จริงๆ ‘อ.นีท’ หรือ ผศ.ดร.นิปัทม์ พิชญโยธิน ประธานแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่ได้สนใจและศึกษาแค่จิตวิทยาผู้สูงวัย แต่สนใจข้อมูลวิชาการด้านพัฒนาการวัยผู้ใหญ่ตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านระหว่างวัยเรียนมหาวิทยาลัยไปสู่วัยทำงาน รวมถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญต่างๆ ในแต่ละช่วงชีวิต ล้วนเป็นวัตถุดิบสำคัญระหว่างทางในการทำความเข้าใจสุขภาพใจผู้สูงวัยว่าทำไมถึงคิดและทำอย่างนี้
บางทีเราอาจต้องกลับมาถามตัวเองว่าเพราะเค้าดื้อหรือเราใจเย็นไม่พอ
การที่เค้ารอเรากลับบ้าน มันก็อาจจะแค่สลับกันในวันที่เรายังเด็กแล้วรอเค้ากลับบ้าน
ในเช้าที่เค้าส่งสติกเกอร์มาสวัสดี เป็นเราเองไหมที่ตอบทันทีหรือทิ้งไว้ก่อน
บทสนทนาต่อจากนี้ไม่ได้คำตอบใดๆ ให้ แค่ชวนเปิดประตูเข้าสู่โลกและใจของคนสูงวัยที่ไม่ว่าใครก็ต้องเจอ ยกเว้นมีเหตุให้จากไปก่อนวัยอันควร
เริ่มต้นจากสงครามตู้เย็น คนหนึ่งเลือกเก็บ คนหนึ่งแอบทิ้ง ที่สร้างบาดแผลกันมานักต่อนัก
ที่ผู้ใหญ่หรือคนแก่ต้องกินให้หมด เหลือก็เก็บไว้ในตู้เย็น มันมาจากอะไร
มันมีเหตุผลทางประวัติศาสตร์ในเรื่องของยุคข้าวยากหมากแพง กลุ่มผู้ใหญ่ที่ไม่ทิ้งข้าวของนั่นเป็นเพราะเขาเคยอยู่ในยุคนั้นมาก่อน และมันเป็น automatic process การคิดแบบอัตโนมัติที่เชื่อว่าการเก็บของนั้น เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้ก็จะนำมาใช้ได้
ในยุคที่เปลี่ยนไป ผู้ใหญ่บางคนก็ยังมีวิธีคิดแบบเดิมว่าถ้าอดตายก็จะได้หยิบมากิน หรือถ้าเกิดเหตุอะไรร้ายก็จะมีของกักตุนไว้ โดยที่เด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่เข้าใจ เพราะเราโตมาในยุคที่ supply มากกว่าปกติ เราสามารถซื้อกระบุงในราคา 3 บาท ถึงแม้ว่ามันจะบางมากก็ตาม แต่ว่าเราซื้อใหม่ได้เรื่อยๆ ผู้ใหญ่บางคนบอกว่ารู้นะว่าตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว แต่เขาอดไม่ได้ ไม่สบายใจที่จะทิ้งของ

ในมุมมองของอาจารย์ที่ทำวิจัยด้านจิตวิทยา ความเหงาในผู้สูงอายุอยู่ขั้นไหนแล้ว
ตอนนี้ความเหงามันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับสังคมสูงวัย จำนวนผู้สูงวัยที่อยู่บ้านโดยลำพังก็มีมากขึ้น
การอยู่คนเดียวมีอยู่ 2 ลักษณะ คืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่คนเดียว ลูกหลานไม่กังวลหรือชุมชนเอื้ออาศัยกัน กับสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อ ปรากฏการณ์ความเหงาเกิดขึ้นจากการที่
