คุยเรื่อง anxiety ในวันที่เนื้อหาจิตวิทยาล้นจนสับสน “แต่พอเป็นคนเจ็บไข้ได้ป่วยจริงๆ เราค่อยๆ ดีขึ้นจากสิ่งเรียบง่าย” ฝ้าย กันตพร สวนศิลป์พงศ์

“เราอยู่กับสิ่งนี้มาตั้งแต่เกิด มันคือแก่นนิสัยเราบางอย่าง หรือถ้าเป็นคำไทยเราอาจจะใช้คำว่าสันดาน” 

พอเติบโตขึ้นมา สิ่งนี้ของ ‘ฝ้าย’ กันตพร สวนศิลป์พงศ์ กลายมาเป็น Anxiety Disorder หรือ โรควิตกกังวล ซึ่งได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์เมื่อหลายปีก่อน 

ถึงมันจะเป็นโรคแต่มันก็คือหนึ่งในตัวตนของฝ้าย จนดุนหลังให้มาเรียนต่อปริญญาโทด้านจิตวิทยา และตอนนี้ฝ้ายเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษา นักเขียน และผู้ร่วมก่อตั้ง MasterPeace

“มันเป็นความเป็นเรา ที่เราละเอียด ชอบความเพอร์เฟค ต้องเอาตัวรอด เราต้องไม่ผิดอะไร ถ้าถามรากจริงๆ มันเป็นเพราะว่าเราเป็นคนอ่อนไหว ครอบครัวจะตั้งคำถามว่าทำไมเราอ่อนไหวจังเลย เพราะตั้งแต่เด็ก พูดอะไรออกไปแล้วชอบเจอประโยคว่าไม่ต้องคิดมาก คิดมากเกินไป เราก็เริ่มตีตราตัวเองว่า อ๋อ ฉันเป็นคนคิดมาก และการคิดมากเท่ากับไม่ดี ฉันจึงเท่ากับความไม่ดีนั้น” 

ฝ้ายเปรียบตัวเองเหมือนหนูถีบจักรที่หยุดไม่ได้ และความพยายามทั้งปวงเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดคือจักรและหนูที่ต้องถีบคือฝ้าย 

“สุดท้ายแล้วผลลัพธ์มันคือการที่เราลืมไปว่าตัวเองกำลังจะไม่ไหวแล้ว แต่ก็ยังจะพยายามเป็นผู้รักษาความถูกต้อง ความสงบสุขของคนรอบข้าง”  

ลึกที่สุดคือกลัวไม่เป็นที่รัก เพราะพ่อแม่ยิ้มให้กับความเรียนเก่งเรื่องเดียว ฝ้ายจึงต้องเรียนเก่งไปเรื่อยๆ หรือเป็นแฟนที่ีพยายามไม่ทะเลาะ คำขอโทษจึงหลุดออกจากปากฝ้ายในเกือบทุกกรณีแม้ตัวเองไม่ผิด 

“Anxiety ทำให้เราไม่เป็นตัวเอง เหมือนเรายอมสละบางอย่าง เพื่อที่เราจะไม่ต้องเจอสิ่งที่เรากลัว และการพูดขอโทษหรือการบอกว่าไม่เป็นไรเป็นแค่ราคาที่เราต้องจ่าย และไปถึงจุดที่จ่ายไปเรื่อยๆ จนเราล้มละลาย”

ปัจจุบัน โรควิตกกังวล คือ โรคจิตเวชที่พบมากสุดในคนไทยคือ ตามมาด้วยโรคเครียด โรคซึมเศร้า โรคทางอารมณ์ต่างๆ

วันนี้ ฝ้ายไม่ได้บอกว่าตัวเองหายขาดและ Anxiety ยังอยู่กับฝ้าย และเหตุผลที่อยู่ด้วยกันได้ นอกจาการรักษาแล้ว ยังเป็นการกลับไปค้นหารากแก้วของความกังวล จนค้นพบว่ามันคือความเป็นตัวเองอย่างหนึ่ง 

และความเรียบง่ายที่ทำให้ฝ้ายอยู่กับ Anxiety ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ คือคำว่ารอได้

รออะไร รอแค่ไหน บทสนทนาถัดจากนี้มีคำตอบ 

รู้จักคำว่า anxiety ครั้งแรกตอนไหน

ถ้ารู้จักว่ามันมีอยู่และเป็นโรคๆ หนึ่ง น่าจะประมาณปี 3-4  และเรามีอาการเยอะแล้วด้วย แต่เรายังไม่รู้เลยว่าสิ่งนี้มันสำคัญ มันต้องการการรักษานะ เรารู้แล้วว่ามันไม่ใช่ระดับปกติที่มนุษย์น่าจะเจอ

อาการครั้งที่หนักและชัดที่สุดคือปี 3  ตอนนั้นทำงานเยอะมาก นอนไม่ดี แล้วอยู่ดีๆ วันหนึ่งมันก็นอนไม่หลับ เหมือนทุกอย่างมันรันในหัว งานเรา กิจกรรม แล้วพอนอนไม่หลับเราก็เริ่มตกใจว่า “อ้าวทำไมคืนถัดมามันยังนอนไม่ได้” นั่นแหละ จุดเริ่มต้นของทุกอย่าง นอนไม่ได้เป็นเดือน ได้คืนละประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้วก็เริ่มทุกข์ทรมานเพราะบอกสิ่งนี้ไปกับคนรอบข้างหรือคนใกล้ชิด เขาก็จะบอกว่าอย่าคิดมาก มันไม่มีอะไร ปล่อยวาง แต่เราหยุดไม่ได้ นี่คืออาการหลักอาการแรกเลย 

แล้วก็จำได้ว่าตอนนั้นความรู้สึกร่างกายที่เกิดขึ้นคือนอนตอนกลางคืนแล้วได้ยินเสียงหัวใจตัวเองดังในหัว ตึงๆๆๆ มันทรมานจังวะ เหมือนโดนขังคุกอยู่ ขอแม่ไปหาจิตแพทย์เพราะตอนนั้นเริ่มรู้สึกไม่โอเคแล้ว ปรากฏว่าตอนนั้นไปเจอคุณหมอ โดนประโยคนึงมา เหมือนโดนน็อกเลย เขาบอกว่า “หนูรู้สาเหตุอยู่แล้วหนูก็แก้สิ” ช็อกเลย ช็อกในแง่ที่ว่าเราแก้ไม่ได้นี่นา แล้วเราต้องทำยังไง 

พอคุณหมอบอกว่า “รู้สาเหตุแล้วก็แก้สิ” แล้วเรายังไงต่อ?

อึ้ง  เฮ้ย มันไม่ได้แก้ง่ายขนาดนั้นหรือเปล่า หมอก็ถามว่า “เป็นยังไงมา ทำไมเป็น” เราก็อธิบายว่า “งานเยอะ นอนไม่ค่อยดี มันหยุดคิดไม่ได้ เรารู้ว่าเราอาจจะกดดันตัวเอง” แล้วเขาก็แค่ เออ งั้นก็ไปแก้สิ เราก็ ฮะ! ถ้าฉันแก้ได้ฉันต้องมาหาหมอไหม แล้วตอนนั้นเป็นปีน้ำท่วม 54 แม่โรคหัวใจกำเริบหนักเราเลยเป็นกังวลทั้งตัวเองและแม่ กังวลด้วยว่าบ้านเราจะโดนน้ำท่วมไหม ตอนนั้นพ่อไปทำงานต่างประเทศ พี่ไปเรียนญี่ปุ่น ไม่มีใครอยู่บ้าน เหลือแต่เราอยู่ในสภาพร่อแร่ซอมบี้ทุกวัน เพราะเราไม่ได้นอน แสบตาตลอดเวลา แม่ก็ไม่สบาย 

ตอนนั้นหมอก็ให้ยานอนหลับมากิน แต่เราเป็นเยอะจนยามันยังเอาไม่อยู่เลย ยังนอนไม่ได้อยู่ดี คำถามเต็มหัวไปหมดแต่มันทำอะไรไม่ได้ แล้วก็มีสอบด้วย ต้องไปสอบ สุดท้ายก็ค่อยๆ พาตัวเองผ่านมา 

