสุดอยู่ที่ราว 2,100 คน หรือเฉลี่ยไม่ถึงอำเภอละ 200 คน บางตำบลจำนวนของการฝากท้องอยู่ที่หลักสิบด้วยซ้ำ
ข้อดีอย่างหนึ่งของการล่วงหน้าไปก่อนคือการได้ปะทะปัญหา รับมือ เรียนรู้ทั้งข้อผิดพลาดและจุดแข็งของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างหลังที่พบว่าเป็นต้นทุนสำคัญมาก

นพ.วิศิษฎ์ อภิสิทธิ์วิทยา
“จุดแข็งของที่นี่คือมันมีการรวมตัวกัน”
ยืนยันจาก สุรเดช เดชคุ้มวงศ์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิร่วมพัฒนาพิจิตร ที่ทำงานพัฒนาชุมชนมานานกว่า 50 ปี อ.สุรเดช อธิบายว่าเครือข่ายผู้สูงอายุในพิจิตรสัญจรพบปะกันทุกเดือนมาต่อเนื่องกว่า 15 ปีในรูปแบบ ‘บวร : บ้าน วัด ราชการ’ กินวงกว้างไปถึงกลุ่มเกษตรธรรมชาติ กลุ่มผู้สูงอายุ และทีมสาธารณสุขที่ประสานงานกันมาตลอด เมื่อเผชิญกับโจทย์ยาก ชุมชนจึงพร้อมกว่าที่คิด
เป็นเวลาไล่เลี่ยกันกับที่อาจารย์ได้เข้าไปทำความรู้จักกับโครงการ Fukuoka 100 แนวคิดการสร้างระบบนิเวศเพื่อสังคมผู้สูงอายุที่ดำเนินมากว่า 10 ปีในเมืองฟุกุโอกะ ที่แนะนำโดย โกศล สถิตธรรมจิตร กงสุลใหญ่ ณ เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น

สุรเดช เดชคุ้มวงศ์
โดยเลข 100 หลัง Fukuoka มีสองความหมาย หนึ่งคือ 100 โครงการที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันทำโดยไม่มีเจ้าภาพคนเดียว และสองคือเป้าหมายให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีจนถึงอายุ 100 ปี
“ตอนนี้การเกิดของญี่ปุ่นติดลบอยู่ที่ปีละ 800,000 คน ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ประชากรก็จะลดลงไปครึ่งนึง ไทยเราเพิ่งเริ่ม ประชากรหายปีนึง 80,000-100,000 คน ยังน้อยกว่าญี่ปุ่น 7-8 เท่า ถ้าญี่ปุ่นเขาประสบปัญหามาก่อน แล้วสร้างสังคมที่มีระบบนิเวศที่ดีได้ เราก็น่าจะเรียนรู้ได้ แล้วการเรียนรู้แบบนี้มันช่วยร่นระยะเวลา เราไม่ต้องไปลองผิดลองถูกทางอื่น”

โกศล สถิตธรรมจิตร
นพ.วิศิษฎ์ เห็นว่าบริบทของพิจิตรคล้ายกัน จึงติดต่อคุณโกศลไป เพื่อเสนอแผนและความตั้งใจว่าอยากจะทำพิจิตร 100 บ้าง
“ผมขอ 2 อย่าง หนึ่ง เขียนแผนอธิบายว่าใครคือ Stakeholder หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในงานด้านผู้สูงอายุที่ทำบ้าง เช่น อบต. เอกชน ฯลฯ สอง ถ้าได้ลิสต์ว่าใครเกี่ยวข้องแล้ว คุณจัดประชุมและเวิร์กช็อปได้เลยว่า 100 โครงการในชุมชนมีอะไร และฉันทำอะไรได้บ้าง แล้วถ้าเราได้ร่างแล้วเนี่ย มันจะตอบคำถามได้แล้วว่าแล้วใครจะเป็นคนทำ”
มีนาคม 2569 ทีม Fukuoka 100 โดย ดร.ทาเคโอะ โอกาวะ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการ Fukuoka 100 และคุณโกศล เดินทางมาจ.พิจิตร ไปพื้นที่จริง เพื่อดูว่าพิจิตรมีต้นทุนอะไรบ้างที่จะทำให้เป็น พิจิตร 100 ได้
เมื่อมีทั้งโจทย์ที่ชัดและชุมชนที่พร้อม จากนั้นเส้นทางก็พา Fukuoka 100 และพิจิตร 100 มาเชื่อมกับโครงการ ‘ยัง (Young) อยู่ ดี’ ของหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ (Siriraj Health Policy) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ริเริ่มมาแล้วก่อนหน้า