สภาพแวดล้อมเปลี่ยนด้วย เช่น จากชุมชนกลายเป็นห้างหรือคอนโด
เมื่อก่อนผู้สูงวัยสามารถอยู่ได้โดยลำพังแต่ไม่เหงา เพราะยังสามารถเดินไปตลาดชุมชน ไปร้านกาแฟแบบอากง อาม่าอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ด้วยกันได้ แต่ตอนนี้สถานที่เหล่านั้นน้อยลงทุกวัน ร้านกาแฟก็เปลี่ยนรูปแบบไป
การเข้ามาของสังคมเมืองทำให้ภาวะความเหงาเกิดได้ง่ายมากขึ้น ต่อให้ผู้สูงวัยมีลูกหลานที่รักใคร่กันดี แต่ถ้าตื่นเช้ามาทุกวันไม่มีที่ไป ไม่มีเพื่อนให้ไปหา ก็เหงาได้
อายุที่มากขึ้นมาพร้อมสุขภาพที่เสื่อมถอยลง ช่วงโควิดเป็นช่วงวัดใจของผู้สูงวัยเลย หลังโควิดคลี่คลาย สุขภาพของผู้สูงวัยหลายท่านทรุดลง หันซ้ายหันขวาก็เจอเพื่อนป่วย เพื่อนที่เคยนัดกินข้าวกันเพื่อนไม่สะดวกแล้ว เพื่อนติดเตียง เพื่อนเริ่มมีอัลไซเมอร์ สมองเสื่อม จำเพื่อนไม่ได้ ซึ่งทำให้ภาพความเหงาชัดขึ้นไปอีก อันนี้เราพูดถึงผู้สูงวัยเจนที่เป็น 70 ปลาย 80 ต้นขึ้นไปนะ แต่ถ้าเป็นผู้สูงวัย 60 ต้น หลังเกษียณ ที่เล่น Line ,Facebook อาจจะชะลอความเหงาไปได้
ความเหงาของผู้สูงอายุต่างจากความเหงาในวัยอื่นๆ อย่างไร
มองในแง่ดีก่อน ผู้สูงอายุด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงจะดีกว่า บางคนใช้คำพูดทางธรรมมากขึ้น เช่น เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มันก็เป็นแบบนี้แหละ เข้าใจว่าลูกไม่ว่าง ไม่สะดวกไม่เป็นไร มีกระบวนการของการปรับความคิด ให้เหตุผลเพื่อช่วยให้ตัวเองปรับความรู้สึก เข้าใจคนอื่น และเข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ อันนี้พูดถึงในกลุ่มผู้สูงวัยที่ประสบความสำเร็จ ตามแนวคิดเรื่อง successful aging คือ กายแข็งแรง สมองจิตใจดี และมีส่วนร่วมในสังคม
แต่ความยากจะเกิดขึ้นเมื่อผู้สูงวัยมีภาวะสุขภาพไม่ดี เช่น ความดัน เบาหวาน หัวใจ โรคข้อ โรคกระดูก พอมีความเจ็บป่วยทางร่างกาย resource หรือทรัพยากรที่มีก็จะถูกถ่ายเทมาเพื่อจัดการกับความเจ็บปวดทางกายก่อน กลไกการปรับใจก็จะทำได้ยาก จะทำให้ผู้สูงวัยที่เคยมีความสุข เคยสบายใจดี เคยปรับใจได้ พอร่างกายพัง การควบคุมพลังงานเพื่อการใช้ความคิดและการจัดการความคิดก็จะแย่ลง