ผ่านมาแบบไหน 

มีวันหนึ่งที่พอน้ำมันจะท่วมแล้วบ้าน ความที่บ้านมีหน้าต่างเยอะมาก เรารับหน้าที่เอาเทปพลาสติกไปแปะขอบหน้าต่าง น้ำจะได้ไม่ซึมเข้ามา ตัวเองเหนื่อยยังไงก็ช่างมันแค่บอกตัวเองว่ายังไม่ต้องคิดอะไร ทำแค่งานตรงนี้ไปก่อน แปะให้มันเสร็จแล้วกลับเข้ามาในบ้าน เหนื่อย ก็เลยบอกตัวเองว่า ขอนอนแป๊บนึง ขอสามสิบนาทีที่จะไม่คิดเรื่องอะไรแล้ว แล้วก็หลับไปบนพื้นบ้าน ตื่นมาอีกทีกี่โมงแล้ววะ เชี่ยเราหลับได้ มันน่าจะเป็นช็อตแรกที่เราเอาโฟกัสไปอยู่กับเรื่องอื่นที่เราบอกตัวเองว่าพอแล้ว ไม่คิดแล้ว เราเหนื่อยเหลือเกิน 

พอเริ่มนอนได้จากแค่ประมาณสามสิบนาทีนั้น ก็เลยค่อยๆ เรียนรู้ว่ามันไม่ได้อยู่ตลอด มันน่าจะมีทางออกสำหรับสิ่งนี้ แล้วมันก็ยังไม่ได้หายสนิทค่ะ ตอนนั้นก็ต้องบอกว่าสุดท้ายหมอไม่ได้ช่วยอะไร ไปเจอหมอแค่ครั้งเดียวจริงๆ ก็เลยผ่านมากับช่วงเวลาความกังวลน้ำท่วม แค่เอาตัวเองออกจากเรื่องที่มันอยู่ในตัว แล้วมันก็ค่อยๆ ดีขึ้นในแง่การนอน ไม่ได้กินยาเพราะไม่ช่วย 

ปี 4 มันก็เบาลงเพราะเราพาตัวเองออกไปข้างนอก ไปต่างจังหวัด แล้วเราเริ่มรู้สึก อุ๊ย ชีวิตเราสนุกสนานจังเลย เรากำลังออกไปสู่โลกใหม่ เรากำลังได้เป็นตัวเอง เรากำลังได้ทำงานที่เราอยากทำ มันก็เหมือนห่างไกลจากอาการ แต่สุดท้ายมันก็ยังอยู่มาเรื่อยๆ เหมือน bottom line ชีวิตเรา เช่น เวลาเราจะไปสัมภาษณ์ คนอื่นเขาอาจจะเตรียมตัวแล้วก็จบ แต่เรากลัว คืนนั้นจะเป็นคืนวัดใจอยู่เรื่อยๆ เลย มึงนอนได้มั้ยๆ  แต่ถ้านอนไม่ได้เนี่ยมึงจะกระทบพรุ่งนี้มั้ย มันก็ยังอยู่แต่มันเบาลง มันเบาลงเพราะเราเจอมาหลายที

Anxiety เป็นคำที่หมอพูดกับเราเลยเหรอ

ถ้าตอน ป.ตรีหมอยังไม่พูด แต่เรารู้ว่ามันมีคำว่ากังวลวนเวียนอยู่ในตัวเรา เราเข้าใจว่าจังหวะที่หมอพูดตอนนั้นมันคงแค่เหมือนเราตกหลุม ไม่ใช่เหตุการณ์ที่อยู่กับเราไปตลอด แต่เราก็สังเกตตัวเองว่า เรากดดันตัวเองประมาณนึงอยู่เรื่อยๆ เป็น base line ของเรา แต่เราแค่รู้สึกว่านี่คือปกติของเรา เราไม่รู้หรอกว่าคนอื่นเขาใช้ชีวิตกันสบายแค่ไหน เราไม่เคยมีประสบการณ์แบบนั้น

สิ่งที่ดึงให้อาการทุกอย่างกลับมาน่าจะเป็นช่วงกำลังจะลาออกจากงานที่แรก ตอนนั้นเลิกกับแฟนด้วย แฟนก็ทำงานวงการเดียวกัน เหมือนครอบครัวที่ทำงานมาด้วยกันแยกย้าย แล้วเราต้อง step up ขึ้นมาทำตำแหน่งที่ไม่เคยทำ เราก็เครียดกังวล 

แล้วพอสุดท้ายลาออกมาเรียนต่อจิตวิทยา ตอนนั้นเราอายุ 28 แล้ว ซึ่งจริงๆ อาการในตัวเองที่รับรู้ว่าเรามีความเปราะบาง มีความกังวล มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าจะเรียนอะไรเราขอเรียนสิ่งที่เรารู้สึกว่าเราอยาก  คงได้อะไรจากมัน

แต่ตอนนั้น เราคือคนไม่มีเงินเดือน มาเรียนในตอนอายุเยอะ เอาตัวเองกลับมาอยู่ในสภาพลูกเจี๊ยบ ท่ามกลางเด็กๆ ที่เขาจบป.ตรีจิตวิทยากันมา เราเป็นป.ตรีสาขาอื่น ทุกอย่างใหม่สำหรับเรา

มันเหมือนจิ๊กซอว์ จริงๆ Anxiety มันจะเกิดขึ้นเมื่อมีปัจจัยที่มารวมผสมกันพอดี แล้วตอนนั้นก็เลยได้รู้เลยว่า อ๋อ เรากลัวว่ะ เรากลัวการออกไปอยู่ข้างหน้าห้อง เวลาเรียนจะมีการฝึกเคสให้ดู เช่น ขอใครสักคนมาเป็นอาสาสมัคร แล้วให้ลองทำเคส แบบลองพูดลองถามซิ ถ้าเคสอยู่ข้างหน้าเราจะใช้ประโยคอะไรประมาณไหน แล้วเราพบว่าตัวเองโคตรเกลียดสภาวะที่ฉันไปอยู่วงตรงกลางห้องแล้วมีเพื่อนรายล้อม เหมือนภาวนาในใจตลอดเวลาว่า “อย่าเป็นฉัน อย่าเป็นฉัน” แล้วตอนนั้นที่อาการมันกลับมา มันมาจากเรื่องความสัมพันธ์ที่มันกดทับเราเยอะก่อนหน้านั้นด้วย แต่ว่าเรื่องเรียนทำให้มันชัด นั่นเพราะว่าสิ่งที่เราเคยยึดโยงกับตัวเองว่าเราเอาอยู่  ฉันก็เก่งพอตัวแหละ มันหายไปหมดเลย

self มันลดลง? 

(พยักหน้า) ความมั่นใจมันหาย มันรู้สึกว่าฉันกำลังจะทำผิดทำพลาด แล้วการเป็นนักจิตมันคือการต้องทำงานกับตัวเองเป็นอันดับแรก เราต้องเจอสิ่งที่เป็นปัญหาข้างในเรา เราต้องกลับไปเผชิญกับมัน ไหนจะมีเรื่องความสัมพันธ์ที่เข้ามากระตุ้นอีก เรากังวลเรื่องความสัมพันธ์มาก เรากังวลเรื่อง performance ในการเรียน การต้องฝึก ฉันจะพลาดไหม ฉันจะทำอะไรผิดกับเคสไหม แล้วเวลาฝึกเรียน เราต้องถอดเทปในสิ่งที่เราฝึก ต้องมีโน้ตว่าฉันพูดอะไรไปบ้าง แล้วจริงๆ มันจะเป็นความหลอนของเราว่า พูดอย่างงั้นไปทำไมวะ ถ้าสมัยทำงานสัมภาษณ์ พอย้อนฟัง เราอาจบอกว่าคำถามนั้นไม่ค่อยโอเคแต่นั่นมันก็แค่ถามแล้วก็จบ แต่ความเป็นนักจิตมันคือ เฮ้ย เราพูดไปแล้วมันจะไปกระทบอะไรเขาไหม เราจะพูดผิดแล้วทำให้เขาแย่ลงหรือเปล่า หรือเขาจะรับรู้ไหมว่าเรากังวลโมโห 

ตอนนั้นพอต้องดีลทั้งเรื่องส่วนตัวกับเรื่องเรียนไปพร้อมกัน เราเริ่มรู้สึกว่าพลังงานเราไม่เหมือนเดิมแล้ว เราเป็นกังวล เหนื่อย สุดท้ายไปหาหมอ นั่นแหละที่หมอวินิจฉัย ว่า คุณมี Anxiety disorder ระดับ Mild คือ ระดับอ่อนๆ นั่นคือครั้งแรกจริงๆ ที่หมอมีคำว่า Disorder แปะลงมาเลยนะ 

