เมื่อความเป็นชายทำให้ใช้ความรุนแรง : ก่อนฆ่าตัวตายเพราะรู้สึกผิด ในขณะที่อีกกลุ่มปิดปากเงียบแม้ตัวเองจะเป็นเหยื่อ

“รายงานสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว มีสถิติของการฆ่าตัวตาย ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย เขาจะทำร้ายตัวเองหลังจากใช้ความรุนแรง โดยใช้อาวุธปืนเป็นส่วนใหญ่ในการฆ่าตัวตาย” อังคณา อินทสา ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าว

เมื่อพูดถึงความรุนแรงในครอบครัว หลายคนมักจะเห็นภาพการกระทำที่รุนแรงถึงขั้นเลือดตกยางออก หรือถึงแก่ชีวิต โดยมีผู้กระทำเป็นผู้ชาย ในขณะที่ผู้ถูกกระทำเป็นผู้หญิงและเด็ก แต่ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้มีรูปแบบเดียวเท่านั้น เพราะมันครอบคลุมทั้งทางตรง ทางอ้อม ทางกาย และทางจิตใจ เช่น การตบตี การจำกัดการใช้เงิน การด่าทอ การห้ามไม่ให้คบเพื่อนต่างเพศ

และผู้ชายก็สามารถเป็นเหยื่อของความรุนแรงในครอบครัวได้เช่นกัน

ในปี 2567 กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวพบว่า มีผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวถึง 4,833 ราย ทำให้แต่ละวันมีเหยื่อความรุนแรงเฉลี่ยวันละ 42 ราย ซึ่งผู้กระทำมีทั้งชายและหญิง โดยแบ่งออกเป็น ผู้กระทำความรุนแรงเพศชาย 3,500 ราย และเพศหญิง 1,333 ราย ส่วนผู้ถูกกระทำก็มีทั้ง 2 เพศเช่นกัน

ส่วนข้อมูลในรายงานสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว ปี 2567 โดยมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ที่เป็นการเก็บสถิติจากข่าวที่ถูกเผยแพร่ ระบุว่า มีข่าวที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงในครอบครัวถึง 1,529 ข่าว ซึ่งมากกว่าปี 2566 ถึง 40% และยังมีข่าวในหัวข้อการฆ่าตัวตายของผู้ชายจากเหตุความรุนแรงในครอบครัวอีกด้วย

“ความรุนแรงในครอบครัวมีความหมายที่กว้าง และไม่ได้มีแค่ทางตรงเพียงอย่างเดียว มันยังมีทางอ้อม มีการใช้อคติทางเพศเกิดขึ้น นำไปสู่การใช้ความรุนแรงในหลายมิติ ทั้งทางกาย ทางใจ ทางเพศ และยังมีการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศอีกด้วย” อังคณาอธิบาย

แล้วทำไมถึงมีการใช้ความรุนแรงในครอบครัว?

สถิติการฆ่าตัวตายของเพศชายในรายงาน สะท้อนปัญหาที่ชื่อว่า ปิตาธิปไตย (Patriarchy)

ในรายงานสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวโดยมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลระบุว่า มีข่าวการฆ่าตัวตายจำนวน 235 ข่าว คิดเป็นร้อยละ 15.4 ของข่าวความรุนแรงในครอบครัวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปี 2567 ซึ่งอังคณาอธิบายเพิ่มเติมว่า ผู้ชายที่ฆ่าตัวตายจากความรุนแรงในครอบครัว คือ ตัวผู้ลงมือกระทำความรุนแรงเอง โดยมีสาเหตุมาจากความรู้สึกผิด ตลอดจนความเครียดที่สั่งสมมาจากกรอบแนวคิดปิตาธิปไตยที่ห้ามผู้ชายไม่ให้อ่อนแอ

“จากเนื้อหาข่าวเราพบว่า ผู้ชายที่ฆ่าตัวตายส่วนหนึ่งมีภาวะเครียดที่เขาจัดการไม่ได้ แล้วระบบคิดแบบชายเป็นใหญ่มันส่งผลกระทบต่อเขาเช่นกัน เขาถูกหล่อหลอมให้เป็นผู้นำ ร้องไห้ไม่ได้ ต้องรักษาศักดิ์ศรีเลยไปปรึกษาใครไม่ได้ ไม่มีทางออก

เมื่อพูดถึงคำว่าปิตาธิปไตย หรือ ชายเป็นใหญ่ (Patriacrchy) คนส่วนหนึ่งมักคิดว่า เป็นระบบที่เอื้อต่อมนุษย์เพศชาย และทำให้มนุษย์เพศกำเนิดชายมีสิทธิ มีอำนาจ เหนือไปกว่าเพศกำเนิดหญิงและกลุ่มเพศหลากหลาย แต่ความเข้าใจนี้ไม่ได้ถูกต้อง 100% เพราะกรอบความคิดนี้ก็กดทับผู้ชายเช่นเดียวกัน หากพวกเขาไม่ตรงตามกรอบของ ‘ความเป็นชาย’ ที่สังคมวางเอาไว้

อย่างที่ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยอธิบายไว้ว่า มันคือระบบ ‘ความเป็นชายเป็นใหญ่’

ในกรณีของผู้ชายที่ลงมือใช้ความรุนแรงในครอบครัว ส่วนหนึ่งมีปัญหาความเครียดติดตัวเป็นทุนเดิม พออยู่ในสังคมที่บอกว่าผู้ชายมีอำนาจเหนือกว่าผู้หญิง เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นปัญหาทั่วไปในความสัมพันธ์ หรือการถูกกระตุ้นด้วยแอลกอฮอล์และสารเสพติด หากไม่ได้มีไลฟ์โค้ชคู่ใจ ก็จะตัดสินใจใช้อำนาจในการแก้ปัญหา แทนที่จะให้ความสำคัญกับการสื่อสารปรับความเข้าใจในครอบครัว