คำถามต่อมาคือแล้วภาวะความเจ็บปวดนี้อยู่ในภาวะที่ต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า ถ้าต้องการความช่วยเหลือแต่ไม่มีใครช่วย ซึ่งจะเกิดขึ้นในผู้สูงวัยที่อยู่ลำพัง เช่น ถ้าหกล้มแล้วไม่สามารถพาตัวเองไปหยิบโทรศัพท์หาเพื่อนหรือโทรหาใครได้ ก็จะเป็นความรู้สึกที่เข้ามาตอกย้ำ แล้วยิ่งพอเจ็บป่วยกาย resource ในร่างกายไม่สามารถจะถ่ายเทมาใช้ในเรื่องความคิดความรู้สึกได้ ก็จะยิ่งทำให้ให้ให้สถานการณ์ตรงนี้รุนแรงมากขึ้น

แต่ถ้าเป็นแค่อุบัติเหตุ เช่น ลูกหลานออกไปข้างนอกกันหมดเลยแล้วกลับมาก็ดูแลกันตามปกติ มันก็จะเป็นแค่สัญญาณเตือนว่าเราอยู่ในภาวะที่ดูแลตัวเองไม่ได้แล้วนะ เกิดเป็นความฉุกคิด เหมือนเสียงเตือน ว่า เอ๊ะ หรือเรากำลังเปลี่ยนจากช่วงของการดูแลตัวเองได้มาเป็นดูแลตัวเองไม่ได้แล้ว
ทุกคนคงมีประสบการณ์ดูแลผู้สูงวัย ผู้สูงวัยที่เปลี่ยนได้เราจะรับมือไม่ยาก เพราะว่าเค้าก็จะเข้าใจ พยายามจัดการตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ไหวแล้วค่อยบอก เช่น ช่วงนี้หัวไม่ค่อยเคลียร์ จัดการเรื่องนี้ให้หน่อย ถ้าเจอผู้ใหญ่แบบนี้เราก็สบายใจ แต่ถ้าเจอผู้ใหญ่ที่ เอายาไปจัดเองทั้งที่จัดไม่ได้ แล้วบอกว่าไม่ต้องดูแลหรอก แบบนี้จัดการยาก
ต่อเนื่องไปถึง การรับฟังข่าวร้าย การที่ลูกบอกพ่อแม่ว่า “แม่ แม่กินยาผิด” หรือแม่ลืมกินยา ก็ยิ่งเป็นความยากในผู้สูงอายุที่จะปรับตัว ถ้าเกิดผู้ใหญ่ปรับตัวยากมันอาจจะกินช่วงนานเลย จะใช้คำว่าดื้อก็ได้ เพราะเขาเคยผ่านการเป็นหัวหน้างาน เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง เคยหาเลี้ยงดูลูกดูแลหลานสร้างบ้านปลูกบ้าน การที่ต้องมายอมรับว่าต้องให้คนมาช่วยมันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย บางทีมันก็เป็นกลไกของการยังไม่พร้อมจะยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงนี้
มันคือความไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนสถานะภาพจากคนที่ดูแลตัวเองได้มาเป็นคนที่ต้องขอความช่วยเหลือ ประเด็นศักดิ์ศรีของผู้สูงวัยยังถูกพูดถึงน้อยในสังคม
แต่จากที่เราเคยทำงานกับผู้สูงวัยมา จริงๆ แล้วผู้สูงวัยส่วนใหญ่พร้อมที่จะรับสิ่งใหม่ ๆ มากเลย แต่พอเราสอนหรือเราอธิบายด้วยจังหวะจะโคนแบบคนรุ่นใหม่ แล้วเค้าตามไม่ทันเพราะไม่ได้โตมากับเทคโนโลยี แล้วเราก็บอก “แค่นี้ ทำไมไม่เข้าใจ” มันมีความไม่เข้าใจกันในคนต่างรุ่นต่างวัยที่ไม่ใจเย็นพอที่จะแนะนำตามจังหวะการเรียนรู้แบบที่เหมาะกับผู้สูงวัย เรียกสิ่งนี้ว่า age discrimination คือการรู้สึกถูกด้อยค่าเมื่ออายุมากขึ้น เพราะเข้าใจเรื่องใหม่ได้ช้า เรียนรู้ได้อย่างช้า ๆ