มันดูเป็นคำที่แรงนะ Disorder

ใช่ เรานั่งงงกับตัวเองอยู่สักพักเลยนะ เพราะว่าตอนนั้นยังเข้าใจอยู่ว่าเราแค่เป็นคนอยากทำอะไรให้ดี ไม่ได้คิดว่าสิ่งนี้ผิดปกติ แล้วพอมันเป็นคำว่า disorder ปุ๊บ เหมือนตีตรา ช็อก แล้วก็เฮ้ย เราอยู่มายังไงวะ นี่คืออะไร แล้วมันก็เป็นเหมือน wake up call มากๆ เลยว่าที่ผ่านมาเราปฏิบัติกับตัวเองอย่างไร จึงมาถึงวันนี้ได้ 

ตอนนั้นหมอถามว่าจะกินยาหรือไม่กิน เพราะว่าจริงๆ มันยังรักษาได้ด้วยการไม่กินยา แต่ตอนนั้นเราต้องเริ่มฝึกงาน ต้องเจอเคสจริงๆ ก็ชั่งน้ำหนักอยู่ในใจ เพราะหนึ่งเรารู้ว่ากินยาเนี่ยกระทบแน่ๆ เราอาจจะง่วง  ระบบคิดอาจไม่เท่าเดิมเพราะมันจะ slow down เราทุกอย่าง แต่ถ้าเราไม่ดีขึ้นเราก็ฝึกงานไม่ได้นะ เราต้องดูแลตัวเองก่อน งั้นก็เทคยาดูว่ามันเป็นไง แล้วก็เจอฤทธิ์ยาเข้าไป โอ้โห รู้เลยว่าอ๊องเป็นยังไง  แต่ยังดีว่าปรับตัวไม่นาน แล้วก็ค่อยๆ โอเคขึ้น ตอนนั้นเจอนักจิตบำบัด เจอนักจิตวิทยาการปรึกษาไปด้วย เอาตัวเองไปเป็นเคส แล้วก็ค่อยๆ ทุเลาลง หมอก็สั่งออกกำลังกาย สามครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นไป ครั้งละขั้นต่ำสามสิบนาที  มันก็ช่วยเรานะ แต่มันไม่ได้เป็นการหายเหมือนเอากรรไกรตัด เหมือนเธอจะไม่มีวันกลับมาเป็นอย่างงี้อีกแล้ว ไม่ใช่ เพราะว่าเราอยู่กับสิ่งนี้มาตั้งแต่เราเกิด เราก็รู้ว่ามันคือแก่นนิสัยเราบางอย่าง หรือถ้าเป็นคำไทยเราอาจจะใช้คำว่าสันดาน

มันคือความเป็นเราอย่างหนึ่ง?

ใช่ มันเป็นความเป็นเรา ที่เราละเอียด ชอบความเพอร์เฟค  ต้องเอาตัวรอด เราต้องไม่ผิดอะไร ถ้าถามรากจริงๆ มันเป็นเพราะว่าเราเป็นคนอ่อนไหว แล้วในครอบครัวจะตั้งคำถามว่าทำไมเราอ่อนไหวจังเลย  เรารู้สึกว่าความเป็นตัวเรา มันไม่ถูกยอมรับ เลยต้องหาอะไรบางอย่างมาให้เขายอมรับ เราหัวดี เราเรียนโอเค เลยเป็นเด็กตั้งใจเรียนมากแบบยังไงก็ได้ให้มันมีสิ่งนี้เอาไว้เชิดหน้าชูตา

คนในครอบครัวไม่ได้ให้ความสำคัญกับความรู้สึกมาก 

ใช่ คือเขาก็คงมีความรู้สึกกังวล ความรู้สึกทางลบในใจ แต่ไม่มีใครรู้ how to ว่าเราจะเอามันออกมาคุยกันอย่างไร เราจะบอกคนรอบข้างอย่างไรว่าเรารู้สึกยังไง เพราะถ้าตั้งแต่เด็ก เราก็จะรู้สึกว่า พูดอะไรออกไปแล้วชอบเจอประโยคว่าไม่ต้องคิดมาก คิดมากเกินไป  แล้วเราก็เริ่มตีตราตัวเองว่า อ๋อ ฉันเป็นคนคิดมาก และการคิดมากเท่ากับไม่ดี ฉันจึงเท่ากับความไม่ดีนั้น

ให้ฝ้ายอธิบายคำว่า Anxiety ในฐานะคนที่ผ่านมันมาและยังอยู่กับมัน Anxiety คืออะไร

คงจะบอกว่ามันคือสภาวะหนูถีบจักร มันหยุดไม่ได้ เราควบคุมในสิ่งที่เราพยายามตั้งใจดูแลจนมันหลุด สมดุลมันหาย เพิ่งไปดู inside out มา เขาฉายภาพชัดมาก จริงๆ แล้วนิสัยตัว anxious มันขี้ใส่ใจมากเลยนะว่า เฮ้ย ฉันจะหลีกเลี่ยงทุกอย่างที่มันดูน่ากังวลสำหรับเธอ ฉันจะปกป้องเธอ ฉันจะให้เธอใช้ชีวิตได้โอเคที่สุด แต่มันหมดพลังงานไปกับการพยายามจะหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านั้น ไอ้งานแห่งการหลีกเลี่ยงความผิดพลาดนี่แหละที่มันคือจักร แล้วเราวิ่งไปโดยที่เราก็ไม่กล้าลงเพราะถ้าลงแล้วยังไงต่อวะ มันเป็นความรู้สึกเป็นห่วงอะไรบางอย่างที่มากจนล้น จนเราลืมแม้แต่ตัวเอง 

มันคือการที่จริงๆ เรารักตัวเองแหละเราถึงกังวลขนาดนั้น แต่สุดท้ายแล้วผลลัพธ์มันคือการที่เราลืมไปว่าตัวเองกำลังจะไม่ไหวแล้ว แต่ก็ยังจะพยายามเป็นผู้รักษาความถูกต้อง ความสงบสุขของคนรอบข้าง 

เราจะหลีกเลี่ยง conflict ด้วย ใครจะไม่พอใจอะไร เราแบบไม่เป็นไร ฉันไปตามเธอ ฉันโอเค ฉันปรับได้ จนถึงจุดนึงเราจะเริ่มเรียนรู้ว่า อ๋อ เราปรับไม่ได้ว่ะ มันสุดโต่งเกินไปจนเรารู้สึกเหมือนจะหัก เราเลยได้เรียนรู้ว่า อ๋อการที่ฉันไปพยายามปรับแทนชาวบ้าน มันก็ไม่ได้ช่วยให้ข้างในฉันสงบสุขเลย 

อะไรทำให้เราหยุดถีบไม่ได้ 

จริงๆ มันดูไม่มีเหตุผลเลย มันแค่หยุดไม่ได้ในตอนนั้น อย่างอาการนอนไม่หลับ  หลายๆ ครั้งเราจะอยู่ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น แล้วมารู้ตัวอีกทีว่าเราคิดอะไรไปในหัวมากมายก่ายกอง ที่เราจับไม่ได้ด้วยว่ามันคืออะไรแต่เรารู้ว่าคิดเรื่องนี้ มันคือการกลัวจนหยุดไม่ได้มั้ง 

เราว่าไอ้ความรู้สึกวิตกกังวลกับกลัวมันจะจับมือมาด้วยกัน เพราะว่ากลัวก็เลยพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆ 

นอกจากกลัวความขัดแย้ง กลัวทำให้คนอื่นผิดหวัง ฝ้ายกลัวอะไรอีกบ้าง

ลึกสุดมันคือกลัวไม่เป็นที่รัก เราเลยเป็นเด็กเรียนดีให้พ่อให้แม่เพราะในการรับรู้ตอนเด็ก เขาไม่ได้ยิ้มกับเราในเรื่องอื่น หรือเป็นแฟนที่พยายามไม่ทะเลาะ เพราะการไม่ทะเลาะเท่ากับสิ่งที่ดีงามที่ควรเกิดขึ้น แต่ก่อนนั้นจะมีมายด์เซ็ทนี้ กลัวตัวเองทำผิด ถ้ากลัวอะไรสุดฝ้ายว่ามันคือสิ่งนั้น กลัวตัวเองทำผิด ผิดในงาน ผิดกับคนที่เรารัก เราทำเขาเสียใจไหม เราพูดอย่างงี้ไปเขาจะโกรธหรือเปล่า 

