มีงานวิจัยเกี่ยวกับความสุข โดยเฉพาะรูปทรงตัวยูของความสุข (U-curve of happiness) อายุ 46-50 ปี กราฟความทุกข์จะดิ่งลงเหวมากที่สุดในชีวิต และถูกเอามาเชื่อมโยงกับอีกหลักไมล์ของชีวิต คือ วิกฤติวัยกลางคน
แอนดรูว์ ออสวัลด์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอร์ริก สหราชอาณาจักร และ เดวิด บลานซ์ฟลาวเวอร์ นักเศรษฐศาสตร์แรงงานและนักวิชาการ มหาวิทยาลัยดาร์ธมัต สหรัฐอเมริกาที่ค้นพบ U-curve of happiness เผยข้อมูลว่า ผู้คนจะเริ่มต้นมีความสุขมากๆ เมื่ออายุ 16 ปี หลังจากนั้นความสุขจะลดลงเรื่อยๆ และไปแตะจุดต่ำสุดที่อายุประมาณ 48-50 ปี
เดวิด บลานซ์ฟลาวเวอร์ เผยผลการศึกษาอีกว่า ถ้าเป็นไปตามรูปตัว U วัยกลางคนจะพบกับความทุกข์สูงสุด ก่อนจะเริ่มกลับมามีความสุขในวัยชรา และค่าเฉลี่ยอายุที่เป็นทุกข์ที่สุดของคนในประเทศกำลังพัฒนาอยู่ที่ 48.2 ปี
หนึ่งในวิธีอยู่และรับมือกับความทุกข์ในวัยกลางคนนี้ ไม่ใช่แค่การหาความสุข แต่วิธีที่จะทำให้ตัวเองกลับมาสงบและสุขได้อีกครั้ง คือ การกลับมาค้นหาตัวตน
“การค้นหาตัวตนทำได้ตลอดชีวิต” นายแพทย์ประเวศ ตันติพิวัฒนสกุล จิตแพทย์ และผู้ก่อตั้งเพจ หมอประเวช ตันติพิวัฒนสกุล และช่องยูทูบ “ปลดล็อกกับหมอเวช” พูดเรื่องนี้วัยในงานมนุษย์ต่างวัย Fest 2025 ชีวิตดี…ชีวิต ซีซัน 2 It’s Okay To Be You : หาตัวตนครั้งใหม่ ในวัยกลางคน เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2568 ทีผ่านมา
ตัวตนสำคัญแค่ไหน ทำไมถึงต้องหาในวัยกลางคน?
“ถ้าเราต้องสนใจอนาคต เราต้องรู้จักตัวเองให้ดี” คุณหมอตอบด้วยประโยคนี้ไว้
โดยเริ่มจากคำถาม 4 ข้อนี้
1.ทำอะไรได้ดี
2.ทำอะไรแล้วมีความสุข
3.ทำอะไรแล้วให้ผลตอบแทนที่ดี
4.ทำในสิ่งที่โลกใบนี้ต้องการ

คุณหมอประเวช โยนคำถามทั้ง 4 มาให้ เราเลยลองคิดคำตอบได้แบบนี้
1.ทำอะไรได้ดี – ไม่จำเป็นต้องมีอย่างเดียว แต่ถ้ามีอย่างเดียวและดีสุดๆ ไปเลย สิ่งนั้นก็น่าจะเป็นหนึ่งในตัวตนของเราได้ เพราะตัวตนของเราไม่จำเป็นต้องมีเพียงหนึ่งเช่นเดียวกัน
2.ทำอะไรแล้วมีความสุข – ถ้าระหว่างทางที่ทำ ‘อะไร’ ได้ดี มีสิ่งที่เรียกว่าความสุขเกิดขึ้นด้วย นั่นขยับเข้าใกล้ ‘ตัวตนที่เราชอบ’ ขึ้นทุกขณะ
3.ทำอะไรแล้วให้ผลตอบแทนที่ดี – นั่นอาจหมายถึงตัวตนที่ทำให้หน้าที่การงานเราเจริญเติบโต เลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ ท้ายที่สุดคือมีคุณภาพชีวิต
4.ทำในสิ่งที่โลกใบนี้ต้องการ – การค้นหาตัวตนสามข้อแรกอาจลงท้ายด้วยข้อนี้ ในฐานะความหมายของชีวิต และตอบคำถามตัวเองได้ว่า เราเกิดมาทำไม
แต่ระหว่างทางของ 4 ข้อนี้อาจไม่ได้ราบรื่น หลายคนเจอปัญหาเข้ามาทดสอบเป็นระยะ ล้มบ้าง กระโดดข้ามได้บ้าง หรือเอาตัวไปฝ่าฟันจนผ่านมันมาได้ แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่ข้ามแต่ไม่พ้น และนั่นอาจเป็นช่วงที่ความสุขไล่ลงมาถึงท้องตัว U พอดี
แต่การค้นหาตัวตนเจอในวัยนี้จะฉุดเราขึ้นมาเพื่อตั้งรับความทุกข์ได้อีกครั้ง