ความเหงาในผู้สูงวัย ต่างจากวัยอื่น ๆ อย่างไร
ความเหงาในผู้สูงวัยจะเป็นลักษณะของการที่เคยมีมาแล้วก็ค่อย ๆ หายไป เช่น เคยอยู่กับคู่ชีวิตที่จากไปแล้ว เคยมีเพื่อนที่นัดกินข้าวกัน แต่ตอนนี้ไม่ค่อยแข็งแรงกันแล้ว จึงทำให้รู้สึกเหงา แต่เขาก็จะมีการจัดการโดยการเอาผลผลิตจากในอดีตมาหล่อเลี้ยงความรู้สึกได้
แล้วความโดดเดี่ยวกับความเหงา มันต่างกันอย่างไร
คำว่าโดดเดี่ยวมันเหมือนเป็นลักษณะทางกายภาพ ที่ตัวเราแยกตัวออกจากสังคม แต่ความเหงามันเป็นความรู้สึก อย่างที่เห็นว่าแม้จะอยู่กับผู้คนมากมายแต่เรายังเหงาได้อยู่ดี อันนั้นคือเป็นความรู้สึก แต่เราไม่ได้โดดเดี่ยว เพราะมีคนอยู่รอบๆ เต็มไปหมด
แล้วคนแก่ที่เป็นอินโทรเวิร์ต เขาจะเหงาไหม
ไม่จำเป็นเสมอไป ตอนนี้เราเห็นหน่วยงานต่างๆ จัดกิจกรรมให้ผู้สูงวัย เช่น เต้น เรียนร้องเพลง ไปเที่ยว แต่ถ้าสิ่งเหล่านี้ปู่ย่าตายายหรือพ่อแม่เราไม่ชอบ ไม่ได้ตอบโจทย์เขา เขาก็ไม่ไป เขาชอบอยู่กับตัวเอง ชอบอ่านหนังสือ ก็อาจต้องปรับไปใช้หนังสือเสียงหรือแอปอ่านหนังสือเมื่ออายุมากขึ้น ถ้ามีทักษะเทคโนโลยีพอ ก็จะหาอะไรทำได้
เราเห็นผู้ใหญ่บางคนไปจัดดอกไม้ รับงานฝีมือมาทำ อบขนมปัง หรือเปิดร้านกาแฟ ไม่ต้องถึงขั้นไปคอนเสิร์ตหรือว่าไปเต้นที่สวนลุม สิ่งเหล่านี้ก็เป็นวิธีของคนอินโทรเวิร์ตที่ยังมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในแบบของตัวเอง สิ่งสำคัญคือต้องหาตัวเองให้เจอ เพราะถ้าเราหาตัวเองเจอ เราก็จะรู้ว่าตอนแก่เราจะทำอะไร มี bucket list ที่อยากทำแต่ไม่ได้ทำ แต่ผู้ใหญ่ที่จะมีประเด็นเรื่องความเหงาคือผู้ใหญ่ที่ไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนเลย ไม่ได้มีความสนใจในเรื่องไหนเป็นพิเศษ ไม่เคยพาตัวเองเข้าไปอยู่ในกิจกรรม
โน้ตไว้ว่า introvert กับ openness นั้นเป็นแนวคิดที่แยกส่วนกัน คนอินโทรเวิร์ตก็เปิดรับสิ่งใหม่ได้ ถ้าลูกหลานพาไปแล้วชอบ ก็จบ

ลูกหลานควรสังเกตอาการเหงาของผู้สูงอายุจากอะไรได้บ้าง
จะมีผู้ใหญ่บางท่านที่บ่นออกมาเลย เช่น ทำไมไม่ค่อยมาหากันเลย อันนี้ก็จะชัด แต่จะมีผู้ใหญ่กลุ่มที่ไม่หือไม่อือ ไม่พูดไม่โต้แย้ง กลุ่มนี้เราต้องเช็ก baseline เช็กตัวเค้าที่ผ่านมา ว่าแต่ก่อนกับตอนนี้เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