ไม่ได้เอางานวิจัยไปสอน แต่มาร่วมคิด
สิ่งที่ทำให้โครงการ ‘ยัง (Young) อยู่ ดี’ ต่างจากงานวิจัยทั่วไป นอกจากไม่ได้ขึ้นหิ้งแล้ว ยังไม่ใช่เพียงแค่ตัวองค์ความรู้ที่ใหม่ แต่คือวิธีคิดตั้งต้น
“ยังอยู่ดีไม่ใช่แค่โครงการวิจัยจากส่วนกลางที่มีความรู้ แล้วไปทำอะไรบางอย่างกับพื้นที่ชุมชน มันไม่ใช่แบบนั้นเลย”
รศ.ดร.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล อาจารย์จากคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เป็นทั้งที่ปรึกษาหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ และนักวิจัยหลักของโครงการอธิบายว่า การตั้งต้นโครงการยังอยู่ดีเริ่มจากฐานคิดที่เรียกว่าการร่วมผลิต หรือ Co-Production
“เราอยากร่วมคิดร่วมสร้างการดูแลผู้สูงอายุกับคนที่เป็นเจ้าของโจทย์ นั่นคือตัวผู้สูงอายุเอง รวมไปถึงบุคคลที่มีหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่ เช่น คนที่ทำงานในสายสุขภาพ ในสายสังคม คนที่ทำงานในองค์กรปกครองส่วนทั้งถิ่น ที่สำคัญเราเพิ่มเรื่องการศึกษาวิจัย การประเมินผล การติดตามผลลัพธ์ทางสุขภาพไปด้วย”

รศ.ดร.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล
ร่วมคิด ร่วมสร้าง กับผู้ที่เกี่ยวข้อง (Stakeholder) คือแนวคิดที่สอดคล้องกับ Fukuoka 100 แบบไม่ได้นัดหมาย
“สสจ. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ว่าฯ ชุมชน มาคุยหาช่องว่างว่าพื้นที่นี้มีอะไรที่เป็นจุดแข็งและอะไรที่พัฒนาต่อได้ เราเรียกสิ่งนี้ว่า ‘ระบบนิเวศ’ โชว์ให้เห็นต้นทุนต่างๆ ที่เขามี จากนั้นเอาภาพนี้และความเข้าใจเรื่องนี้ไปคุยกับคนที่ทำงานเรื่องนี้ในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน แล้วเราก็จะมีหนึ่งชุดความคิดคือ FINGER ที่เอาไปคุยพร้อมๆ กัน” อ.ธีรพัฒน์ อธิบาย
FINGER หรือ Finnish Geriatric Intervention Study to Prevent Cognitive Impairment and Disability เป็นงานวิจัยต้นแบบมาตการดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความสามารถทางสมอง ที่ถูกพัฒนาและพิสูจน์มาในประเทศฟินแลนด์ซึ่งเป็นต้นกำเนิด และอีกหลายประเทศว่ามันเป็นมาตรการที่่มีศักยภาพในการดูแลผู้สูงอายุหลายๆ ด้านพร้อมกัน เช่น ทางกาย ทางความจำ-สมอง ทางสังคมต่างๆ แล้วสุดท้ายเกิดผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพ
“ด้วยชุดความรู้ที่เรามีบวกต้นทุนของพื้นที่ กลายมาเป็นมาตรการ ‘ยัง (Young) อยู่ ดี’ ที่เราเริ่มดำเนินทำการตลอด 12 สัปดาห์ จากนั้นเราก็มาเก็บผลดูว่าสิ่งที่เราทำทั้งหมดสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ไหม ในมิติไหนบ้าง และท้ายที่สุดเราก็คิดถึงการขยายผล การไปต่อ การสร้างความยั่งยืน” ขั้นตอนคร่าวๆ จาก อ.ธีรพัฒน์