“พอเขามีปัญหา แล้วถูกกระตุ้นด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ประกอบกับการไม่ได้สื่อสารกับคนในครอบครัว สุดท้ายนำไปสู่การใช้ความรุนแรงในครอบครัว และอาจนำไปสู่การฆ่ากัน ซึ่งคนที่เสียชีวิตส่วนใหญ่มักเป็นผู้หญิง เป็นคนรัก ผู้ชายจึงรู้สึกเกรงกลัวความผิด รู้สึกผิด นำไปสู่การฆ่าตัวตายในลำดับถัดมา” อังคณาเสริม

ความเป็นชายเป็นพิษ (Toxic Masculinity) ทำให้เสียงของเหยื่อเพศชายหายไป

“เรื่องแค่นี้ทนไม่ได้ ก็ไม่ใช่ลูกผู้ชาย”

“รีบกลับบ้านแบบนี้ กลัวเมียหรือเปล่า”

พอสังคมเริ่มรู้จักกับคำว่าชายเป็นใหญ่ เริ่มท่องจำกันว่าชายเป็นใหญ่คืออะไร เราก็มักจะพูดถึงผลกระทบที่เพศอื่นๆ ที่ไม่ใช่เพศชายต้องเผชิญ และแทบจะไม่พูดถึงผลกระทบที่มีต่อผู้ชาย ทั้งที่พวกเขาเองก็ถูกปิตาธิปไตยกดทับเช่นกัน

เพราะปิตาธิปไตยบอกกับผู้ชายว่า เพศชายเป็นเพศที่มีอำนาจเหนือกว่าเพศอื่น เพศชายจึงต้องรักษาอำนาจนี้ไว้ด้วยการ ‘ต้องเป็น’ เพศที่เข้มแข็ง เพศที่แข็งแกร่ง ห้ามเสียน้ำตาให้ใครเห็น และมีบทบาทหน้าที่ในการเป็นผู้นำครอบครัว ก่อให้เกิดความเป็นชายเป็นพิษ (Toxic Masculinity) ที่สร้างผู้ชาย 2 แบบด้วยกันในสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว นั่นก็คือ ผู้ชายที่เป็นผู้กระทำความรุนแรง และผู้ชายที่เป็นผู้ถูกกระทำแต่ไม่กล้าออกปากขอความช่วยเหลือ

ซึ่งสังคมมักจะเห็นผู้ชายที่เป็นผู้กระทำความรุนแรงมากกว่า และแทบไม่เห็นผู้ชายที่เป็นผู้ถูกกระทำ เพราะคิดว่ามันเป็นไปได้ยากที่ผู้ชายที่ ‘แข็งแกร่ง’ จะกลายเป็นเหยื่อ

อีกทั้งหลายต่อหลายครั้ง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้ชายมักถูกลดทอนให้เป็นแค่เรื่องขบขัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการถูกจำกัดค่าใช้จ่ายโดยภรรยา หรือแม้กระทั่งพอผู้ชายออกมาพูดว่าโดนภรรยาบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ ก็โดนบอกว่าไม่เห็นจะเสียหายอะไร ทั้งที่เป็นการขืนใจเสียด้วยซ้ำ

ฉะนั้น พอสังคมหรือแม้กระทั่งตัวผู้ถูกกระทำเพศชายมีชุดความคิดแบบนี้ ทำให้ตัวเหยื่อของความรุนแรงเพศชายมองว่า การที่ตัวเองถูกกระทำให้กลายเป็นคนที่อ่อนแอ แปลว่าคุณค่าความเป็นชายของตนได้ถูกลดทอน และอาจถูกสังคมตีตราได้ว่าไม่สมกับเป็นลูกผู้ชาย ความกลัวนี้จึงสร้างกำแพงให้คนที่ถูกกระทำยากที่จะออกมาขอความช่วยเหลือ

หากอยากได้สังคมที่มีพื้นที่ปลอดภัยจากความรุนแรงให้กับทุกเพศ ทุกวัย ทุกชีวิต อังคณามองว่า การปรับทัศนคติของสังคมสำคัญที่สุด โดยเฉพาะเรื่องของอำนาจนิยมที่มาพร้อมกับชุดความคิดชายเป็นใหญ่ เพราะการมองว่าฝ่ายหนึ่งมีอำนาจมากกว่าอีกฝ่ายทำให้เกิดความชอบธรรมในการคิดที่จะใช้ความรุนแรงทั้งทางตรงและทางอ้อม

“สิ่งสำคัญ คือ การทำให้สังคมเห็นภาพร่วมกันว่า ทัศนคติเรื่องการมีอำนาจเหนือกว่าหรือความเชื่อแบบชายเป็นใหญ่มันนำไปสู่การกระทำความรุนแรง สังคมต้องเห็นภาพร่วมกันว่า ทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน ไม่มีฝั่งใดมีอำนาจเหนือกว่าฝั่งใด ถ้าเราเข้าใจว่าทุกคนมันเสมอภาคกัน ก็จะนำไปสู่เรื่องของการเคารพในเนื้อตัวร่างกาย มองว่าเขามีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน แล้วเราก็จะไม่ใช้ความรุนแรงในทุกมิติกับเขา”

อ้างอิง

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว

สสส.