“แล้วลูกรักคุณหรือเปล่า”
ถึงแม้จะไม่ได้ทำรายการ ‘รักลูกให้ถูกทาง’ มานาน 7 ปีแล้ว แต่ รศ.ดร.สายฤดี วรกิจโภคาทร อดีตผู้ดำเนินรายการ ก็ยังมีอดีตแฟนรายการเข้ามาทักทายเป็นระยะ
และบางครั้ง อดีตผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดลคนนี้ ก็จะถามแฟนรายการกลับว่า แล้วลูกรักคุณหรือเปล่า
นั่นเพราะจากจำนวนกว่า 6,600 ตอน แขกรับเชิญกว่า 600 คน รวมเวลาออกอากาศทั้งหมด 33 ปี เทปแรกเริ่มต้นในปี พ.ศ.2528 และอำลาเทปสุดท้ายในปี พ.ศ.2560 อาจารย์ยืนยันว่าแก่นของทุกเทปที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือชวนพ่อแม่รักลูกให้ถูกทาง ไม่มากก็น้อย ผลลัพธ์จากการรักลูกให้ถูกทางคือการรักกลับจากลูก
“ถ้าดูรายการเราจริง ไม่มากก็น้อยก็ต้องใช้กับลูกบ้าง”
อาจารย์บอกว่า 5-6 ปีแรกของการทำรายการ คำถามจากทางบ้านส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องสุขภาพกาย แต่หลังจากนั้นจนถึงปีสุดท้ายของการทำรายการ คำถามจากพ่อแม่จะเข้าหมวดสุขภาพจิตและความสัมพันธ์แทบทั้งหมด
คำถามยอดฮิตคือ “ทำไมลูกเป็นอย่างนี้” อาจารย์ถามกลับว่า เรื่องของลูกตัวเองแต่ทำไมพ่อแม่กลับต้องการคำตอบจากคนอื่น
“พ่อแม่ไม่รู้จักลูกตัวเอง” คำตอบจากอดีตผู้ดำเนินรายการวัย 74 ที่วันนี้ยังคงแข็งแรง สดใสและเรียกแทนตัวเองว่า ‘ดั๊น’ เหมือนเดิม (แต่ในบทสัมภาษณ์ขออนุญาตใช้คำว่าดิฉัน)
แทนที่จะถามว่า พ.ศ.นี้ รักลูกให้ถูกทางควรเป็นอย่างไร ในวาระพิเศษนี้ Mutual อยากชวนอาจารย์เปิดรายการอีกครั้งด้วยตอน “แล้วรักแบบไหนบ้าง ที่เรียกว่ารักลูกให้ผิดทาง”

ย้อนไปตอนอาจารย์จัดรายการ 33 ปี ที่มาที่ไปของรายการนี้คืออะไร
มีผู้ใหญ่หลายคนที่รู้สึกว่าเด็กคืออนาคตของชาติ แล้วเด็กก็คือสิ่งที่พ่อแม่ทุกคน ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แล้วก็พยายามให้สิ่งที่ดีที่สุดกับเด็ก แต่ว่าในสื่อก็ไม่ได้สื่อว่าสังคมเห็นว่าเด็กสำคัญเพราะไม่มีรายการที่จะช่วยพ่อแม่
ตอนนั้นบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) มีบริษัทโฆษณาอยู่ ชื่อบริษัทฟาร์อีสท์ แอ๊ดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด (มหาชน) มีช่วงเวลาในทีวีช่องเจ็ดหลายช่วง ตอนนั้นดิฉันก็ทำงานอยู่มหิดลแล้ว มีอาจารย์ ดร.เสรี วงษ์มณฑา ติดต่อมา
เราอยากจะให้พ่อแม่ตระหนักรู้ แต่ไม่ได้รู้ในรายละเอียด เพราะรายการมันแค่ 5 นาที แล้วตอนหลังช่องเจ็ดก็เอาคืนไป เหลือ 3 นาที ก็เลยพูดกระชับลงไปในหัวข้อ