วิธีง่ายๆ ที่สุดก็คือ เดิมเขาเป็นอย่างไร ถ้าเดิมเขาพูดเก่งมาตลอด ทุกวันนี้ไปเยี่ยมก็ยังพูดเก่งเหมือนเดิม อันนี้ไม่น่าเป็นห่วง แต่ถ้าเป็นผู้สูงวัยที่เงียบอยู่แล้ว ตอนนี้เงียบยิ่งกว่าเดิม หรือเคยเป็นคนนิ่งๆ แต่ตอนนี้ขี้โวยวาย มันมีความเปลี่ยนแปลงที่ต่างไปจาก baseline น่าจะต้องเริ่มคุยกัน พี่น้องมานั่งคุยกันว่าเกิดอะไรขึ้น ค่อย ๆ สังเกตค่ะ
อีกสัญญาณที่น่าสังเกต เช่น Line ไม่ขึ้นวันนี้ ไม่สวัสดีแฮะ หรือส่งรูปไปตั้งเยอะแต่ไม่มีรีแอค ลูกหลานก็ควรจะเริ่มโทรหากัน เช็กสารทุกข์สุกดิบกัน มันก็ยังใช้ลักษณะนั้นได้อยู่
แล้วเราจะมีวิธีป้องกันหรือบรรเทาไม่ให้ความเหงาพัฒนาไปสู่อาการที่รุนแรงได้อย่างไรบ้าง
ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวสำคัญมากสำหรับผู้สูงวัย เราจะ detect ได้ว่าเค้าไม่เหมือนเดิม ไม่ปกติ ด้วยการเพิ่มการดูแลหรือเพิ่มคำถาม
มันกินเวลานานเหมือนกันนะที่เราจะชินกับการมีพ่อแม่ที่แข็งแรง เราจะมีพ่อแม่ที่ไปเที่ยวไปทัวร์เป็นแก๊ง ไปวัด ไปทริปอะไรอย่างนี้ ประมาณ 15 ปีหลังเกษียณ แล้วก็ค่อยๆ เปลี่ยน ซึ่งผู้ใหญ่แต่ละคนก็มีจังหวะเวลาไม่เหมือนกัน
พอเราพูดถึงการบรรเทาความเหงา ก็มีงานวิจัยที่บอกว่าครอบครัวที่กินมื้ออาหารด้วยกัน จะสร้างสัมพันธ์กันไปได้ต่อ ขอให้คงความสัมพันธ์เดิมไว้ มีด้ายแดงแห่งความสัมพันธ์ที่มันยังคงอยู่ ก็อยากให้คงตรงนั้นไว้
คำแนะนำคืออาจจะต้องมีความละเอียดอ่อนในความรู้สึกมากขึ้น เช่น เวลาเตือนเรื่องกินยาหรือเรื่องสุขภาพ ต้องใช้วิธีที่ละมุนละม่อม เหมือนการพูดกับเด็กโต บังคับไม่ได้ ต้องใช้ศิลปะ เช่น แทนที่จะห้ามกินขนมหวานเลย ก็บอกว่าขอใส่แยมแค่ครึ่งแผ่นได้มั้ย หรือลองเปลี่ยนน้ำปลาเป็นแบบลดโซเดียมโดยที่ผู้ใหญ่ไม่รู้ก็ยังได้ แต่ถ้าไปห้ามก็ยิ่งยุเค้า
ปัญหาความเหงาส่งผลต่อการตัดสินใจฆ่าตัวตายไหมและอย่างไร
ความเหงาเรื้อรัง เมื่อมีเส้นของความคิดที่วนลูปอยู่ว่า ไม่มีใคร ฉันไม่มีประโยชน์ ฉันไม่มีค่า อยู่ไปวันๆ มันนำไปสู่การคิดที่จะไม่อยากมีชีวิตต่อได้