ในมุมของ ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล (ให้สัมภาษณ์วันที่ 10 กรกฎาคม 2569) การตั้งต้นจากพื้นที่ชุมชนจริงๆ ไม่ใช่จากห้องประชุม คือสิ่งที่ทำให้ความรู้ที่ได้มามีประโยชน์ สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง
“ถ้าเกิดนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญในการสร้างระบบนโยบาย ได้ไปอยู่ในบริบทจริง เห็นภาพของความเป็นอยู่ที่เขาอยู่ เห็นประเด็นปัญหา เห็นข้อจำกัดของสังคมหรือพื้นที่แต่ละที่ มันจะสามารถดีไซน์หรือวางรูปแบบที่ Customize ได้เหมาะสมในพื้นที่นั้น”
แม้แต่ชื่อโครงการก็ไม่ได้ถูกตั้งจากส่วนกลาง ทีมวิจัยฯ ชวนผู้สูงอายุ ชมรมผู้สูงอายุ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ มาร่วมกันคิดชื่อแล้วโหวต สุดท้ายได้คำว่า ‘ยัง (Young) อยู่ ดี’

ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล
กระบวนการร่วมคิดร่วมทำแบบนี้ยืนพื้นตลอดโครงการ ทั้งการประเมินร่วมกัน ตัดสินใจร่วมกัน ออกแบบร่วมกัน และดำเนินการร่วมกัน โดยนำร่องใน 3 พื้นที่ของพิจิตรคือ ตำบลในเมือง ตำบลทุ่งใหญ่ และตำบลวัดขวาง แต่ละพื้นที่มีบริบทต่างกัน ทั้งเมืองและชนบท ทั้งชุมชนที่มีโรงเรียนผู้สูงอายุดำเนินกิจกรรมมากว่า 10 ปี และชุมชนที่เพิ่งเริ่มต้น
ความเปราะบางที่ป้องกันได้ และย้อนกลับได้
ในประเทศไทย แพทย์ด้านปัจฉิมวัย หรือ แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ มีไม่ถึง 80 คน จึงเป็นข้อท้าทายมากๆ ในการทำงานที่มองไปข้างหน้ายังไงก็เห็นแต่สัดส่วนแพทย์และผู้ป่วยที่ไม่มีทางสมมาตร
จึงเป็นอีกแรงจูงใจสำคัญของโครงการฯ รศ.พญ.วราลักษณ์ ศรีนนท์ประเสริฐ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์ปัจฉิมวัย และหัวหน้าหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ยืนยันว่าการเข้ามาเริ่มต้น ‘ยัง (Young) อยู่ ดี’ ที่พิจิตรนี้ ถือเป็นการป้องกันและฟื้นฟูตั้งแต่ต้นทาง
เพราะในฐานะอายุแพทย์ผู้สูงอายุ งานส่วนใหญ่ของคุณหมอวราลักษณ์คือการดูแลคนที่มาถึงโรงพยาบาลในสภาพที่เปราะบางมากๆ แล้ว
“ตอนนั้นมันก็เป็นจุดที่เขาเป็นเยอะมากแล้ว เรารู้สึกว่าจริงๆ เราไม่อยากมาดูแลเขาตอนนี้เลย เราอยากดูแลเขาตอนเขาแข็งแรงกว่านี้ เราก็อยากบอกเขาว่า อย่ามาถึงจุดที่เปราะบางเลย เพราะว่าถึงจุดที่เปราะแล้วเราดูแล ดูแลยากค่ะ แล้วเขาเกิดผลกระทบเยอะ”