เนื้อหาของรักลูกให้ถูกทางไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าต้องเป็นเด็กวัยไหน รายการถึงจะมีมากกว่า 6,000 ตอนเราก็ยังรู้สึกว่าตอบได้ไม่ครอบคลุมทุกประเด็นทุกมิติ ที่คนเคยพูดว่า It takes a village to raise a child เป็นอย่างนั้นจริงๆ ยิ่งสมัยนี้ควรจะเป็น It takes a world to raise a child เพราะสิ่งที่อยู่ในสื่อมันมาทุกแห่ง มาจากทุกคนที่มีแบ็คกราวด์ต่างๆ กัน บางคนที่ทำสื่อก็ไม่ได้เข้าใจ หลายสื่อจึงไม่เหมาะกับเด็กแต่ละวัยที่จะรับรู้

ตอนนั้นมีเรื่องของสุขภาพจิตทั้งของเด็กและพ่อแม่เข้ามาเป็นคำถามหรือข้อสงสัยให้อาจารย์มากน้อยแค่ไหน
ตอนแรก รักลูกให้ถูกทางทำเรื่องสุขภาพกายค่อนข้างมาก ดูว่าเชิงสังคม รอบๆ บ้าน มีอะไรที่เป็นการเรียนรู้จากการสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้มั้ย เพื่อที่จะเป็นพื้นฐานของการคิดตัดสินใจของเด็กต่อไป แต่พอทำรายการไปได้ประมาณ 5-6 ปี เรารู้สึกว่าเราทำเรื่องสุขภาพจิตดีกว่า แล้วส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องสุขภาพจิต น่าจะประมาณ 75% ของเราเลย
คำถามสุขภาพจิตที่เข้ามาในรายการมีอะไรบ้าง
เรารู้ว่าปัญหาสุขภาพจิตของเด็กมาจากครอบครัวมากที่สุด รองมาคือวิธีการเลี้ยง สิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่าง ทำไมเด็กที่มาจากครอบครัวที่รุนแรง โตขึ้นมาเป็นสามีหรือแฟนที่ใช้ความรุนแรงได้ง่ายกว่าเด็กทั่วไปที่ไม่เคยเห็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นในบ้าน
ความรุนแรงไม่ได้มาจากเหล้าอย่างเดียว แต่มาจากเศรษฐกิจด้วย มาจากอารมณ์ ทักษะการจัดการปัญหาของพ่อแม่ สภาวะรอบๆ บ้าน แม้แต่ทีวีที่ได้เห็น ถ้าลงไปลึกๆ เลยก็คือ สิ่งที่เด็กๆ ทำในบ้านคือมอง ฟัง หูได้ยินอะไร จมูกได้กลิ่นอะไรทั้งหมดนี้คืออวัยวะของการรับรู้และเรียนรู้ ถ้าสมองส่วนรับเสียงได้ยินแต่เรื่องที่ไม่ให้กำลังใจ ไม่ให้ความหวัง ไม่ให้ความรู้สึกอบอุ่น เด็กก็จะตั้งคำถามว่าโลกน่าอยู่หรือเปล่า น่าหนีออกไปมั้ย ถึงเอาตัวออกไปไม่ได้ก็เอาใจออกไป
ในฐานะคนที่ทำรายการ ดิฉันต้องตอบว่ารายการที่พูดเรื่องเลี้ยงลูกเนี่ยสำคัญ จะเลี้ยงลูกให้ดี พ่อแม่ต้องมีสุขภาพจิตดี แล้วก็ต้องรู้ว่าเด็กวัยไหนจะต้องใช้วิธีการอย่างไร

สำหรับอาจารย์ คำว่ารักลูกให้ถูกทาง ถูกทางอย่างอะไร และเป็นทางของใคร
ตัวเองก็ตั้งคำถามนี้มานานว่าอะไรคือถูกทาง และดิฉันคิดว่ามันคือ ‘ความเหมาะสม’ ในขณะที่สมัยก่อน โลกมันเล็กๆ กลางวันก็สว่าง กลางคืนก็มืด ไม่ใช่ตอนนี้ที่สว่างทั้งวันทั้งคืน เราเปิดมือถือตลอดเวลา เราไม่ได้พักผ่อนตามเงื่อนไขของสิ่งที่มีชีวิตที่จะต้องพัก หยุดคิด อยู่กับคนที่อยู่ใกล้ๆ ทำตัวเองให้เป็นประโยชน์ มันก็เลยกลายเป็นว่า รักลูกให้ถูกทางขึ้นอยู่กับหลายอย่าง