แฟนคนปัจจุบันสะท้อนเราเหมือนกันว่า เฮ้ย บางทีฝ้ายไม่ต้องผิดได้ไหม มันมี scenario อื่นหรือเปล่า เราก็เลยฉุกคิดเหมือนกันว่า เออว่ะ บางทีไม่ต้องมีใครมาพูดอะไรเลยนะ ประโยคง่ายๆ เราตีความให้ตัวเองผิดได้หมดเลย แล้วพอผิดปุ๊บเราจะรีบขอโทษ เอาตัวรอดก่อน แบบ เราขอโทษนะ ซึ่งแฟนก็ ฮะ เดี๋ยวนะใจเย็นๆ มันเกิดอะไรขึ้น

เหมือนๆ หลายคนก็ชอบพูดขอโทษไว้ก่อน หรือชินกับการบอกว่าไม่เป็นไร ถามฝ้ายในฐานะนักจิตฯ  มันสามารถเชื่อมโยงกับ Anxiety ได้ไหม 

มันอาจจะแล้วแต่รายบุคคลมากๆ บางคนอาจพูดติดปากว่าไม่เป็นไร เพราะยังไม่ทันได้สำรวจตัวเองจริงๆ แต่อย่างที่ฝ้ายพูดขอโทษเยอะ มันเป็นเพราะเราโตมาในบ้านที่เรารู้สึกว่าเราไม่ค่อยทำอะไรถูก การเอาตัวรอดของเรามันเลยเป็นความรู้สึกว่า อะได้ งั้นฉันผิดไว้ก่อน เหมือนมันฝังไปตามธรรมชาติมากเลยว่า ถ้ามีอะไรไม่โอเคเกิดขึ้นฉันน่าจะเป็นคนที่มีส่วนในความผิดนั้น แล้วก็เลยกลายเป็น people pleaser แต่จริงๆ แล้วข้างในอาจจะโกรธแหละแต่ว่า เฮ้ยเราอย่าไปโกรธเขา เดี๋ยวเราปรับเอง เพื่อหยุดความกังวล 

ถ้าฉันขอโทษไว้ก่อน ฉันไม่เป็นไรไว้ก่อน ยิ้มไว้ก่อน มันโอเค เราจะได้ไม่ต้องเจอสิ่งที่เรากลัวที่สุดคือ conflict เพราะถ้ามี conflict เราทะเลาะกันแล้ว ในหัวฝ้ายมันจะไปไกลมาก เลิกไหม เลิกแล้วยังไงต่อ 

ลักษณะหนึ่งของ Anxiety มันคือการคิดไปไกล๊ไกล ไกลเหลือเกิน แต่มันก็เป็นสิ่งที่กลัวจริงๆ นั่นคือภาพที่เรากลัวที่สุด anxiety ทำให้เราไม่เป็นตัวเอง เหมือนเรายอมสละบางอย่าง เพื่อที่เราจะไม่ต้องเจอสิ่งที่เรากลัว และการพูดขอโทษหรือการบอกว่าไม่เป็นไรเป็นแค่ราคาที่เราต้องจ่าย และไปถึงจุดที่จ่ายไปเรื่อยๆ จนเราล้มละลาย เราเริ่มถามตัวเองว่าแล้วตัวเราจริงๆ เรารู้สึกยังไงวะ เราอยู่ไหนในสมการนี้ เราจะวิ่งหนีจุดที่เราไม่อยากให้เกิดแล้วสุดท้ายตัวเราอยู่ที่ไหนวะ

พอเราจ่ายไปเรื่อยๆ จ่ายจนไม่เหลือจะให้จ่ายแล้ว มันเป็นยังไงในที่สุด

โกรธ จริงๆ แล้วเป็นคนโกรธข้างในอยู่ตลอดเวลา 

กับความสัมพันธ์เก่าก็อยู่ในสภาวะนั้น หลีกเลี่ยง conflict หลายๆ ครั้ง พอเขาพูดอย่างนี้ เราเจ็บ แต่เราก็ เออ ไม่เป็นไร เราคงไม่โอเคเอง แล้วความสัมพันธ์นั้นก็เลยจบไปเพราะเราก็ยังไม่อยู่ในจุดที่เราจะลุกขึ้นมาพูดตรงๆ กับเขาได้ เราแค่ค่อยๆ ได้มาเรียนรู้ตอนเลิกกันแล้ว

นิสัยหลีกเลี่ยง conflict มันก็ยังอยู่กับฝ้ายถึงแม้เราจะเริ่มเรียนรู้แล้ว  กับแฟนคนปัจจุบันฝ้ายก็ยังคงกลัวโดนโกรธ ซึ่งความกลัวโดนโกรธมันมาตั้งแต่ที่บ้านอยู่แล้ว เราถูกหงุดหงิด เราถูกไม่พอใจ ซึ่งบางทีคนที่บ้านเขาอาจจะไม่ได้หงุดหงิดจริงๆ หรอกแต่ด้วยท่าทีเขาแล้วเรารับรู้แบบนั้น แล้วเราก็ยังคงใช้จ่ายสิ่งนี้ต่อไป ขอโทษ เราทำอะไรได้ไหมให้มันโอเคขึ้น 

เวลาทะเลาะกัน เรากลัว เรากังวลจนเราไม่พูดตรงๆ แต่สุดท้ายพอแยกย้ายกันไป สิ่งที่อยู่กับเราคือความงุ่นง่าน จริงๆ แล้วลึกๆ ข้างในมันคงมีตัวโกรธอยู่ ที่ทำไมไม่พูดออกไปว่ามันไม่โอเค หรือสุดท้ายมันโกรธตัวเองว่าทำไมยอมอีกแล้ว ทำไมกลัวจนยอมเสียตัวเองไปอีกแล้ว

มันค่อยๆ ต่อจิ๊กซอว์กับอาการที่เกิดขึ้นด้วย  ตอนนั้นไปเจอพี่ดุจดาว (ดุจดาว วัฒนปกรณ์) เพราะต้องทำ a day ฉบับ therapy แล้วขอเขาลองเทสต์เล็กๆ น้อยๆ ว่าบำบัดผ่านการเคลื่อนไหวร่างกายมันเป็นอย่างไร สิ่งที่ฝ้ายทำคือฝ้ายวิ่งในห้อง วิ่งพุ่งไปข้างหน้าอย่างมีพลังและมีความสุขมากๆ แล้วเราก็งงว่าแล้วมันยังไงต่อวะ พี่ดาวก็แค่ถามว่าขามันคืออะไรสำหรับเรา แล้วเราก็เอ้อ หรือมันคือคำว่าจุดยืน ทำไมเวลาเราแฮปปี้เราชอบวิ่ง ฝ้ายเป็นเด็กชอบวิ่งมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว แต่พอโตขึ้นเหมือนความกลัวความกังวลมันค่อยๆ พอกเราจนเด็กที่ชอบแข่งขัน เด็กที่กล้าเสี่ยง ชอบซิ่งมอไซค์ หายไปไหนหมดไม่รู้ 

เวลาโกรธตัวเองแล้วทำได้แค่ร้องไห้ ไม่โกรธคนอื่น เมื่อก่อนมันร้องไห้เป็นอย่างเดียว ทุบไปที่ขาเราแบบทำไมวะ ทำไมเราต้องทุบขา ขาเรามันทำไม พอปะติดปะต่อเชื่อมโยงกันว่า เออว่ะ หรือเราแค่ไม่อยากจ่ายราคานั้นอีกแล้ว เราขอขาขอจุดยืนเรากลับมาได้ไหม พอมันสามสิบ มันเพิ่งมาค่อยๆ บอกตัวเองว่าหรือเราปะทะกับมันไปเลยดีวะ ไอ้ความกลัวเหรอ กลัวเลิกใช่ไหม เลิกดิ ไหนมันจะเป็นยังไง แกก็เคยผ่านการเลิกมาแล้วแกไม่ตายหรอก ลองดูดิ๊ มันอาจจะดูโหดหน่อยแต่ว่าเสียงข้างที่มันคอยมาช่วยมันจะเป็นเสียงคนหยาบคายคนนึงเลย ไหนมึงมา กูลุยเองไหน ขี้โมโหมาก แต่เพราะจริงๆ มันอาจจะถูกกดไว้จนเขาโมโหขนาดนี้ พอแล้วไม่อยากกลัวแล้ว ยอมเจอสิ่งเหล่านั้นดีกว่าเราติดอยู่ในจักรตรงนั้น 