คุณหมอประเวศอธิบายว่า มนุษย์เราเกิดมาพร้อมระบบชีวภาพ (ตั้งแต่ในท้องแม่) และเป็นภาวะที่เราไม่สามารถเลือกเองได้
โตขึ้นมาเป็นวัยเด็ก ก็เป็นภาวะจากครอบครัว สภาพแวดล้อม เช่น ความเครียด หรือ สภาพปากกัดตีนถีบในเศรษฐกิจ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนสะสมในหมวดประสบการณ์ชีวิตและเป็นผลกระทบในวัยเด็ก
“แต่ประสบการณ์ของเราจะสามารถเปลี่ยนระบบชีวภาพของเราได้ เช่น เวลาเรามีความรัก หัวใจเราเต้นไม่เหมือนเดิม ถ้าประสบการณ์นี้เข้มข้นขึ้นจะเปลี่ยนเรา และส่งต่อให้ลูกเรา”
นอกจากนั้น ประสบการณ์ยังจะพาเราเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราชอบ-เกลียด สบาย-ลำบาก ชินชา-ไม่คุ้นเคย
คุณหมอบอกอีกว่าสิ่งที่เราคุ้นเคยไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดเสมอ เลือกสิ่งที่ดี แม้จะไม่คุ้นเคย – ไม่สบาย ก้าวสู่ “ความเป็นตัวเราที่พัฒนาขึ้น
ขณะเดียวกัน ตัวตนของเราก็มีทั้งด้านสว่างและด้านมืด โดยเฉพาะตัวตนด้านลึก เหมือนเงาที่เราซ่อนเอาไว้
“ตัวเรามีเงาข้างหลัง แต่เก็บกดไว้ เช่น ตัวตนนี้พ่อแม่ไม่รักเรา เราต้องเก็บเอาไว้ เช่น เป็นพี่ที่แย่งของเล่นน้องในบ้านที่พี่ต้องเสียสละให้น้อง นี่คือ Shadow เงาที่หายไป”
“มันจะมีอะไรลึกๆ บางอย่างผลักให้เราทำอย่างนั้นอย่างนี้ เช่น ทำไมไปไหนมีแต่คนไม่ชอบเรา หรือ ทำไมเราอกหักทุกครั้ง”
แต่ตัวตนด้านที่เราแสดงต่อโลก ต่อคนที่เราเจอ นั่นคือ Persona – หน้ากากที่เราใส่เข้าสังคม บริบทของตัวตน เราเวลาอยู่กับคนอื่น การวางตัวของเรา
ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นตัวตนของเรา ที่เปลี่ยนได้ หมดได้ สร้างใหม่ได้ กระทั่งมีอยู่แล้วแต่อาจเพิ่งหาเจอ
โดยเฉพาะการกลับมาหาตัวตนในวันกลางคน วัยที่ว่ากันว่ามีความสุขน้อยที่สุดในช่วงชีวิต แต่การหาตัวตนวัยนี้คุณหมอประเวชบอกว่า คือ การค้นหาตัวเองในระดับลึก ไม่ใช่กิจกรรมที่ทำ ไม่ใช่เงินออมหรือทรัพย์สินที่สะสมไว้ ไม่ใช่ตำแหน่งหน้าที่ หรือสายสัมพันธ์ทางสังคม

ไม่มีคำจำกัดความตายตัวของตัวตนวัยกลางคน เพราะตัวตนเป็นของใครของมัน แต่อาจหาได้ด้วย 3 วิธีนี้
1.สร้างพื้นที่สำหรับถอยออกมามองตัวเอง
2.สังเกตรูปแบบ ของตัวเอง Autopilot การกระทำ+ความรู้สึกนึกคิด + ความทรงจำ
3.ขยับจากจุดที่เป็นอยู่ไปสู่จุดที่อยากเป็น “ฉันอยากให้ตัวเองเป็นอย่างไร”
คุณหมอยังชี้อีกว่า “ทุกสิ่งที่ทำให้เรารำคาญใจเกี่ยวกับคนอื่น จะช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น” เพราะจริงๆ แล้ว สิ่งที่เราไม่ชอบในคนอื่นนั้นอาจเป็นตัวเราด้านลึกหลืบที่สุดก็ได้
“มันอาจเป็น shadow หรือเงาที่เราไม่เคยยอมรับมัน”
แต่ถึงที่สุดแล้ว ถ้าเรายอมรับมันนั่นแปลว่า เรารู้ว่ามันคือตัวตนของเรา และการยอมรับก็หมายความว่าเราอยู่กับมันได้ และนั่นอาจะเป็นสัญญาณว่าท้องตัวยูกำลังจะค่อยๆ ไต่ขึ้นแล้ว
……………………….
ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.bbc.com/thai/articles/c144949wkqgo