ความจริงแล้วเรื่องถูกทาง ดิฉันว่าเป็นการเลี้ยงให้ถูกและสอดคล้องกับการพัฒนาการของสมองของมนุษย์ ก็สมองมีหน้าที่ของมันอยู่ 8 เรื่อง ถ้าได้ทั้งหมดมันก็ถูกทางไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน
อันแรกคือรู้จักใช้ร่างกาย ไม่ใช่แค่แขนกับขานะ ต้องรู้จักส่วนของร่างกายตัวเองว่า สัมผัสอะไร ผิวสัมผัสเป็นยังไง แล้วพอเราโตขึ้นก็ได้รู้ว่า เรากำลังสัมผัสอะไร เราสัมผัสสิ่งที่มีชีวิต อุ่นหรือเย็นชืดหรืออะไร เราก็จะเห็นค่าของมัน
Brain Based Learning ก็จะใช้ทุกสิ่ง อย่าง ถ้วย เขาก็จะตั้งคำถามว่าถ้วยนี้เป็นยังไงเหรอ ถ้าเทียบกับหน้าแข้งพ่อ สัมผัสต่างกันมั้ย แล้วรูปทรงเหมือนอะไร ทำอะไรได้บ้าง น้ำหนักประมาณเท่าไหร่ ทำด้วยวัสดุอะไร สัมผัสแล้วรู้สึกเย็นหรือร้อนหรืออะไร คำถามจากสิ่งสิ่งหนึ่งเนี่ย ถ้าครูหรือพ่อแม่ที่รู้หลักของการพัฒนาสมองของเด็ก พ่อแม่ก็จะละเอียด
อันนี้แค่ข้อหนึ่งนะ ไหนจะเรื่องของการใช้ภาษา การมองมิติ อนาคตปัจจุบัน มิติที่อยู่ข้างนอก มิติที่อยู่ข้างในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองและสิ่งแวดล้อมที่เป็นคนหรือเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างอื่น รวมไปถึงเรื่องของจังหวะ ฯลฯ ทั้งหมดต้องใช้สมองทั้งนั้น แต่ถ้าพ่อแม่อยู่กับมือถือ เด็กก็อยู่กับมือถือเหมือนกัน เด็กก็ได้รับสิ่งเดียวผ่านตากับหู แล้วสิ่งที่เห็นไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริงด้วย เป็นมายา กดปุ่มก็หายไปแล้ว อายตนะหรือประสาทสัมผัสในการเรียนรู้ 6 อย่าง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ได้พัฒนาเลย

ถ้าอาจารย์กลับมาทำรายการรักลูกให้ถูกทาง พ.ศ. นี้ คิดว่าเนื้อหาควรจะเป็นอย่างไร
ยังไงก็ต้องทำให้แตกต่างจากที่ทำมาตลอดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528-2560 เพราะสิ่งรอบตัวซึ่งเกิดขึ้นไม่เหมือนกัน ดิฉันเองก็นึกไม่ออกมาในฐานะที่เป็นคนสัมภาษณ์ จะไปสัมภาษณ์ใคร เพราะทุกคนมีปัญหาแบบเดียวกัน คือเด็กไม่สนใจฟังสิ่งที่ผู้ใหญ่พูด เขาสนใจว่าจะรับสื่อแบบไหน แล้วสื่อที่อยู่บนมือถือมันเลือกได้ นั่นคือในสิ่งที่ไม่ทำให้เขากังวลใจ ช่วยให้เขาสบายใจ สิ่งที่เขาสนุกสนาน ตื่นเต้น ซึ่งเป็นพื้นฐานของสมองสามส่วน ส่วนหนึ่งคือสัญชาตญาณ คือเรื่องของการมีชีวิตรอด กิน เสพ เพศ แล้วในมือถือมีเรื่องอะไร เรื่องกิน ทำตัวเองให้สวย มี sex appeal ทำไงให้เอาตัวรอดได้ ไม่เสียเปรียบใคร
ถ้าเด็กใช้มือถือเป็นการเรียนรู้ คำถามคือการสร้างปัญญาแบบมนุษย์มันจะมาตอนไหน นิสัยที่ดีๆ ความรับผิดชอบ ขยัน อดทน ทำงานเป็นกลุ่ม เข้าใจคนอื่น มีความเห็นอกเห็นใจ คนที่เป็นพ่อแม่หรือผู้ใหญ่สอนเรื่องพวกนี้ได้ดี แล้วเป็นตัวอย่างให้ดูได้ดี แต่เด็กไม่ได้เรียนรู้เพราะเขาเลือกเองจากสิ่งและสื่อที่เขาดู