ถ้าลงลึกไปสุดท้ายทุกอย่างมันเป็นเรื่อง trust เชื่อใจวางใจ เพราะเราโตมาแบบเราไม่ได้รู้สึกเชื่อใจวางใจกับคนในครอบครัวว่าเขาจะรักเราและไม่ถือโทษโกรธเราแม้เราจะทำผิด เรารู้ว่าเราเป็นที่รักนะแต่เรารู้สึกว่าความรักมาพร้อมกับการตำหนิ  ใต้กว่าคำว่าฉันไม่เป็นที่รัก มันคือเราเชื่อใจมนุษย์รอบตัวไหมว่าเขาจะอยู่กับเรา ต่อให้เราทำไม่ถูกหรือไม่เก่ง 

ช่วงปีหลังๆ ที่เพิ่งมาเจอว่าเออ ขนาดแม้แต่เพื่อนสนิทที่สุดในชีวิตที่เรารู้สึกว่าเราสนิทใจมากเลย จนถึงจุดนึงเราก็พบว่า เรามีมุมที่เราก็ยังไม่เชื่อไม่วางใจว่าเขาจะเข้าใจ มันคือการที่เราก็ตัดสินตัวเองไปแล้ว

แล้วฝ้ายผ่านตรงนั้นมายังไง  

ให้เวลาตัวเองมากๆ ยอมอยู่กับตัวเองแบบที่ยังจัดการไม่ได้แบบใจเย็นลงสักนิดก็ยังดี ถัดมาคือทำตามหมอบอก ถ้ายังคิดอะไรไม่ออกจริงๆ  มีแพลนบางอย่างที่เรารู้ว่ามันจะไม่พาให้เราร่วงลงไปกว่าเดิม ช่วยได้ อย่างตอนนั้นมันจะรู้สึก เออฉันกำลังออกกำลังกายอยู่นะ แล้วเหมือนเราโดนเทรนมามากขึ้นด้วยว่าเราก็ต้องสำรวจตัวเองว่าตอนนี้เรารู้สึกอะไร เราเป็นยังไง หรือเรารู้ตัวไหมกับความรู้สึกที่มันเกิดข้างในเรา พอตอนนั้นเราลองเริ่มทำสิ่งที่ได้รับคำแนะนำมา  ก็พบว่าจริงๆ แล้วเราในโหมดอื่นก็มีนะ โหมดที่เราแค่บอกตัวเองว่าเธอที่กังวลข้างในน่ะไปพักแป๊บนึง ขอฉันออกกำลังกายก่อน โหมดที่เราหายใจโล่ง เวลาค่อยๆ ดีขึ้นมันจะเป็นการที่ลมหายใจมันโฟลว์ขึ้น หายใจเต็มปอดแล้วว่ะ  ก่อนหน้านั้นคงเป็นคนหายใจตื้นอยู่ตลอด 

มันค่อยๆ ทำตามแพลนก่อนแล้วสำรวจว่าพอทำแล้วเป็นยังไง โอเคไหม เกิดความรู้สึกอะไรกับตัวเองบ้าง เหมือนมันเป็นความหวังเล็กๆ ในแต่ละการลงมือทำ ซึ่งจำเป็นมากเลยไม่ว่าป่วยด้วยอะไร ป่วยร่างกายป่วยใจ ขอให้มีอะไรเล็กๆ ที่ยังรู้สึกว่าฉันลงมือทำสำเร็จได้ และสำเร็จของเราเนี่ยเราต้องระวังการให้นิยามในจังหวะนั้นด้วยนะว่า สำเร็จจังหวะเนี้ยแค่เราได้ทำนะ ห้านาทีมันก็ยังดี

เหมือนลดเกณฑ์ความสำเร็จให้เหลือแค่การได้ลงมือทำก็สำเร็จแล้ว มันฟังดู cliché มากในยุคที่จริงๆ แล้วเนื้อหาจิตวิทยามันเยอะมากแต่พอเป็นคนที่เจ็บไข้ได้ป่วยจริงๆ เราค่อยๆ ดีขึ้นจากสิ่งเรียบง่าย ที่เราแค่อยู่กับดีเทลตรงนั้น บางครั้งแค่มองแดดข้างนอกก็เป็น turning point ได้ ถ้าเกิดเรานิ่งพอนะ 

สมมุตินอนไม่หลับแล้ว อย่างน้อยมันก็มีอีกวันนึงว่ะ แบบค่อยๆ นะค่อยๆ มันคือการค่อยๆ ใส่ self compassion ความเมตตากรุณาตัวเอง อันนี้สำคัญมาก เป็นสิ่งที่สักห้าปีก่อน คนไทยน่าจะไม่คุ้นเลยสักเท่าไหร่  เราคุ้นกับชื่อโรคที่แทนความผิดปกติของใจ อย่างโรคซึมเศร้า เรารู้ชื่อโรค แต่เราไม่รู้ว่าจริงๆ ทางจิตวิทยามันมีแขนงความรู้ที่ empower เราได้ว่า เราจะดูแลตัวเองยังไงต่อ เราจะพาตัวเองจากลบมาที่ศูนย์ แล้วจากศูนย์ไปที่บวกยังไง  มันมีตัวช่วยอื่นๆ อีกเต็มไปหมดเลย และสำหรับฝ้ายสิ่งนั้นมันคือความเมตตากรุณาตัวเอง  

ตอนนั้นพอฝ้ายรู้ว่า เรามีความวิตกกังวลและมันมาจากความกดดันตัวเอง แล้วโชคดีที่เราอยู่ท่ามกลางบุคลากรที่พร้อมจะช่วยเรา  ตอนฝึกงานเราต้อง reflect ตัวเองตลอดว่าเราทำเคส เราเป็นไง เราเจอปัญหาอะไร แล้วเราก็ต้องเอาไปปรึกษากับ supervisor ซึ่งตอนนั้นได้เรียนกับอาจารย์สาย CBT (Cognitive aand Behavioral Therapy) หรือสายการบำบัดผ่านความคิดและพฤติกรรม แกจะอธิบายว่า ความกังวลมันวิตกกังวลมันคือสิ่งที่ไม่มีขอบเขต อย่างที่ฝ้ายบอกว่ามันหยุดไม่ได้ สำหรับฝ้ายมันคือทะเลอันกว้างใหญ่  เขาก็บอกว่า สมมุติกังวลที่จะทำเคสใช่ไหม งั้นฝ้ายเอาเอสี่มาแผ่นนึง วางลงไป แล้วลองเขียนสิว่าฝ้ายเตรียมตัวอะไรบ้างสำหรับการทำเคส เขียนๆๆ ไปขอให้ใช้แค่แผ่นเดียว แล้วดูซิว่าสุดท้ายแล้วความกังวลทุกอย่างมันถูกวางไว้อยู่ในกระดาษหนึ่งแผ่นได้ ตอนนั้นเราก็ เอ้อ มันมีความรู้สึกการจัดการแบบนี้ด้วยเหรอวะ 

มันค่อยๆ เก็บเล็กผสมน้อย ตอนนั้นแกบอกว่าคนที่มีความวิตกกังวล เวลาทำอะไรสักอย่างเราจะต้องเต็มร้อย ถ้าฝ้ายทำถึงเจ็ดสิบแปดสิบแล้วก็ให้หยุด เพราะว่าเจ็ดสิบแปดสิบของฝ้ายมันคือร้อยของคนอื่นแล้ว มันฟังดูง่ายๆ แต่สำหรับฝ้ายมันเหมือนเฮ้ย เรามีที่หายใจให้ตัวเองได้อีกสักยี่สิบสามสิบเปอร์เซ็นต์เหรอวะ เราไม่เคยให้ตัวเองตรงนั้นเลย 

