บางทีปัญหาที่เรามีก็ไม่ได้ต้องการผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแก้ปัญหาเสมอไป โดยเฉพาะปัญหานั้น ถ้าเราคิดว่าท้ายที่สุดเราจะแก้ได้ด้วยตัวเอง แค่ตอนนี้ยังสับสน คิดวิธีไม่ออก แต่การมีคนรับฟังเข้ามาระหว่างทาง อย่างน้อยก็อาจช่วยให้ก้อนปัญหามันลุกลามไปมากกว่านี้
“ไม่ใช่นักวิชาชีพ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ เขาเป็นด่านหน้าที่ทำให้คนรู้สึกสงบ รู้สึกที่จะเปิดใจในการคุย แต่ไม่ได้รักษา”
คือคำอธิบายจาก ผศ.ดร.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล หรือ อ.มิล คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ปรึกษาโครงการการพัฒนานักปฐมพยาบาลจิตใจเบื้องต้นในคนพิการ (Mind First Aid) และผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS)
เรียกว่า ‘นักรับฟังมืออาชีพ’
ดร. นายแพทย์วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ หรือ คุณหมอแน๊ต จิตแพทย์และผู้ร่วมก่อตั้ง TIMS บอกว่า “จริงๆ ไม่มีนิยามของอาชีพนักรับฟัง แต่มีคนทำสิ่งนี้อยู่”

คุณหมอแน๊ตยกตัวอย่าง สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ที่บ้างก็เป็นนักจิตวิทยา บ้างก็เป็นนักสังคมสงเคราะห์
“สิ่งที่เขาทำคือการรับฟัง การให้คำแนะนำจริงๆ มีน้อยมาก เค้าแทบจะใช้วิชาชีพของเขาในการทำน้อยมาก ขอแค่มีทักษะในการรับฟังอย่างถูกต้อง และสามารถให้คำแนะนำเบื้องต้นได้”
ในฐานะจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น คุณหมอแน็ตอธิบายว่านักรับฟังที่ดีไม่ได้แปลว่าเงียบตลอด
“คนเงียบมีอยู่ 2อย่าง คือ ฟังกับไม่ฟัง ส่วนคนพูดอยู่ตรงกลาง คือไม่ใช่ฉันไม่สนใจ ฉันสนใจ ลึกๆ เค้าอยากเป็นใครสักคนที่จัดการปัญหาคนตรงข้างหน้านั้นได้ คนที่พูดคือคนที่มีความใส่ใจระดับหนึ่งเพียงแต่ไม่รู้เทคนิค”
ยกตัวอย่าง พ่อแม่รู้สึกว่าการสอน การได้บอก หรือการแก้ปัญหาให้ แปลว่าเขาเป็นครูที่ดี เป็นพ่อแม่ที่ดี เป็นเพื่อนที่ดี
“เมื่อเค้าอยากเป็นใครสักคนสำหรับคนนั้น คนที่ดีสำหรับคนนั้น เค้าก็เลยเลือกที่จะแก้ปัญหาให้โดยที่บางครั้งอาจจะยังไม่ทันฟังอะไรเลย การบอกว่าเค้าควรจะทำอะไร จริงๆ ทำได้นะครับ จิตแพทย์ก็พูด แต่ขอให้เริ่มจากการฟัง”
1.ฟังให้เข้าใจ
2.ให้คนตรงหน้าได้คิดเองก่อน เค้าเองอาจจะมีวิธีการอยู่แล้วในใจ
3.ถามเค้าว่าคิดวิธีการแก้ปัญหานี้อย่างไร
4.แบ่งปันแลกเปลี่ยน และแชร์ความคิดของเรา
“สุดท้าย อาจจะบอกว่าสำหรับเรา อาจจะมีวิธีการเพิ่มเติมแบบนี้1 2 3 4 แต่บอกว่าคุณควรทำในสิ่งที่คุณคิดไว้ก่อน แต่ถ้าวิธีคิดนั้นมันน่าจะใช้ไม่ได้ เลย ยกตัวอย่าง เพื่อนแกล้งที่โรงเรียน สิ่งที่เค้าจะทำคือพรุ่งนี้จะเอาไม้ไปตี เราทำได้ด้วยการ ช่วยให้เขาสำรวจกระบวนการอื่นๆเพิ่มเติม”
