ถ้าไม่ได้หนังสืออุ๊นอุ่นตายไปแล้ว
ตายในความหมายตรงตัวเลย ตายที่แปลว่าเสียชีวิต
บนเวที TedxBangkok Youth 2025 ที่ผ่านมา ‘อุ๊นอุ่น’ เติมอุ่น สันป่าแก้ว วัย 20 ปีเล่าเรื่องเฉียดตายของตัวเองเป็นประโยคแรก เธอบอกว่า ตอนเด็กๆ โดนรถชนจนล้มหัวเกือบฟาดฟื้น แต่ดีที่หนังสือในเป้หลังหล่นออกมารองหัวรองคอไว้ เลยได้มีโอกาสมาเล่าเรื่อง “การอ่านช่วยชีวิต” ในวันนี้
ราวกับเขียนบทไว้แต่นี่คือเรื่องจริง อุ๊นอุ่นไม่เพียงเกิดใหม่อีกครั้งแต่ชีวิตยังเปลี่ยนไปด้วยการอ่าน และเป็นชีวิตที่ตัวเองชอบมากๆ ด้วย
เริ่มต้นจากการ์ตูน ‘ลาฟลอร่า’ (ถ้าใครไม่รู้จักลองเสิร์ชได้ มักจะใช้ชื่อหนังสือ “ไม่ยาก ถ้าอยากเป็น….”) ไปจนถึงผลงานของ ‘โรอันดาร์ล’ อุ๊นอุ่นอ่านมันทุกหมวดโดยไม่ตัดสินว่าอันไหนไร้หรือไม่ไร้สาระ
“มันทำให้เราได้เห็นว่าโลกกว้างใหญ่ มีวัฒนธรรม ผู้คน และกิจกรรมมากมายที่อุ่นอยากออกไปสัมผัส”
แต่เพราะโลกกว้างใหญ่ในหนังสือยังมีกำแพงภาษาเป็นอุปสรรค อุ๊นอุ่นเริ่มอยากกระโดดข้ามกำแพงด้วยการตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษ เพราะอยากอ่านเล่มที่ไม่ได้แปลภาษาไทยให้ออก
พอข้ามได้ อ่านได้ อุ๊นอุ่นเริ่มขยับเพดานไปเขียนบทและบทนั้นได้ไปแสดงในเทศกาลละครกรุงเทพฯ
“อุ่นเลยไม่เชื่อว่าคนไม่รักการอ่าน แต่เค้าอาจจะยังไม่เจอหนังสือที่ใช่”
รู้สึกถูกมองเห็นจากหนังสือที่ใช่
หนังสือที่ใช่และช่วยทำให้อุ๊นอุ่นไม่หลงทางและสับสนระหว่างค้นหาตัวเองคือ The Myth of Sisyphus” (ตำนานซิซิฟัส) ผลงานของอัลแบร์ กามูส์
“ตอนสมัยยื่นพอร์ทเข้ามหา’ลัย อุ่นอยากเรียนด้านศิลปะมาก แต่ก็ถูกภาพจำสังคมกดทับว่ามันเป็นสายที่เลี้ยงชีวิตไม่ได้ก็เลยเปลี่ยนไปยื่นเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
ตอนนั้นอุ๊นอุ่นบอกว่าทุกอย่างเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งอุ๊นอุ่นได้อ่านเล่ม The Myth of Sisyphus ซึ่งเป็นตำนานกรีกที่ซิซิฟัสถูกลงโทษให้กลิ้งหินขึ้นเขาชั่วกัลปาวสานมาเปรียบเทียบกับการดิ้นรนหาความหมายในชีวิตที่ดูไร้แก่นสารของมนุษย์ โดยเสนอว่าเราต้องยอมรับความไร้สาระนี้และค้นพบความสุขในการมีชีวิตอยู่ท่ามกลางมัน
“เพราะเราทุกคนต่างเจอความลำบากซ้ำๆ ในชีวิต ถ้าเราเลือกปฏิเสธและสร้างความหมายใหม่มันให้มัน ควาทมทุกข์ก็จะกลายเป็นอิสรภาพได้”
ประโยคนี้ของหนังสือ The Myth of Sisyphus ทำงานกับอุ่นมากๆ
“พออ่านจบ อุ่นรู้สึกเหมือนถูกมองเห็น ต่อให้จะโดนแรงกดดันจากสิ่งที่ชอบแค่ไหน แต่อุ่นก็อยากสู้เพื่อหาความหมายให้ชีวิต อุ่นตัดสินใจ gap year 1 ปี ออกค้นหาตัวเอง ฝึกงาน และสุดท้ายได้ทุนไปเรียนต่อด้านศิลปะที่มหาวิทยาลัยในอเมริกา”
หนังสือไม่เพียงพาอุ่นข้ามน้ำข้ามฟ้ามาถึงอเมริกา แต่การเปิด chapter ใหม่ที่นั่นทำให้อุ่นเห็นวัฒนธรรมการอ่านที่แข็งแรงมาก
ที่บอสตัน อุ่นเห็นตู้ปันหนังสือให้คนหยิบและเอาเล่มใหม่มาแลก ตู้นี้มีอยู่ทั่วเมืองเลยจนเป็นการอ่านหมุนเวียน
ที่ฟิลาเดลเฟีย อุ่นได้ฟังโครงการ Barber Shop Book ที่เอาชั้นหนังสือไปตั้งตามร้านตัดผม