มีหนังสือภาษาอังกฤษเรื่อง self compassion มันคือตัวที่มันเข้ามาช่วยเป็น buffer กับความโบยตีตัวเอง เฮ้ยแกต้องได้อีก แกต้องไม่ผิด แกต้องเป็น superwomen แกต้องเหนือมนุษย์ในการจัดการสิ่งต่างๆ แต่ความเมตตาตัวเองมันเข้ามาโอบอุ้มมากๆ แต่จังหวะแรกมันไม่ได้เป็นการโอบอุ้มแบบ เฮ้ยเดี๋ยวมันดีขึ้น มันเป็นความโอบอุ้มแบบที่วันนึงฝ้ายดูตัวเองกระจกแล้วพบว่า ใต้ตามันดูเหนื่อยมาก มันดูอ่อนล้าโรยแรงจริงๆ ทำอะไรกับตัวเองอยู่วะ แล้วไอ้คำว่า เฮ้ยเธออะใช้ชีวิตสักเจ็ดสิบแปดสิบเปอร์เซ็นต์ก็ได้นะ ไอ้พื้นที่ยี่สิบสามสิบตรงนั้นน่ะมันคือการอนุญาตให้ตัวเองพัก แล้วการอนุญาตให้ตัวเองพักคืออะไร สำหรับฝ้ายมันคือ เออ มึงทำมาเยอะแล้ว มึงไปพักบ้าง มึงคู่ควรที่จะพัก

ถ้าเป็นคำที่คนไทยใช้มันคือความใจดีกับตัวเอง  ก่อนหน้านั้นมันไม่มีเลย ไม่มีในสารระบบ แล้วเราไม่รู้จักมัน แล้วเราไม่รู้ด้วยว่าเราทำได้ด้วยเหรอ 

ยกตัวอย่างได้ไหม ให้เป็นรูปธรรม  

สมมุติว่าที่ผ่านมาฝ้ายกลัวทำพลาดในทุกสิ่ง แต่ถ้าเรื่องหลักๆ คือความสัมพันธ์กับงาน สมมุติงานเนี่ย ฝ้ายจะเป็นกังวลเวลาต้องเข้าประชุม แล้วก็จะคิดกับตัวเองเกือบแทบทุกครั้งว่า จะไปโชว์โง่ไรมั้ยวะ ความหมวกนักจิตอะมันรู้สึกว่าเราต้องรู้ทุกเรื่อง ซึ่งจริงๆ แล้วอะโอเคเรารู้บางเรื่องแต่เราอาจจะไม่แม่นบางเรื่อง แล้วเราก็ยังต้องผ่านตำราใช่ป้ะ แต่ฝ้ายจะรู้สึกเหมือนเราต้องเป็นตำราที่ตอบได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีคนถาม แล้วถ้าเกิดเราผิด เราจะรู้สึกแย่มาก เรากำลังจะทำให้บริษัทของเราขายขี้หน้า นี่คือสิ่งจริงๆ ที่อยู่ในหัว

ถามว่าใจดีกับตัวเองทำยังไง ฝ้ายก็เคยมีรอบที่ประชุมแล้วก็ไม่ถึงกับพูดอะไรผิดร้ายแรงหรอก แต่มันเป็นความรู้สึกปล่อยไก่ แบบ มึงตอบอย่างไปมันโอเคเปล่าวะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนมันคงจะรู้สึกแย่ รู้สึกผิดบาปกับเพื่อนเรา หุ้นส่วนเรา และในหัวมันก็จะวนๆ ไปได้เป็นวัน มะรืนมันถึงจะหยุด พอเลือกใจดีกับตัวเองมันเป็นวิธีคุยกับตัวเอง แทนที่จะแบบ เฮ้ย พูดอย่างนั้นออกไปได้ยังไง มันอาจจะเปลี่ยนเป็น ฝ้ายแกก็เตรียมตัวดีที่สุดแล้ว พูดดีที่สุดแล้วในความตื่นเต้นตรงนั้น มันไม่แย่ขนาดนั้น รอบหน้าเอาใหม่ 

ต้องบอกว่า anxiety คือคำถาม คำถาม คำถาม คำถาม แต่ไม่มีคำตอบ เราต้องมี fullstop ให้ตัวเอง เราต้องมีคำตอบให้ตัวเองว่า โอเคถ้าเมื่อกี๊ไม่โอเค ไม่โอเคยังไง ปรับยังไงได้บ้าง และให้กำลังใจตัวเองยังไงที่อาจจะพลาดมา แล้วรับรู้ด้วยนะว่าไอ้ที่พลาดอะทุกคนแม่งก็ยังพลาดได้เว้ย อันนี้ในทางในทางความคิด (thinking) นะ  

ในทางฟีลลิ่ง (ความรู้สึก) มันอาจจะยังยากหน่อยแต่มันคือการค่อยๆ ฝึกตัวเองไปเรื่อยๆ ในการอยู่กับความรู้สึกตรงนั้น  แต่มันไม่ได้แปลว่าพอเราได้ยาอะไรมาสักอย่างแล้วเราหายเลย มันคือการกล้าอยู่กับตัวเอง แบบที่มันอาจจะยังไม่ค่อยโอเค แต่เรากำลังจะค่อยๆ ไปในทิศทางใหม่ เราอาจจะยังต้องยอมรับว่า เราจะยังรู้สึกแบบนี้ได้ การได้ตัวช่วยมันไม่ได้แปลว่าฉันไม่ต้องรองรับด้านลบของฉันแล้ว  มันคือเธออยู่กับตัวเอง สมมุติว่าเธอรู้สึกขายขี้หน้า เธอจะอยู่กับตัวเองแบบที่เธอรู้สึกว่าเธอน่าอายได้ไหม เธออยู่กับเธอคนนั้นแบบที่เธอจะไม่ว่าอะไรเขาได้ไหม  ใจเย็นกับตัวเองที่ทำพลาดได้ไหม หรืออยู่กับความรู้สึกแย่ที่เกิดขึ้นได้ไหม ว่าถ้ามันไม่โอเคจริงๆ เธอให้เวลาตัวเองในการอยู่ โดยไม่ต้องพยายามแก้ไขอะไรได้ไหม ฝ้ายว่าตรงนี้โคตรยาก 

ถ้าเป็นเรื่องความสัมพันธ์นี่ความท้าทายเพิ่มอีกเท่าตัว เพราะจะรู้สึกว่าฉันอยากรีบจัดการทุกอย่าง อยากเก็บกวาด อยากเคลียร์ อยากได้คำตอบ  เพราะ anxiety คือคำถาม บางทีเราแค่อยากรู้ว่า เลิกไม่เลิก ต้องเลิกยัง แต่หลายๆ ครั้งชีวิตไม่ได้มีคำตอบเดี๋ยวนั้น และมันไม่ใช่คำตอบตายตัวด้วยซ้ำ วินาทีนี้เราอาจจะเป็นคำตอบนี้ วันพรุ่งนี้เราอาจจะเป็นอีกคำตอบนึง 

ความยากคือเธออยู่กับชีวิตเธอแบบที่เธอ open สำหรับทุกความเป็นไปได้ได้ไหม วันนี้เธออาจจะเฮงซวย วันพรุ่งนี้เธออาจจะโอเค อีกวันถัดมาเธออาจจะโกรธตัวเองแต่อีกวันถัดมาเธออาจจะรู้สึกขอบคุณชีวิต แต่เธออยู่กับทุกวันของเธอแบบนั้นและความรู้สึกที่ยังไม่โอเคได้หรือเปล่า 

สุดท้ายแล้วสิ่งที่ช่วยฝ้ายมันคือพื้นที่ให้ทุกอย่างมันเป็นแบบที่มันเป็น สุดท้ายมันเหมือนจะไม่ใช่คำตอบด้วย มันเป็น  fill in the blank เหมือนเติมคำในช่องว่าง มีประโยคให้เรารอ fill แล้วเรารู้สึกว่า เฮ้ยเรายังไม่ต้อง fill in ก็ได้ มันแค่จะเป็นอะไรก็ได้ในเส้นสายตรงนั้น 

ไม่ได้บอกเลยว่าเดี๋ยวมันจะง่าย กระบวนการฮีลลิ่งไม่มีวันง่ายแบบนั้นเลย ถ้ามันง่ายมันคงจบ กินยาแล้วหาย แต่ไม่ว่าจะยากหรือง่ายในจังหวะไหน พื้นฐานที่สุดคือเราต้องยอมให้พื้นที่ที่เป็นคำตอบนั้นไม่มีคำตอบก็ได้ ตอบอะไรก็ได้ เปลี่ยนคำตอบได้ ยังไม่พร้อมตอบก็ได้ มันคือเราอยู่กับตัวเองแบบเลิกบีบบังคับหรือต้องทำให้ถูกต้องตลอด เราจะเป็นอะไรก็ได้แล้วจริงๆ แค่เราค่อยๆ ทำความเข้าใจตัวเองไปด้วย 