ตอนนี้เราเริ่มเห็นข่าวมากขึ้นที่ผู้สูงวัยเลือกการุณยฆาต เช่น บินไปประเทศที่กฎหมายให้สิทธิ์บุคคลในการตัดสินใจเองได้ และสมาชิกในครอบครัวก็รู้เห็นในการตัดสินใจนี้ ในวิชาจิตผู้ใหญ่เราสอนไปจนถึงเรื่องของการตัดสินใจในครอบครัวเกี่ยวกับวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งกระบวนการนี้ก็มองได้ว่าเป็น การจากไปโดยความสมัครใจของผู้ที่คิดมาอย่างถ้วนถี่แล้ว death with dignity เทียบกับผู้สูงวัยที่จบชีวิตตัวเองโดยที่ไม่ได้มีผู้รู้เห็น ไม่มีการพูดคุยใด ๆ กับใคร แล้วเลือกจะใช้วิธีนี้เพราะคิดว่าไม่อยากเป็นภาระลูกหลาน อันนี้ก็แล้วแต่สถานการณ์ความสัมพันธ์ของผู้สูงวัยแต่ละคนกับคนในครอบครัวของตน
มีตัวเลขผู้สูงวัยที่ฆ่าตัวตายมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมันสะท้อนปัญหาสังคม ความเหงาเรื้อรังทำให้คุณค่าในชีวิตลดลง แล้วก็อาจนำไปสู่การตัดสินใจแบบนั้น

นอกจากจิตใจ ความเหงามันส่งผลต่อร่างกายจริงๆ ด้วยไหม
ภาวะความเหงาเชื่อมโยงได้กับการสูบฉีดไหลเวียนในร่างกาย ภาวะโรคหัวใจอาจเกิดได้จากการที่เราจมอยู่กับความทุกข์ ความเศร้า การโทษตัวเอง หรือการรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ความรู้สึกเหล่านั้นหากเกาะกินเป็นเวลานาน ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่อธิบายภาวะโรคหัวใจ
อีกอย่างคือ เวลาที่เราเครียด เศร้า เราเลือกที่จะนอนอยู่บ้านมากกว่าออกไปวิ่ง ออกไปเดิน ออกไปเจอเพื่อน อารมณ์เหงาทำให้ร่างกายไม่เกิดการเคลื่อนไหว
ยาที่ดีที่สุดที่งานวิจัยยืนยันก็คือ physical activity ถ้ามีการออกกำลังกาย มันจะช่วยขจัดปัดเป่าทั้งความเหงา โรคทางกาย และโรคทางใจได้หลายตัว การที่ผู้ใหญ่ได้ออกไปรดน้ำต้นไม้ ได้ยังเจอคนอยู่บ้าง มันช่วยลดความเหงาได้
แล้วการเกิดขึ้นของ AI และ TikTok ที่ผู้สูงอายุใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ มันช่วยเรื่องความเหงาได้จริงไหม
ช่วยได้ค่ะ แต่มี 2 ประเด็นที่ต้องแยกกัน คือส่วนของ Social กับส่วนของ interaction
ถ้าคุณยายทำ TikTok แล้วเริ่มมีคนดูเยอะ คุณยายก็จะต้องลุกไปทำ content มี physical activity มันยังไงก็ดีกว่าผู้ใหญ่ที่อยู่บ้านรอกินข้าวมื้อต่อไปดูทีวีกินข้าวมื้อต่อไป ถ้าใช้ชีวิตแบบมีเป้าหมาย ความเหงาก็ปัดเป่าไปได้
แต่ถ้าทำแล้วเอามาเปรียบเทียบ อันนี้อาจไม่ healthy เช่น เห็นคนอื่นมีหลานพาไปเที่ยวเมืองนอก แล้วก็รู้สึกว่าเราไม่ได้ไปอะไรเลย หรือเจอคอมเมนต์ไม่ดีก็กระทบใจ ถ้ามี media literacy รู้ว่าคอมเมนต์ขยะไม่ต้องสนใจ มันก็ไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าไม่มี ก็อาจกลายเป็นเพิ่มความเหงาได้
ชุมชนและสังคมเข้ามามีบทบาทช่วยดูแลผู้สูงวัยที่อยู่ลำพังในเมืองได้อย่างไรบ้าง