เช่น นอกจากเอาไม้ไปตี ยังมีวิธีอื่นอีกมั้ย ผลที่ตามมาจากการเอาไม้ไปตีคืออะไร ถูกไล่ออก พักการเรียน ฯลฯ ถ้าทำแบบนี้จะสบายใจหรือไม่
“แล้วเราค่อยเติมทีหลังว่า มันอาจจะมีวิธีแบบนี้นะ แต่ไม่ว่ายังไงสุดท้ายคนที่จะตัดสินใจก็คือคนนั้นอยู่ดี”

สร้างนักรับฟังแบบดาวกระจาย มีเป้าหมายและได้มาตรฐาน
นักรับฟังแบบที่กล่าวมา เป็นส่วนหนึ่งของ โมเดลพัฒนานักปฐมพยาบาลใจเบื้องต้น จากหลักสูตร Mind First Aid (อ่าน : นักปฐมพยาบาลใจเบื้องต้น : ไม่รีบแก้ไข ไม่เร่งตัดสิน แต่เน้นประคับประคอง ดูแลสุขภาพจิตจากผู้รับฟังที่มีประสบการณ์ ผ่านหลักสูตร Mind First Aid ) ซึ่งพัฒนามาจากการศึกษาหลักสูตรปฐมพยาบาลทางใจที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น RAPID model ของ มหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปคินส์ และ Look-Listen-Link ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งพบว่าหลักสูตรเหล่านี้ยึดโยงกับประสาทสัมผัส ทำขึ้นมาเพื่อคนหลายกลุ่ม อาทิ คนพิการ คนกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้
มากกว่านั้น แนวคิด ‘นักรับฟัง’ ยังสอดคล้องกับหลักการInformal Community Care หรือการดูแลในชุมชนแบบไม่เป็นทางการ ตามมาตรฐานของ WHO ซึ่งมองว่านี่คือ ‘ฐานรากสำคัญ’ ของระบบสุขภาพจิตที่ยั่งยืนเพราะเป็นการช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตจากคนในชุมชน อาทิ เพื่อนบ้าน อาสาสมัคร ครู เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้นำชุมชนด้านต่างๆ ฯลฯ จุดแข็งอยู่ที่เป็นบริการที่ชุมชนเข้าถึงได้ง่าย ที่สำคัญ ไม่ได้อยู่ในระบบบริการสาธารณสุขหรือสวัสดิการอย่างเป็นทางการของรัฐ แต่มีบทบาทสำคัญและทำงานคล้ายด้านหน้าที่ในการดูแลและประคับประคองชุมชนกันเองอย่างเข้มแข็ง
TIMS, คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันราชสุดา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, SATI App, MasterPeace และ Young Good Governance จึงร่วมพัฒนาหลักสูตร Mind First Aid ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
“เรากำลังพัฒนากระบวนการตัวแบบหรือคนทำงานสุขภาพจิตที่ไม่ใช่นักวิชาชีพ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่คนกลุ่มนี้ไม่ใช่แบบไปนั่งฟังคอร์สออนไลน์หรือยูทูบแล้วก็มาทำงาน เรามีกระบวนการฝึกฝนที่ชัดเจนเพราะการฝึกฝนมันทำให้นอกจากเขาจะมีความรู้ มีทักษะ มีความมั่นใจแล้ว สิ่งสำคัญคือรู้ขอบเขตว่าตัวเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่นักวิชาชีพ ไม่ได้มีหน้าที่ในการแก้ปัญหา ไม่ได้มีหน้าที่บำบัด”
ขอบเขตที่ อ.มิลอธิบาย มี 2 ส่วน หนึ่ง วางขอบเขตให้ชัดเพราะส่งผลกระทบต่อคนที่จะมาคุยด้วย สอง ทำงานในใจผู้รับสายเองด้วยว่าเขาจะไม่แบกภาระนี้กลับบ้านหรือว่าหลังจากจบการรับฟัง และ สาม นักรับฟังจะสรุปจบเคสพร้อมส่งต่อได้