มันคือคำว่ารอได้ เพราะ anxiety คือไม่ชอบรอ ต้องการคำตอบ เธอจะเอายังไง เขาคิดยังไงกับฉัน ฉันทำดียัง ตอบ ตอบ ตอบ มาเดี๋ยวนี้เลย ตอบในหัว มันจะรู้สึกแบบต้องการคำตอบมาเดี๋ยวนี้เลยแต่ว่า อืม ไม่เป็นไรรอได้ รอตัวเองได้ รอตัวเองที่ยังไม่โอเคได้ รอคนข้างๆ ที่ก็เป็นมนุษย์มนาเหมือนกันพลาดได้อะไรได้ รอได้ รอได้ รอให้ใจเย็นได้ ค่อยว่ากัน

ถ้ามีอะไรอื่นๆ ที่ช่วยได้อีกเยอะมากมาก คือคุยกับเพื่อน ถ้าเป็นไปได้หาคนที่ ไว้ใจ ลองๆ พูดออกมา พูดออกมามันได้ฟังตัวเองด้วย และสองคือเราได้ support system เขาจะช่วยให้เรารู้สึกว่า มันยังมีตัวช่วย มึงใจเย็นๆ บางทีที่เรากังวลน่ะมันอาจจะเป็นเพราะเราบอกตัวเองโดยไม่รู้ตัวว่าฉันเท่านั้นที่จะต้องแก้ไขเรื่องนี้แต่จริงๆ เฮ้ย เรายังมีทีม เรายังบอกคนนั้นได้บอกคนนี้ได้ เขาอาจจะไม่ได้ช่วยเราโดยตรงในงานที่เราทำแต่เขาอาจจะ เฮ้ย ขนมไหม น้ำไหม เฮ้ยขับรถให้ไหม เออว่ะแค่ฉันไม่ต้องขับรถ มันก็โอเคขึ้นแล้วนะ

มันเหมือนมีคนมาแบ่งก้อนอะไรออกไปไหม

 ใช่ๆ จริงๆ anxiety มันคือการประเมิน ประเมินสิ่งที่มันจะดูเป็นอันตรายกับเรา กับประเมินความสามารถของเราในการรับมือ แล้วเราจะกดดันว่ากูต้องทำ รับมือในสิ่งที่มันดูน่ากลัวมากๆ ให้ได้ การมีคนมาแบ่งก้อนมันเหมือนเรามาลดทอนสมการว่า มันอาจจะไม่ใช่ว่าฉันต้องทำได้ตลอด คนอื่นช่วยฉันได้ พลาดบ้างได้ ฉันทำได้เจ็ดคะแนนเต็มสิบในวันนี้ก็ได้  มันไม่สิบเต็มสิบมันไม่ตายวันนี้หรอกมึง อันเนี้ยเป็นเสียงที่พูดกับตัวเอง เป็นเสียงคนขี้รำคาญ ขี้โมโหหงุดหงิด พูดลุ่นๆ ให้เราได้สติ เดี๋ยวพรุ่งนี้ว่ากันจริงๆ 

พอเราอยู่กับมันสักพัก เราจะพบว่าสิ่งต่างๆ ที่เคยประเมินว่าน่ากลัวมากๆ มันอาจจะไม่ได้น่ากลัวคอขาดบาดตายอย่างที่เราคิด และเราก็มีศักยภาพจะดูแลมันได้นะ พอมันมองแบบทอนออกเป็นส่วนเล็กๆ  ไม่มองมันใหญ่โตมโหฬารเกินไป เออ มันไม่ล้นแล้วว่ะ ไม่ล้นก็โอเคนะ มีปัญหาก็ไปต่อได้

เมื่อกี้ฝ้ายบอกว่า self compassion เมตตา คือเราได้ยินบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ  คือเมตตาใจดีกับตัวเองอะ ปัญหาเดียวกันน่ะไอ้รูปธรรมหรือพฤติกรรมที่เรากำลังเมตตาใจดีกับตัวเองอะมันไม่จำเป็นต้องอ่อนโยนขนาดนั้น คือมันเป็นคำพูดที่หยาบก็ได้ คำพูดที่ตรงก็ได้ใช่ไหม ไม่ต้องถึงขั้นจงอ่อนหวาน อ่อนโยนตัวเอง

ใช่ self-compassion คนไทยมักจะเข้าใจมันคือ ความโอ๊ย ลูก ไม่เป็นไร (เสียงสอง) แต่มันไม่จำเป็นต้องเป็นเสียงสอง self-compassion มันคือน้ำเสียงยังไงก็ได้ขอแค่เราเป็นเพื่อนกับตัวเอง 

มันจะมีสิ่งที่เรียกว่า fierce self-compassion คือการลุกขึ้นมาเป็นผู้ปกป้องตัวเรา แต่ไม่จำเป็นว่าคนนั้นต้องขี้โมโหนะ fierce มันคือแค่ฉันชัดเจนมากๆ ว่าจุดนี้ฉันไม่ให้ล้ำแล้ว ต่อให้เป็นใครก็ตาม 

อย่างฝ้ายถ้าฝั่ง fierce เขาเริ่มมา สำหรับฝ้ายคือเราอาจจะเพิ่งลุกขึ้นมาพูดได้ตรงๆ กับแฟน จากที่เราไม่เคยพูดได้ว่า ฉันรู้สึกโมโหเธอแล้วนะกับคำพูดที่เธอพูดเมื่อสักครู่ ก่อนหน้าเนี้ยเราไม่แม้แต่จะอนุญาตให้ตัวเองพูดว่าฉันรู้สึกโกรธ 

แต่ลองพูดออกไปแบบมีสติซิว่าเราจะพูดยังไงได้บ้าง คำว่า fierce self-compassion  มันคือการฟังความต้องการของฉันและวางแผนว่าฉันจะทำได้อย่างไร  สำหรับฝ้ายมันคือฉันจะไม่เป็นเดอะแบกความรู้สึกของคนรอบข้างจนฉันลืมตัวเองอีกแล้ว มันจึงไม่ใช่เสียงแบบ อ้อเธอ แบบเธอไม่เป็นไรนะ มันเป็นเสียงแบบ พูดออกไป ไม่โอเค เราไม่ได้ตั้งใจจะล้างผลาญทุกคน แต่มันเป็นเสียงที่เราแค่ละเลยเขามาตลอด 

ถ้าเป็นคนไทยพูดง่ายๆว่า fierce self-compassion คือวางความเกรงใจลงแป๊บนึงแล้วคุยกันตามเนื้อผ้า จริงใจออกไปว่า มันคืออย่างงี้ แต่มันก็ไม่ใช่การเอะอะ แบบเดือดพล่านไปทั่ว มันก็คือการต้องฝึกพูดในแง่ ให้ feedback กันแบบ constructive ได้ด้วย ว่าเรารู้สึกอย่างงี้เมื่อเธอทำอย่างงี้ แล้วทางออกหรือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ที่เราต้องการการซัพพอร์ตคืออะไร 

มันคือคนที่แอคทีฟ และคนที่ไม่ passive กับเรื่องที่เรารู้แก่ใจว่าจริงๆ ฉันไม่โอเค มันคือคนที่ลุกขึ้นมา กล้าพูด

ด้วยสถิติ ในบรรดาโรคต่างๆ ทาง mental health ความวิตกกังวลมันมาเป็นอันดับหนึ่งเลย โดยส่วนตัวที่ฝ้ายผ่านมันมาแล้ว และเป็นนักจิตด้วย  มันมีอะไรบ้างที่ทำให้คนเป็น anxiety ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ต่อให้มองจากมุมที่เล็กที่สุดเนี่ย ฝ้ายอาจจะบอกว่าเฮ้ยมาจากพ่อจากแม่ แล้วจริงๆ พ่อกับแม่ได้อะไรมา มันก็คือสังคมอยู่ดีที่ มันถูกกดดันว่ามันต้องเอาตัวรอด ฝ้ายว่าสำหรับเมืองไทยมันคือคำนี้ ถ้าอิงจากตัวนิยามความวิตกกังวลที่เรากลัวสิ่งที่เรามองไม่เห็นและประเมินว่าเราจะรับมือไม่ได้ เราเลยพยายามหลีกเลี่ยง เช่น  กลัวไม่มีอาชีพ กลัวไม่มีเงินเดือน อนาคตจะเกิดอะไรกับฉัน ถ้ามันน่ากลัวฉันต้องรีบทำอะไรสักอย่างแล้ว 