รศ.พญ.วราลักษณ์ ศรีนนท์ประเสริฐ
แต่จากการทำงานมานานทั้งการสอนในฐานะอาจารย์แพทย์ งานวิจัย งานภาคปฏิบัติอย่างการรักษาและขึ้นวอร์ดมานับไม่ถ้วน คุณหมอวราลักษณ์ยืนยันว่าความเปราะบางในผู้สูงอายุ ไม่ใช่ชะตากรรมที่ต้องยอมจำนนทุกคน แต่ป้องกันและหลีกเลี่ยงได้ หนึ่งในวิธีคือ กิจกรรมแต่ละด้านที่สอดรับกันของมาตรการ ‘ยัง (Young) อยู่ ดี’
ทุกวันศุกร์ตลอด 12 สัปดาห์ ผู้สูงอายุในตำบลจะมาพบกันที่โรงเรียนผู้สูงอายุ กิจกรรมแต่ละครั้งครอบคลุม 4 ด้านไปพร้อมกัน ได้แก่ กินดี จำดี กำลังดี และดูแลดี
ในทางปฏิบัติมีดังนี้ การออกกำลังกายท่าที่เน้นกล้ามเนื้อขาและการทรงตัวเพื่อลดความเสี่ยงหกล้มภายใต้กิจกรรม ‘กำลังดี’ การดูแลโภชนาการและสุขภาพช่องปากเพื่อให้กินได้ ‘กินดี’ การฝึกกิจกรรมกระตุ้นสมองผ่านเกมและปริศนาเพื่อ ‘จำดี’ และการเรียนรู้วิธีดูแลตัวเองและเฝ้าระวังสุขภาพคู่หูในชุมชนในความหมายของ ‘ดูแลดี’ จากนั้นนำทุกอย่างกลับไปทำต่อที่บ้านทุกเช้า ไม่ใช่แค่รอวันศุกร์

นำร่องไปแล้วใน 3 อำเภอของพิจิตร ผลประเมินเบื้องต้นชี้ให้เห็นสัดส่วนผู้สูงอายุที่เข้าร่วมโครงการแข็งแรงเพิ่มขึ้น 20.2% การทรงตัวและเคลื่อนไหวดีขึ้น 45.6% และศักยภาพสมองดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่ ‘ยัง (Young) อยู่ ดี’ ต้องการบอก คือ ความแข็งแรงของผู้สูงอายุไม่ได้ขึ้นอยู่กับการออกกำลังกายอย่างเดียว หรือการกินอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายองค์ประกอบที่ต้องทำไปพร้อมกัน ไม่แยกส่วน
ทั้งสี่มาตรการนี้เข้าร่วมและทำต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ใน 3 พื้นที่นำร่องของพิจิตร พบว่าสัดส่วนผู้สูงอายุที่แข็งแรงเพิ่มขึ้น 20.2% สัดส่วนผู้ที่มีกล้ามเนื้ออยู่ในระดับปกติเพิ่มขึ้น 69.4% การทรงตัวและเคลื่อนไหวดีขึ้น 45.6% และผู้สูงอายุประเมินสุขภาพโดยรวมของตัวเองดีขึ้นจากคะแนน 83.0 เป็น 87.4 จาก 100 คะแนน
ตัวเลขเหล่านี้อาจหมายถึง การลุกจากเก้าอี้ได้เองโดยไม่ต้องเกาะ เดินขึ้นบันไดได้โดยไม่ต้องจับราว อาการปวดเข่าปวดขาที่เคยรุนแรงลดลงจนนั่งยองๆ ได้ จำหรือเรียกชื่อสิ่งของได้เร็วขึ้น และออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