อีกเหตุผลสำคัญมากๆ ของการพัฒนาหลักสูตรเพื่อผลิตนักรับฟังมาจากการขาดแคลนบุคลากรด้านสุขภาพจิต ที่ทำให้เกิดช่องว่างต่างๆ
“มันไม่ใช่แค่ช่องว่างการรักษาแต่มันคือปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย ผู้เชี่ยวชาญไทย อย่างจิตแพทย์ พยาบาลจิตเวช นักจิตวิทยาวิชาชีพ มีไม่พอกับไซส์ของปัญหา ถึงมีก็กระจุกตัวในเมืองใหญ่” อ.มิลเผยอีกว่าตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา มีคนไทยฆ่าตัวตายไปแล้วกว่า 1 แสนคน (ที่มา : Spatiotemporal epidemiology and hierarchical analysis of suicide mortality and associated risk factors in Thailand using national surveillance data during 1997–2021) ขณะที่ปีๆ หนึ่งเราผลิตจิตแพทย์ได้เต็มที่ 83 คนต่อปี (ที่มา : https://www.hfocus.org/content/2026/03/3727)
นอกจากฟังอย่างเข้าใจตามที่คุณหมอวรตม์บอก อีกคุณสมบัติสำคัญของนักรับฟังคือฟังโดยไม่ตัดสิน เคารพและให้เกียรติคนตรงหน้า ผ่านการฝึกฝนที่ได้มาตรฐานเพื่อเข้าใจขอบเขตของนักปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้น ที่จะไม่ล้ำเส้นหรือแย่งงานบุคลากรในวงการเดียวกันแน่นอน
คือคำยืนยันจากคุณหมอวรตม์ พร้อมคำอธิบายในงานด้านสุขภาพจิต แต่ละอาชีพมีบทบาทชัดเจนและแตกต่างกัน
“เราทำกันคนละส่วน เรื่อง Mental Health มันใหญ่เกินกว่าที่ใครสักคนจะทำคนเดียว ยกตัวอย่าง จิตแพทย์เด็กควรรักษาเด็กที่เป็นโรคซึมเศร้า แต่การทะเลาะกับเพื่อนที่โรงเรียน ทะเลาะกับเพื่อนที่ทำงานควรจะไปอยู่ในระดับอื่นเช่น นักจิตวิทยาการปรึกษา มันจึงไม่มีทางแย่งกัน”

นอกจากประเด็นนี้ อ.มิลเสริมว่า เราจึงต้องมีคนทำงานสุขภาพจิตที่ไม่ใช่นักวิชาชีพมาช่วยด้วย อย่างนักรับฟังหรือนักปฐมพยาบาลใจเบื้องต้น ด้วยเหตุผลอย่างน้อยสามข้อ คือ หนึ่ง ช่วยเติมเต็มเรื่องการขาดแคลนบุคลากร ขาดแคลนงบประมาณเรื่องบริการสุขภาพจิตแบบปฐมภูมิ สอง เพราะปัญหาเรื่องสุขภาพจิตหรือความทุกข์ใจของคน โดยธรรมชาติ รากฐานมาจากปัจจัยทางสังคม และ สาม social prescribing หรือการสั่งจ่ายกิจกรรมทางสังคม (ที่มา : สั่งจ่ายกิจกรรมทางสังคม แนวทางใหม่เสริมสร้างระบบนิเวศสุขภาวะทางจิต)
เน้นสร้างทรัพยากรหรือคนด้วยมุมมองของสุขภาวะด้วย ไม่ใช่ความเจ็บป่วยเพียงอย่างเดียว ซึ่งก็คือนักรับฟังที่สามารถตอบโจทย์เรื่องสุขภาวะได้โดยที่ไม่ใช้แค่ยาบำบัดอย่างเดียว
“ผมรู้สึกว่าการช่วยเหลือเรื่องสุขภาพจิตเบื้องต้น มันต้องใช้ความเป็นมนุษย์กับความเป็นมนุษย์เข้าหากัน”
มันจึงเป็นการเชิงป้องกันหรือส่งเสริมในเบื้องต้นมากกว่า ขณะเดียวกันก็ทำงานแบบดาวกระจายได้มากกว่า