เมืองไทยหล่อหลอมให้คนเป็นกังวลกับชีวิตแบบนั้นมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก สมมุติว่าเมืองไทยคือบ้านหลังนึง มันเป็นบ้านที่มันไม่ค่อยปลอดภัย ขโมยขโจรจะขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ ระบบน้ำไฟมันดูไม่โอเค มันไม่มีหลักประกันในทางความรู้สึกว่าฉันจะมีชีวิตที่ปลอดภัยทั้งในทางร่างกาย ทรัพย์สินหรืออาชีพ 

อย่างเช่นเราเจอข่าวโครงการก่อสร้างที่มีปัญหาแล้วโครงสร้างมันร่วงลงมา มีรถทั้งคันโดนสิ่งนั้นทับ มันเป็นตัวอย่างความน่าหวั่นใจว่าเราใช้ชีวิตอยู่ที่เนี่ย ฉันจะเจออะไรในแต่ละวันบ้างวะ มันไม่รู้เลย พอมันไม่รู้แล้วมันโดนโยนสิ่งเหล่านี้เข้ามาซ้ำๆ trust มันไม่มี รัฐดูไม่แคร์เราเท่าไหร่ แถมที่นี่ก็ไม่ได้มีสวัสดิการอะไรให้ฉันขนาดนั้น ฉันต้องเอาตัวรอดด้วยตัวเอง แล้วพ่อและแม่ฉันล่ะ พ่อและแม่ฉันที่เป็นคนแก่แล้ว ฉันต้องซัพพอร์ตดูแลเขา มันเหมือนมันเป็นที่ที่ทำให้เรากังวลตลอดเวลาว่าเราร่วงไม่ได้ เราร่วงแล้วทุกอย่างมันจะพังพินาศ

พอเป็นแบบนั้นเราเลยกดดันตัวเอง มีแต่เราคนเดียวที่พาตัวเองไปรอด ถ้าหาเงินก็ต้องหาเงินไปเรื่อยๆ หยุดพักไม่ได้ แล้วด้วยสภาวะแบบนี้พอหยุดพักไม่ได้มันไม่มีอะไรอยู่ข้างหน้าให้เรารู้สึกว่าเดี๋ยวเราจะผ่อนได้ เพราะฉะนั้นต้องไปให้ถึงที่สุด เหยียบเข้าไปกับชีวิต มันจะไม่ anxiety ได้ยังไงในเมื่อเราไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตได้เลย แล้วถ้าเกิดขึ้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแล้วจะรอดไหม 

มันคือความเร่ง พอมันผ่อนไม่ได้แล้วมันเครียด ความเครียดก็ไปสู่วิตกกังวลได้เพราะว่าเราตึง ตึงแบบตึงจริงๆ ทั้งในเชิงความคิด และร่างกายเราก็จะค่อยๆ ถดถอยลงไปเพราะเราเจอความเครียดสะสม ถ้าเกิดคนนั้นไม่มีทางออก เช่น ไม่ได้มีเพื่อน ไม่ได้เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญ ทุกอย่างมันเหมือนเป็นวังวนดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ แล้วสุดท้าย anxiety ก็จะไปจับมือกับ depress เพราะว่าฉันออกไปจากวังวนนี้ไม่ได้ เกิดเป็นความรู้สึกสิ้นหวัง 

กับบางคนว่า ทำไมเอะอะก็โทษระบบ เอาจริงๆ ในฐานะคนที่สนใจเรื่องนี้ด้วย ระบบมันคอนเนคกับจิตใจยังไงบ้าง

ส่วนหนึ่งมันเป็นเพราะว่า ความเครียดที่ฉันมีมันไม่ได้บังเกิดเป็นต้นไม้งอกขึ้นมาในตัวฉันเฉยๆ ไง มันไม่ใช่แค่ว่า ครอบครัวนี้พ่อแม่กดดันลูก ลูกเลยป่วย แต่มันคือพ่อแม่ที่ดิ้นรนอยู่ในประเทศที่ไม่มีสวัสดิการ พ่อแม่ไม่มีเวลามาดูแลลูก พ่อแม่ไม่มีเวลาแม้แต่จะดูแลใจตัวเอง เขาจึงดูแลลูกไม่เป็น แล้วถามว่าจะให้โทษใคร จะให้โทษใครในสภาวะที่ทุกคนได้รับอิทธิพลเท่าๆ กันแบบนี้ อาจจะมีแค่คนหยิบมือที่ไม่เป็นไร คนที่รวยอยู่สักหนึ่งเปอร์เซ็นต์ มีอะไรก็รับมือได้ฉันมีสวัสดิการของฉันเอง แล้วคนอื่นล่ะ 

ระบบปิตาธิปไตยเป็นอย่างนึงที่ทำให้คนป่วย อย่างผู้ชายที่รู้สึกว่ามันเปราะบางไม่ได้ จนมันท็อกซิก กลายเป็นคนท็อกซิกเอง และท็อกซิกกับตัวเองด้วย ก็เพราะว่าระบบที่หล่อหลอมให้บอกเขาซ้ำๆ ย้ำๆ ตั้งแต่เขาเกิดมาว่า เธอรู้สึกอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเข้มแข็ง มันเบี้ยวมาตั้งแต่แรก แล้วบางทีฝ้ายคงอยากถามว่าแล้วแล้วใครจะรับผิดชอบเรื่องนี้ถ้าไม่ใช่ไม่ใช่ overall สังคม คนที่มันแค่ต้องรู้และค่อยๆ tone down สิ่งนี้ 

จำได้ว่าอาจารย์โสรีช์ โพธิแก้ว ซึ่งเป็นนายกสมาคมจิตวิทยาการปรึกษาแห่งประเทศไทยคนปัจจุบัน เคยสอนว่าอย่างงานนักจิตวิทยาการปรึกษาเนี่ย มันคืองานระดับไมโคร แต่ก็อย่าดูถูกงานระดับไมโครนะ เพราะว่างานที่เราทำพอมันเกิดการเปลี่ยนแปลงกับคนๆ นึง มันก็เป็นแรงกระเพื่อม สมมุติว่า คุณพ่อของครอบครัวนี้อาจจะเคยเป็นคนกดดันทั้งตัวเองและลูกมาก่อน แต่ถ้าเกิดเขาเก็ท เขาปลดล็อกตัวเองได้ ฝ้ายว่ามันก็คือการสู้กับระบบในรูปแบบนึงได้เลยเพราะว่าเขาจะเลิกส่งต่อสิ่งนี้ไปถึงลูกเขา หรือเขาจะไปเปลี่ยนแปลงบริษัทที่เขาเป็นหัวหน้าว่า ต่อจากนี้เราจะใส่ใจเรื่องจิตใจกันมากขึ้นแล้ว แล้วมันจะไม่เกี่ยวกับระบบอย่างไรในเมื่อจิตใจคนๆ นึงมันมันมีผลต่อคนรอบข้างอยู่เสมอ 

เราล้วนรับอะไรบางอย่างจากสังคมที่เราอยู่ และเราต้องมองให้พ้นในระดับบุคคลได้ด้วย ถ้าไม่มองไปที่ภาพกว้าง เราจะยังติดหล่มด้วยซ้ำว่าฉันเป็นแบบนี้ก็เพราะเธอ แล้วเราจะแค่วางตัวเองเป็น เหยื่อว่าเธอต้องมารับผิดชอบฉัน แต่จริงๆ เขาก็เป็นเหยื่อเหมือนเรา เราเลยมองเขาเป็นมนุษย์ได้ แล้วพอมองแบบนี้ได้มันก็ tone down ความรู้สึกโกรธเกรี้ยว พอเรามองภาพกว้างได้ กลายเป็นว่าเราแก้ปัญหาในทางความรู้สึกบางอย่างกับตัวเองได้ด้วยซ้ำ เพราะมันคือทั้งหมดทั้งมวลที่เป็นจิ๊กซอว์มาประกอบรวมกัน แล้วพอเรามองใครต่อใครว่าเขาก็มนุษย์ มันจะมีความเป็นไปได้ที่เราจะจัดการปัญหาใหญ่ๆ ได้ ฝ้ายเชื่ออย่างงั้น