จักรวาลของคนไม่ทิ้งของ สำหรับคนแก่ มันไม่ใช่แค่ทิ้งของแต่คือทิ้งอดีต ทิ้งอันไหน เก็บอันไหน แบบไม่ทำร้ายใจกัน : อิม แมวบินจัดระเบียบบ้าน 

ประสบการณ์หลายปีของการจัดระเบียบบ้าน มีหลายหลังที่เต็มไปด้วยข้าวของของคนแก่ในบ้าน 

ซึ่งมีทั้งยอมและไม่ยอมให้ทิ้งของ และกลุ่มหลังทำบ้านปริร้าวไปถึงขั้นแตกมานับไม่ถ้วน 

‘อิม’ อิมยาดา เรือนภู่ ผู้ก่อตั้งและเจ้าของเพจแมวบิน นักจัดระเบียบบ้าน บอกว่า สำหรับกลุ่มที่ยอม ยังแบ่งออกไปได้อีกหลายแบบ แบบแรก ยกหูโทรหาแมวบินเอง เพราะอยากพัฒนาตนเอง ยอมรับตนเอง อยากปรับปรุงตนเอง 

“กลุ่มนี้ไม่มีปัญหา ง่ายๆ สบายๆ เขา study แมวบินมาระยะหนึ่งอยู่แล้ว ว่าคาแรคเตอร์เป็นยังไง การทำงานเป็นยังไง เขาจะศึกษามาจนแน่ใจและติดต่อไป เราก็เข้าประเมินราคา แล้วถามว่ามีอะไรกังวลบ้าง หรือมีอะไรจะให้ดูเป็นพิเศษ ต้องการอะไร หาของอะไร พอคุยกันเรียบร้อยแล้วก็ทำงานเลย เเริ่มเคลียร์ ทิ้ง บริจาค โดยของ 90% เราจะมาคัดด้วยกันว่าอะไรเอาไม่เอา ส่วนอีก 10% เรารู้อยู่แล้วว่าต้องทิ้ง  ไม่ต้องถามก็ได้”

แบบสอง เป็นกลุ่มที่ลูกหลานติดต่อให้ อิมบอกว่ากลุ่มนี้มีปัญหาแบบครึ่งครึ่ง คือยอมบ้างไม่ยอมบ้าง 

“เพราะรู้ว่าตัวเองมีความผิด มีความผิดปกติ รู้ว่ามันต้องแก้ไข มันก็มีความยินยอมมาละครึ่งนึง แบบยอมก็ได้ เพื่อครอบครัว” 

กลุ่มสามจะเป็นกลุ่มที่ถูกครอบครัวบังคับ ทะเลาะกันมานาน ทะเลาะกันบ่อยจนถึงขั้นไม่ไหวแล้ว เพราะผู้สูงวัยของบ้านหลายคนไม่ยอมรับหรือไม่คิดว่าตัวเองผิดปกติอะไร และหวังว่าพอไปถึงหน้างานแล้วทีมจัดระเบียบบ้านจะเจรจาหรือต่อรองได้

“กลุ่มนี้จะมีปัญหาก็มี ถ้าไม่มีก็ไม่มีเลย แต่มีน้อยที่ยกเลิก กลุ่มนี้จะเซนซิทีฟ เราจะต้องยืดหยุ่น ทำความเข้าใจคาแรคเตอร์เขา ช่วยเขาเต็มที่ อยู่เคียงข้างเขา” 

เต็มที่ในความหมายของอิมคือ พยายามทำตามความต้องการ อยากเก็บอะไรก็เก็บให้ อยากทิ้งอะไรก็ทิ้งให้ 

“วันสองวันแรกจะตึงๆ สักหน่อย แต่วันที่สาม วันที่สี่หรือวันใกล้ๆ จะเสร็จจะมีความสนุกสนาน ผ่อนคลายมากขึ้น วันแรกคิดกับเราลบๆ หน่อย แต่วันหลังๆ เขาจะเข้าใจการทำงานมากขึ้น แบบเฮ้ย มันไม่เป็นอย่างที่คิดนี่หว่า อ๋อ ถึงว่าทำไมลูกหลานติดต่อมา มันดีอย่างงี้นี่เอง มีบางคนที่พอเรากลับไปแล้ว แต่หาของไม่เจอก็โทรถามเราว่าเก็บอันนี้ไว้ตรงไหนเพราะเราเปลี่ยนที่เก็บไห้ แต่หาของเจอทุกคน” 