“นักรับฟังมืออาชีพสามารถให้บริการได้ทั้งประชาชนและองค์กรต่างๆ หลายองค์กรไม่มีเงินจ้างจิตแพทย์แล้วมานั่งประจำ การที่เราจะมีนักรับฟังมืออาชีพสักคนหนึ่งที่ค่าจ้างไม่สูงมากแต่ได้มาตรฐาน ก็อาจจะเป็นจุดหนึ่งให้เค้าสามารถเลือกบริการที่มีราคาย่อมเยากว่า และมันสามารถพัฒนาเป็นบริการภาคประชาชนได้”
คุณหมอแน๊ตอธิบายโดยยกตัวอย่าง อสม. หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
“เหมือน อสม.เรามองภาพเป็นการบริการของภาคประชาชน เป็นโมเดลที่น่าสนใจและเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ที่จะมาตอบคำถามถึงการไม่เพียงพอของบุคลากรสุขภาพจิต แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะเลิกทำอย่างอื่นแล้วทำสิ่งนี้อย่างเดียว เพราะข้อเท็จจริงคือ อาจารย์สอนด้านนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้น จิตแพทย์ นักจิตฯ ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วขณะที่เราเห็นแล้วว่าปัญหาสุขภาพจิตเนี่ยมันไม่เคยลดลงเลย จึงต้องเปิดเทียร์ ให้บริการมากขึ้น”
และควรเป็นเทียร์ที่ได้รับค่าตอบแทนเช่นเดียวกับตำแหน่งอื่นๆ

รายได้มาพร้อมมาตรฐานและความยั่งยืน
เพราะค่าตอบแทนจะเป็นหลักประกันว่าอาชีพนี้จะยั่งยืน สายด่วนต่างๆ โดยเฉพาะสายด่วนสุขภาพจิตก็ได้รับค่าตอบแทนตามมาตรฐานและวุฒิการศึกษา ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 35 พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542
“สายด่วนปัจจุบันตอนนี้ก็คือนักรับฟัง บางที่ทำฟรีในรูปแบบอาสาสมัคร แต่จริงๆ เราควรทำสิ่งนี้ไม่ให้มันฟรีเพราะคนทำฟรีวันหนึ่งเค้าจะเลิกทำ ถ้าเราดึงส่วนนี้ให้คนไม่ทำฟรีได้ แล้วเค้าได้ค่าตอบแทนเหมาะสมมันก็จะยั่งยืน ขนาด อสม.ยังมีค่าตอบแทน หลายคนก็ไม่ได้จบด้านนี้มาโดยตรง เค้าก็ยังทำงานดีและเต็มที่ และพิสูจน์แล้วว่า อสม.ไม่ได้แย่งงานแพทย์ พยาบาล แต่ทำงานสนับสนุนกัน”
นั่นเพราะค่าตอบแทนจะมาพร้อมมาตรฐาน ผ่านการฝึกอบรม และการควบคุมคุณภาพ
แต่ตอนนี้ยังมีข้อท้าทายว่า ‘นักรับฟังมืออาชีพ’ อาจยังไม่มีเส้นทางอาชีพหรือ Career Path ที่ชัดเจน แต่หลังจากโมเดลพัฒนานักปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้น จากหลักสูตร Mind First Aid มีหนึ่งผลลัพธ์ที่ชัดเจนคือการทำให้เกิดการจ้างงานคนพิการ 40 คนในตำแหน่งนักรับฟังในบริษัทเอกชนไทย คิดเป็นมูลค่ารายได้รวม 5,760,000 บาท
ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ที่สนใจงานนักรับฟัง ไม่ว่าจะพิการหรือไม่ก็ตาม
“แต่นักรับฟังอาจนำทักษะนี้ไปปรับใช้ในสายงานอื่นได้ เช่น HR ในบริษัทต่างๆ ได้” คุณหมอแน๊ตทิ้งท้าย
และที่สำคัญ การดึงคนนอกวิชาชีพเข้ามาเป็นนักรับฟังที่ได้มาตรฐาน มีประสบการณ์ และผ่านการอบรมจากสถาบันที่น่าเชื่อถือ จะช่วยเพิ่ม ‘ปริมาณ’ การให้บริการด้านสุขภาพจิตที่ไม่ทับซ้อนกันและให้ทันกับความต้องการของสังคมที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