ถ้ามองในระดับ system ของสังคม รัฐบาลก็พอมีกลไกอยู่บ้าง เช่น มี อสม. และนอกจาก อสม. ก็จะมีอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุในชุมชนที่ดูแลโดยกรมกิจการผู้สูงอายุ คนชาวบ้านทั่วไปสามารถสมัครทำสิ่งเหล่านี้ได้ โดยจะมี assignment ว่าต้องดูแลกี่บ้าน ซึ่งแบ่งเป็นสีแดง สีเหลือง สีเขียว ตามระดับความต้องการการดูแล
ชมรมผู้สูงอายุก็มีอยู่ มีทั้งที่เข้มแข็งและไม่เข้มแข็ง ขึ้นอยู่กับผู้นำ ขึ้นอยู่กับงบประมาณและผู้สนับสนุน ถ้าผู้นำสร้าง system ไว้ดี มันก็ sustainable ยืดยาว แต่ถ้าพอการเมืองเปลี่ยน คนที่มีส่วนร่วมเปลี่ยน กระบวนการก็อาจสะดุดได้
มีตัวอย่างที่ดีของชุมชนที่เข้มแข็ง ดูแลกันและกันเป็นอย่างดี และก็มีชุมชนที่ห่างเหินกันไปเลย เช่น ชุมชนในคอนโด ในแฟลชที่ต่างคนต่างอยู่ ถ้าเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง จะมีการถามไถ่ เช็กกัน เช่น บ้านนี้ไม่มีใครเห็นนาน ก็เข้าไปดูหน่อยว่าเป็นยังไง ไม่ต้องห่วงเรื่องแบบโจรขโมยเพราะรู้จักกันดี

แล้วสำหรับผู้สูงวัยที่อยู่ในคอนโดหรืออาคารสูงในเมืองโดยเฉพาะ น่าเป็นห่วงมากน้อยแค่ไหน
น่าเป็นห่วงค่ะ เพราะผู้สูงวัยที่อยู่ในคอนโดหรืออาคารสูง ความเป็นส่วนตัวสูง กว่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ต้องอาศัยปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งในคอนโดก็มักจะน้อย วิธีที่พอจะตรวจสอบได้คือสังเกตว่าเก็บค่าเช่าแล้วไม่ตอบ ไม่รับ หายไปอะไรเงี้ย ถึงค่อยเข้าไปดู มันก็จะเป็นแนวนั้นซะส่วนใหญ่
สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือกลุ่มสีเหลือง คือกลุ่มที่เริ่มมีความเจ็บปวดที่ต้องมีผู้ดูแลเป็นช่วง ๆ แต่ยังไม่ถึงขั้นติดเตียง เราไม่รู้ว่าความเปลี่ยนแปลงจะเกิดตอนไหน จากคนที่แข็งแรงดี วันนี้เขาไม่แข็งแรงแล้ว และผู้ใหญ่มักไม่บอก เกรงใจ หรือประเมินตัวเองไม่ถูกต้อง เช่น คิดว่าตื่นมาก็กินอิ่มนอนหลับ ทั้งที่จริงลืมกินยาไปแล้ว 2 มื้อ
เพราะฉะนั้นผู้สูงวัยที่อยู่ในคอนโดหรืออยู่คนเดียวในที่ที่มอนิเตอร์ได้ยาก อาจจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีเขียวที่ดูแลตนเองได้ มาอยู่โซนสีเหลืองโดยที่ไม่มีใครรู้ และนั่นก็ทำให้ภาวะความเหงาและความเสี่ยงรุนแรงขึ้นไปอีก
โครงสร้างหรือสิ่งที่เตรียมไว้เพื่อรับมือกับปัญหานี้ในระดับสังคม ควรเป็นอย่างไร