ส่วนกลุ่มที่ ‘ไม่ยอม’ ทีมแมวบินต้องจัดทัพใหม่หน้างาน รวมถึงมีเคสที่ไม่ได้ไปต่อ 

“บางทีลูกหลานก็คุยไว้อยู่แล้ว เขาพยายามโน้มน้าวเต็มที่แล้ว แต่เขาก็คาดหวังว่าแมวบินจะช่วยเจรจาได้อีกครั้งนึง แต่พอไปถึงเนี่ยพ่อแม่ต่อต้านเลย ไม่ยอม อย่ามายุ่ง ทะเลาะกันหน้างาน หมายถึงลูกค้ากับผู้สูงอายุนะ ไม่ได้ทะเลาะกับแมวบิน เราก็เอ้ย ยังไงต่อ สุดท้ายแล้วถ้าเคลียร์ไม่ได้จริงๆ ก็ย้ายการทำงาน สมมุติว่าทำข้างล่าง ทำครัวไม่ได้ก็เปลี่ยนเป็นทำห้องลูกแทน เปลี่ยนจุดใหม่” 

อันไหนเก็บ อันไหนทิ้ง ไม่ดิ่ง ไม่ดาวน์ 

กับเจ้าข้าวเจ้าของวัยเกษียณที่อ่อนไหวและมีของผูกพันทางใจมากมาย เราถามทีมแมวบินที่เจอกรณีนี้มาเกินนิ้วนับ มีหลักการเลือกอย่างไรว่าอันไหนเก็บ อันไหนทิ้ง แบบไม่ทำร้ายใจกัน เผื่อว่าบ้านอื่นๆ จะได้เอาหลักนี้ไปใช้บ้าง 

“อะไรที่เสียผุพัง หมดอายุ ขยะแท้ยังไงก็ต้องทิ้ง ถ้าเป็นขยะเทียมหรือมันยังไม่ได้เสียหายก็เจรจาบริจาค ถ้าเจรจาไม่ได้ก็เก็บ แค่นั้นเอง ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน มีที่แบบยื้อกันบ้าง เช่น มันน่ารักอยู่นะหนู มันยังใช้ได้ เราก็ต้องให้เหตุผลรองรับว่ามันใช้ได้ก็จริง แต่ใช้บ่อยๆ มันจะเป็นมะเร็งนะ อย่างเช่นพลาสติก เอาไปใช้นานๆ ไม่ได้ มันมีไมโครพลาสติก สารพลาสติกมันละลาย เรามีข้อมูลรองรับ มีข้อโต้แย้ง พอมีเหตุผลมารองรับเขาก็โอเค แต่ไม่ใช่ว่าถ้าเขาไม่ให้ทิ้ง เราก็ไม่ทิ้งเลย แบบนั้นเราไม่ได้ใช้องค์ความรู้หรือความพยายามของเราเต็มที่แต่ถ้าเราทำเต็มที่แล้วไม่ยอมอะ ก็ไม่เป็นไร เพราะยังไงเขาก็คือผู้ว่าจ้างเรา” 

บรรยาการระหว่างการจัดระเบียบ อิมใช้คำว่าสบายๆ ทำตัวเป็นลูกเป็นหลานเข้าหา สร้างบรรยากาศผ่อนคลายสนุกสนาน 

“ไม่ใช่แบบโอ้โห คอตึง เป็นมืออาชีพ หน้าตาขึงขัง พวกเราอยู่ในวัยเด็กด้วยแหละ เด็กเจนมันก็จะเฮฮา เรียกคุณแม่ แซวนู่นแซวนี่ มีความกันเอง ไม่ตึงเครียด” 

แต่ภายใต้ความกันเองและสนุกสนาน ทริคของทีมแมวบินคือทำงานให้เร็ว เร็วจนเจ้าของบ้านมองตามไม่ทัน

“ขณะที่เราเล่น บางทีมันก็มีช่วงไม่ทัน เผลอๆ ไม่เป็นไรหรอก ช่างมันเถอะ ทิ้งมันเถอะ จังหวะนรกแบบนี้ เพราะว่าจริงๆ แล้วคนเรามันจะค่อยๆ รู้ไปเองว่า สุดท้ายแล้วข้าวของมันไม่ได้มีอะไรเลย แค่เราอย่าไปทิ้งเงิน อย่าไปทิ้งทอง อย่าไปทิ้งของมีค่า ก็แค่นั้น นี่คือประเด็น” 

บ่อยครั้งที่อิม(หรือจวง) และทีมแมวบิน ได้รับคำชมว่าทำในสิ่งลูกหลานทำไม่ได้ นั่นคือการเจรจาโน้มน้าวให้ญาติผู้ใหญ่ในบ้านทิ้งของ 

“บางคนบอกว่า โห นี่ฉันคุยตั้งนานทำไมไม่ยอมทิ้ง แต่มันมีจิตวิทยาหนึ่งที่จะทำให้งานสำเร็จ เช่น เขาจะมีความเกรงใจบุคคลที่สามมากกว่าคนในบ้าน  เวลาคนนอก ช่างแอร์มาทำ ผู้ใหญ่เขาจะเอ็นดูหรือให้เกียรติมากกว่า ถ้าลูกหลานจะไปทำให้นี่ทะเลาะกันตายเลย มันเลยมีส่วนที่ทำให้งานสำเร็จ” 