ที่นิวยอร์ก อุ่นเห็นนักเขียนหน้าใหม่เดินขายหนังสือตัวเองในขบวนรถไฟ มีหลายคนซื้อรวมถึงอุ่นด้วย
ที่ญี่ปุ่นมี จิมโบโช ย่านหนังสือมือสอง หนังสือหายาก และร้านหนังสือใหญ่เล็กกว่า 100 แห่ง และถูกเสนอชื่อเป็นย่านที่คูลที่สุดในโลก ท่ามกลางรายชื่อ 39 ย่านทั่วโลกของนิตยสาร Time Out
ที่เกาหลี มีหน่วยงานภาครัฐอย่าง Literature Translation Institute of Korea หรือ LTI Korea ที่วางแผนกลยุทธ์ส่งเสริมการแปลและการตีพิมพ์ผลงานนักเขียนเกาหลีในต่างประเทศมากว่า 20 ปี นักเขียน ฮันคัง เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ปี2024 ก็เป็นหนึ่งในนักเขียนที่ได้รับการสนับสนุนจาก LTI Korea ทั้งในรูปแบบทุนสำหรับการแปลและค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางเข้าร่วมเทศกาลวรรณกรรมต่างๆ คิดเป็นมูลค่ากว่า 1 พันล้านวอน (720,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา)
“ที่เดนมาร์กประชากรน้อยกว่า ไทย 10 เท่า แต่ผลิตหนังสือให้คนอ่านมากกว่าเรา 18 เท่า”
ทั้งหมดนี้ ทำให้อุ่นเห็นว่าการสร้างวัฒนธรรมหนังสือให้แข็งแรงไม่ใช่แค่หน้าที่ผู้อ่าน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้อ่านก็เป็นส่วนสำคัญในการบรรยากาศและวัฒนธรรมการอ่านให้เข้มข้นและหยั่งราก
มีงานวิจัยมากมายที่ยืนยันประสิทธิภาพของการอ่าน น.พ.อุเทน บุญอรณะ อายุรแพทย์โรคระบบประสาทและสมองแล้วที่หลงใหลในศาสตร์การเล่าเรื่อง เคยเขียนไว้ว่า โดยเฉพาะผู้ที่อ่านหนังสือ จะมีการพัฒนาในสมองส่วนกลีบท้ายทอย (Occipital Lope) ซึ่งเป็นส่วนประมวลผลกลางของการสร้างภาพในสมองที่มากขึ้น หมายความว่านักอ่านสามารถประมวลความคิดเป็นภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีลักษณะสมองที่สามารถแปลและเพิ่มจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ รวมไปถึงมีความสามารถในการสร้างภาพอนาคตในสมองเพื่อใช้สำหรับการตัดสินใจในสิ่งต่างๆ ได้ดี ในส่วนของสมองกลีบข้าง (Parietal Lobe) ก็มีการพัฒนาที่ดีเช่นกัน โดยสมองส่วนนี้มีหน้าที่เปลี่ยนตัวอักษรเป็นคำ และเปลี่ยนคำให้เป็นความคิดในสมอง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเขียนและการอ่านเพื่อทำความเข้าใจ
มันจึงไม่ใช่แค่อ่านตัวอักษร อ่านให้มีเสียงในหัว แต่คือการคิดตามอย่างเป็นระบบ การยั้งคิดในระหว่างบรรทัด การเชื่อมโยงกับบริบทปัจจุบัน(รวมถึงบริบทตอนที่วรรณกรรมนั้นถูกเขียน) และค้นหาความหมายเชิงนัยที่ซ่อนอยู่ในเนื้อความ
สิ่งที่อุ๊นอุ่นพูดทั้งหมดเวทีเกิดจากการอ่านเองแล้วเอาสิ่งที่เข้าใจทั้งหมดมาตั้งคำถามและออกแบบชีวิต เช่นเดียวกับหนังสือ ถึงแม้จะอ่านเล่มเดียวกัน สิ่งที่ได้ก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นมันเกิดจากการอ่านเอง สรุปเอง และนำมาออกแบบชีวิตเองจนเจอตัวเอง
อ้างอิง :
https://www.facebook.com/share/p/1CuPCUaU8C
https://www.thekommon.co/lti-korea-measures-to-promote-translation/