“เอาจริงๆ ถ้าอยู่ในโรงพยาบาลส่วนใหญ่เราก็จะเห็นเขาถอย แล้วรอเวลาให้เขาดีขึ้นเนี่ย นานเลย แต่ที่พิจิตร บางทีเราเห็นเขามีความถอยนิดๆ อยู่ในตัว แต่เราทำให้เขาดีขึ้น เร็วด้วย มันเห็นผล”
เป้าหมายของโครงการฯ ยังรวมถึงคนวัยลูกหลานที่เป็นผู้ดูแล ผลทางอ้อมก็คือถ้าพ่อแม่เข้าใจและมีความรู้ในการดูแลตัวเองดี การพึ่งพิงก็จะน้อยลงทั้งในแง่ร่างกายและจิตใจ
“ถ้าเราเรียนรู้และป้องกันการเปราะบาง สังคมก็จะเข้มแข็งขึ้นได้ ถ้าผู้สูงวัยไม่เปราะบาง เขาก็ลดการพึ่งพาค่ะ”
คุณหมอวรลักษณ์ยืนยันว่า ผู้สูงอายุทุกคนถดถอยตามวัยเป็นธรรมชาติแต่ไม่จำเป็นต้องเปราะบาง
“ไม่ใช่ทุกคนเปราะบางแล้วต้องพึ่งพิงค่ะ ถ้าเราดูแลตัวเองให้ดี”
เพราะไม่มีผู้สูงอายุคนไหนอยากเปราะบาง และไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายพึ่งพิง
“พอเราดูแลผู้เปราะบาง มันไม่ได้เป็นความสดชื่น ในฐานะที่เราเป็นหมอที่ดูแลด้านนี้ อยากให้ทุกคนมีความเข้าใจผู้สูงอายุ เข้าใจความเปราะบาง และอยากให้ทุกคนช่วยกันป้องกัน เราไม่ได้ต้องการเพื่อนร่วมอาชีพเยอะมากค่ะ แต่เราต้องการเพื่อนร่วมความรู้ในการทำโครงการแบบนี้อีกเยอะมากค่ะ” เป้าหมายระยะยาวจากคุณหมอวราลักษณ์

การสิ้นสุดของโครงการไม่ได้มาพร้อมกับกิจกรรม 12 สัปดาห์ แต่คือการเริ่มต้นของสิ่งที่ท้าทายกว่าคือการนำไปใช้อย่างต่อเนื่องและกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงบุคคล โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นและไม่หายไปอย่าง ความสัมพันธ์ ประสบการณ์ และการมีส่วนร่วมของชุมชน สามตัวตั้งต้นสำคัญนี้จะขยายผลกลับไปสู่ ‘พิจิตร100’ ที่ทำงานคู่ขนานเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะยืนอยู่บนแนวคิดร่วมกันคือ co-production ไม่มีเจ้าภาพ เพื่อก้าวไปสู่ 100 โครงการและเมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงวัย 100 ขวบปี
“จริงๆ ฟุกูโอกะร้อย เขาบอกอายุร้อยปี แต่อายุขัยของพิจิตรตอนนี้ค่าเฉลี่ยประมาณ 78 ผมคิดว่าเราคงไม่ต้องถึงร้อยปีก็ได้ แต่อีกความหมายคือร้อยโครงการเพื่อผู้สูงอายุ ร้อยเปอร์เซ็นต์ของผมคือเราต้องมีหมุดหมายบางอย่างเต็มพื้นที่และต้องมีส่วนร่วม สุดท้ายมันคือคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่เราจะต้องดูแล แล้วก็มีผลต่อเนื่องไปอีกหลายประเด็น มันคงไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้หรอก ต้องไปเรื่อยๆ เหมือนวามสัมพันธ์ที่ดี ที่ทุกฝ่ายเติบโตไปด้วยกัน” พิจิตร100 ที่เป็นไปได้ในมุมของนพ.วิศิษฏ์
อีกstakeholder สำคัญที่ต้องเติบโตไปด้วยกัน คือ คนต่างวัย ที่ตอนนี้อาจรับบท care giver, เดอะแบก, วัยกลางคนที่กำลังเตรียมตัวเตรียมใจเกษียณ ไปจนถึงเจน Z เจน Alpha ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่กับเจน BabyBoom ฯลฯ การเห็นตัวอย่าง longevity จากปู่ย่าตายาย คือ การเรียนรู้โดยไม่ต้องยัดเยียดหรือสอนว่า ‘สูงวัยไม่เปราะบาง’ มีอยู่จริง ไม่ต้องพึ่งพิง และไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ถ้าเราเชื่อในระบบและเริ่มต้นที่ตัวเอง