ต้องมองหลายระดับเลยค่ะ ระดับแรกคือระดับครอบครัว สิ่งที่สำคัญมากคือ ลูกหลานต้อง detect ได้เร็ว อย่างที่บอกว่าผู้ใหญ่บางท่านไม่บอก เลือกที่จะเกรงใจ เลือกที่จะใช้ชีวิตเหมือนไม่เกิดอะไรขึ้น สัญญาณอย่าง Line ไม่ขึ้น ไม่รีแอค ไม่โต้ตอบอย่างที่เคย ก็ต้องเริ่มโทรหา เริ่มสอบถาม
ระดับชุมชน ยังต้องการกลไกที่รัฐ set up ไว้ให้เข้มแข็งขึ้น อสม. และอาสาสมัครผู้สูงอายุยังต้องการการสนับสนุนที่ต่อเนื่องและไม่ขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงในระดับบริหารมากเกินไป ชุมชนที่เข้มแข็งจริง ๆ คือชุมชนที่คนเดินเข้าหากันได้ ถามไถ่กันได้ โดยไม่ต้องรอสัญญาณร้าย
ระดับนโยบายและโครงสร้าง ต้องคิดถึงเรื่องของ Senior Living หรือที่อยู่อาศัยที่ออกแบบมาสำหรับผู้สูงวัยโดยเฉพาะ ที่มีทั้งความเป็นส่วนตัวและมีระบบดูแลรองรับ รวมถึงศูนย์ผู้สูงอายุตามพื้นที่สาธารณะที่ กทม. มีบ้างแล้ว แต่ปัญหาคือการเข้าถึงข้อมูล คนที่จำเป็นต้องใช้หลายคนไม่รู้ว่ามีบริการเหล่านี้อยู่ หรือที่มีก็มีราคาแพงเอื้อมถึงยาก
ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือผู้สูงวัยที่จนและอยู่คนเดียวในเมือง ที่ไม่มีลูกหลาน ไม่มีเครือข่าย และไม่มีทักษะเทคโนโลยีพอที่จะเข้าถึงบริการต่าง ๆ ในยุคที่ทุกอย่างออนไลน์ คนกลุ่มนี้คือช่องว่างที่ใหญ่มากที่ยังต้องการการดูแลเชิงรุกจากสังคม
ตอนนี้มีคนที่เลือกโสดมากขึ้นเรื่อย ๆ เราควรเตรียมตัวสูงวัยอย่างไร
ความโสดกับความเหงาไม่ใช่ความหมายเดียวกันค่ะ เพิ่งมีนิสิตทำวิจัยสัมภาษณ์หญิงโสดวัยเกษียณ กลุ่มตัวอย่าง 5-6 ท่านแฮปปี้หมดเลย เป็นหญิงโสดที่แฮปปี้ มีหลาน มีญาติ มีเพื่อน มีลูกเพื่อน ก็เลยไม่ได้เหงา
สมัยก่อนอาจมีความคาดหวังสังคม ถูกตัดสินว่าโสดแล้วจะแบบไม่มีใครเอา แต่ปัจจุบันเราสามารถพูดได้ว่า by choice ถ้าไม่เจอคนที่ใช่ก็ไม่เป็นไร
ถ้าเราเป็นคนโสดและเข้าสู่วัย 50-60 แล้ว เราจะมีแผน 1 2 3 4 อะไรบ้าง เพื่อนที่โสดด้วยกันอยู่บ้านใกล้ๆ กันไหม หรืออาจต้องนึกถึง Senior Living ไปเลย มีการวางแผนชีวิตตอนปลายไว้ล่วงหน้า
ผู้สูงวัยที่มีคู่ชีวิตหรือหย่าร้างแล้วไม่ได้คิดไว้ก่อนหน้านั้นว่าจะโสด พอถึงเวลาจริงก็จะลำบากมากกว่า เพราะความซับซ้อนของครอบครัวมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งมีลูกที่แต่งงานแล้ว ลูกต้องเลือกว่าจะไปหาบ้านไหนก่อน มันก็จะมีความซับซ้อนมากขึ้น