และกุญแจสำคัญที่ทำให้การทิ้งของลุล่วงไปด้วยดีได้นั่นคือการคลี่กระจายให้เห็นทั้งหมด หมายความว่า จะต้องเปิดเผย เอาข้าวของมากองตรงหน้าและทิ้งหรือบริจาคให้เห็น สิ่งไหนที่เก็บก็เก็บให้เห็น ทั้งหมดนี้ให้อยู่ในสายตาญาติผู้ใหญ่ ทำให้เขาสบายใจแล้วทุกอย่างจะง่ายมากขึ้น 

“แต่ที่เป็นเรื่องเป็นราวเพราะเขาคิดว่ามีการขโมยทิ้ง แอบทิ้ง ทิ้งไม่บอก ไม่ถาม เก็บไว้ตรงไหนไม่พูด นั่นน่ะมันเป็นปัญหา”

มันอาจจะไม่ใช่การทิ้งของแต่มันทิ้งอดีต

“ตามหลัก เวลาเราไปทำบ้านคนที่อยู่กันหลายคน ของคนอื่นเราไม่ยุ่งจนกว่าเราจะได้รับมอบหมายจากคนนั้น จะทิ้งอะไรก็ต้องถามเจ้าของ ถ้าเจ้าของเขาไม่ยอม เราก็ไม่ทิ้ง มีเคสที่คุณลูกอยากทิ้งของของพ่อแม่มากๆ เราก็ต้องพูดกับเค้าว่า การทิ้งของ สำหรับเรามันง่าย แต่สำหรับคนอื่นมันยากเสมอ  สมมุติว่าวันนี้คุณแม่ทิ้งได้ 20% ก็เก่งแล้ว ทุกอย่างมันต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป” 

การจัดระเบียบไม่ได้หมายความว่าทิ้งอย่างเดียว แต่หมายความถึงการเก็บด้วย หลักในการเก็บอย่างเป็นระบบคือ ของของใครก็จะถูกใส่ระบบในห้องใครห้องมัน ไม่มีส่วนกลาง ไม่ให้เหลื่อมล้ำ 

“ในงานจัดระเบียบ เราจะไปหวังผล 100% ไม่ได้ เพราะว่าเราไม่ใช่นางฟ้าเทวดาที่ไหน ไม่ทิ้งก็ได้ แต่อย่างน้อยมันก็ถูกจัดระเบียบ  บางครั้งเราควรพอใจในจุดนี้ก่อน อย่าไปคาดหวังว่ามันจะโล่งซะทีเดียว เอาอย่างใดอย่างหนึ่งให้ได้ก่อน เอาให้เขายอมมาจัดระเบียบให้เข้าที่เข้าทาง ให้มันสวยงาม ให้มันโล่งตาก่อนก็ได้ สเต็ปต่อไปค่อยไปคาดหวังการทิ้งให้เยอะมากขึ้น” 

ความยืดหยุ่นแต่เป็นระเบียบจึงเป็นเรื่องสำคัญ และระเบียบในความหมายของอิมมีอยู่ 3 อย่างคือ 1.มองแล้วเรียบร้อย สวยงาม สะอาด โล่ง 2.หาของเจอ 3.รู้จำนวนที่แท้จริง  

“หาของเจอไม่พอ ต้องรู้ด้วยว่าเรามีอะไร ไม่มีอะไร ถ้าเราหาเจอจริงแต่เราไม่รู้เลยว่ามีเท่าไหร่ อยู่ตรงไหน เราก็ซื้ออีกเพราะหาไม่เจอ แต่ถ้าเรารู้ว่ามันอยู่ที่ไหน มีเท่าไหร่ เราก็จะมองทุกอย่างทะลุว่าวันนี้ไปโลตัสไม่ซื้อละ มีเยอะแล้ว แต่ที่ผ่านมามันไม่ใช่ ไปโลตัสบิ๊กซี เห็นแล้วมันถูก ซื้อเอาไว้ก่อนเผื่อได้ใช้ แต่ไอ้ที่เผื่อน่ะมันเยอะ เผื่อจนไม่รู้ เผื่อจนมันหมดอายุแล้ว

ต่อให้มันโล่งมันเรียบร้อยขนาดไหนแต่คุณไม่รู้จำนวน ไม่รู้ที่เก็บ คุณก็ต้องไปซื้อใหม่อยู่ดี นี่คือความหมายของการจัดระเบียบ” 

คุยกันยังไง เข้าใจได้ใต้หลังคาเดียวกัน 

อันดับแรกคือ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน อิมบอก

“นั่นมันชีวิตเขา จักรวาลเขา ข้าวของของเขา ตราบใดที่จัดเก็บในที่ของเขา ตราบใดที่ยังไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้เรา อย่าไปยุ่ง” 

สอง ดูเวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตของเค้าและเรา

“ถ้าเขามีความสุข ก็ปล่อยให้เขามีความสุขไป บางทีมันอาจจะเป็นความสุขสุดท้ายเขาก็ได้ ที่ผ่านมาเขาอาจจะเหนื่อย เขาอาจจะหนัก เขาอาจจะไม่เคยมีอะไร บั้นปลายชีวิตจะมีให้มันล้นหลาม เพื่อที่ตายไปจะได้รู้สึกว่าเกิดมากูมีแล้วนะ” 

อิมอยากชวนให้ลูกหลานมองมุมนี้บ้าง จะได้อยู่ด้วยกันราบรื่น แต่ถ้าอันไหนผิดหรือไม่ได้จริงๆ ก็คุย และควรเป็นการคุยที่ไม่ได้ตั้งต้นว่าเราถูกเขาผิด 

“ไม่ใช่คุยแบบไปโทษเขาหรือเขาผิด แต่ดูว่าเขาต้องการอะไร เขาต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง ก็ต้องใช้ธรรมะด้วยหลายๆ อย่าง หลับตาได้ก็หลับ” 

ร้อยวันพันเรื่องคือสัจธรรมของมนุษย์ และโดยเฉพาะภารกิจจัดบ้าน พึงระลึกไว้เสมอว่าไม่ใช่ทุกอย่างจะผ่านพ้นและจบลงอย่างราบรื่น 

อิมบอกว่าสิ่งที่ทิ้งได้โดยไม่มีปัญหากับชีวิตก็คือขยะ  แต่คนทุกวันนี้ไม่ได้คิดว่าขยะจะต้องรีบทิ้ง ขยะของคนรุ่นหนึ่งเลยกลายเป็นของมีค่าของคนเกิดก่อนไปโดยปริยาย 

“บางทีเราสั่งข้าวกล่องมา กินเสร็จแล้วดูทีวีก็วางไว้อย่างนั้น แทนที่เธอจะทำลาย ทุบให้มันแตกสลายซะ หรือไม่ก็ไปทิ้งถังขยะซะก็หมดเรื่อง แต่นี่เธอไปทำอย่างอื่น เขาเดินผ่านมาก็เอ้า เฮ้ย กล่องนี้สวยดี ล้างเก็บเรียบร้อยเลย” 

จากกล่องอาหารที่ถูกล้างเสร็จเรียบร้อย คำถามชวนคิดต่อมา คือ ใครเป็นฝ่ายสร้างปัญหา หรือจริงๆ แล้วประเด็นมันอยู่ที่ว่าขยะของเรากับขยะของเค้าไม่เหมือนกัน 

“ตุ๊กตา พวงกุญแจนู่นนี่นั่น ลาบูบู้ แก้วกาแฟ  คนแก่เขาอาจมองว่าจะซื้อมาทำไมเยอะแยะนักหนา วุ่นวายเปลืองเงินเปลืองทอง เงินก็ไม่ค่อยจะมีแทนที่ไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟ แทนที่จะกินดีอยู่ดี คนแก่เขามองว่าเป็นขยะ แต่เด็กมองอีกมุมนึง แม่จะเก็บกล่องพลาสติกทำไม แต่แม่บอกว่า นี่มันไม่ใช่ขยะจ้ะ ไม่ได้เสียเงินซื้อ ล้างแล้วเก็บมาใช้ใหม่ได้ นี่มันเป็นของใช้ชัดๆ แต่ไอ้ที่มึงซื้อมาน่ะมันขยะ เพราะมึงไม่ได้ใช้งานอะไร เสียเงินมากกว่าอีก”  

อิมมองว่า ประเด็นนี้ ไม่มีอะไรถูกไม่มีอะไรผิด แต่อยู่ที่ว่าเรามองจักรวาลคนอื่นยังไง ในทา

กลับกันคนอื่นเขามองจักรวาลของเรายังไง 

“แต่ทั้งหลายทั้งมวล ไม่ว่าจะเป็นขยะแท้หรือขยะเทียม อย่าไปเก็บ อย่าไปซื้อ อย่าไปสะสม ทั้งคนแก่ทั้งคนหนุ่มเลย เพราะว่าสุดท้ายคนหนุ่มเนี่ยก็จะเป็นคนแก่ ของที่เคยซื้อไว้ เดี๋ยวมันก็เป็นขยะในอนาคตจ้า” อิมทิ้งท้าย