หลายประเทศตระหนักแล้วว่าสิ่งนี้ทำให้การทำงานของสมองเปลี่ยนไปตลอดชีวิตเลย เขาจึงจำกัดชั่วโมงการรับสื่อของเด็ก แต่สังคมไทยทำได้มั้ย ใครจะเป็นคนดูแลเรื่องนั้น แล้วถ้าสร้างกฎเกณฑ์จำกัดการใช้ จะเกิดการต่อต้านจากเด็กและอุตสาหกรรมเหล่านี้เท่าไหร่
ถ้าจะทำตอนนี้ สิ่งที่จะหายากคือวิทยากรที่จะเข้าใจว่า เลี้ยงลูกให้ถูกทางคืออะไร
แล้วรักลูกให้ผิดทางเป็นแบบไหน
ผิดทางคือ ไม่ได้ให้โอกาสลูกได้เรียนรู้ด้วยอายตนะ หรือ อินทรีย์ 6 ได้แก่ ตา หู จมูกลิ้น กาย ใจ อย่างสมดุล ถ้าอยู่กับลูก ไม่ใช่ว่านั่งอยู่ด้วยกันแล้วต่างคนต่างใช้มือถือ กายน่ะอยู่ใกล้ แต่ไม่ได้อยู่ใกล้แบบสมดุลเพราะใจไม่ได้อยู่เลย หูไม่ได้ยินอะไรเพราะต่างคนต่างฟังของตัวเอง ตาก็ต่างคนต่างดูของตัวเอง มองไปรอบๆ ก็ไม่ได้คิดอะไร บ้านก็ไม่ได้ส่งเสริมให้เด็กได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สวยงาม สะอาด เหมาะกับการเรียนรู้

รักลูกผิดทางก็คือ ไม่ได้เป็นคนที่ทำให้สิ่งแวดล้อมของเด็กเหมาะกับการพัฒนา ผิดทางอีกอันก็คือตัวเองก็ไม่ได้มีลักษณะที่อยากจะให้เด็กเอาอย่าง
ผิดทางที่เลวร้ายมากๆ คือ พ่อแม่ไม่ได้ดูแลตัวเอง สุขภาพจิตพ่อแม่ก็แย่ แล้วพ่อแม่จะเป็นตัวอย่างที่ดีได้ยังไง
แต่ก็น่าเห็นใจ พ่อแม่ไทยมีหนี้สินล้นพ้นตัว แล้วพ่อแม่ต้องแก้ปัญหาทุกวันว่าจะหนีเจ้าหนี้ยังไง จะจ่ายเงินงวดต่อไปยังไง นอนดึก ฉุนเฉียว ใช้อารมณ์กับลูก เอาเวลาที่ไหนไปสร้างปัญญากับลูก
ยิ่งตอนช่วงปลายๆ ของรายการ (พ.ศ.2560) ปัญหาสุขภาพจิตยิ่งมากขึ้นไหม
(พยักหน้า) เด็กไม่อยากไปโรงเรียน ใช้ความรุนแรง รังเกียจพ่อแม่ อยากฆ่าตัวตาย อันนี้เป็นเรื่องสุขภาพจิตทั้งนั้นเลย สุขภาพกายไม่ถามเราหรอก พ่อแม่มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับลูก ไม่รู้จักลูก ไม่เข้าใจลูก คำถามที่ส่งมาบ่อยๆ คือ “ทำไมลูกเป็นแบบนี้” แปลว่า พ่อแม่มาถามเรื่องลูกตัวเองจากรายการ
พ่อแม่จำนวนไม่น้อยให้ผู้สูงอายุเลี้ยงดูลูก พ่อแม่ลูกไม่ค่อยรู้จักกันนะ และเด็กก็ไม่เชื่อใจพ่อแม่ด้วย เช่น สงกรานต์แม่บอกว่าจะมาไง แต่แม่ก็ไม่มา ผิดสัญญา เขาจึงไม่เห็นตัวอย่างที่ดีเลย
แสดงว่าถ้าพ่อแม่รู้จักลูก จะไม่ส่งคำถามแบบนี้มาในรายการ?
ใช่ พ่อแม่จำนวนมากไม่รู้จักลูก อันนี้คือปัญหาหลักเลย ซึ่งจริงๆ สารภาพเลยว่าดิฉันเองก็ตอบไม่ค่อยได้ เพราะพื้นฐานของความสัมพันธ์มันขาดตั้งแต่ต้น แม่ก็ไม่รู้จะปฏิบัติกับลูกยังไง ส่วนใหญ่เราก็จะแนะนำว่าให้สังเกตลูกว่าอารมณ์เสียเรื่องอะไร ประมาณเวลาไหน แล้ววิธีที่เคยใช้ดูแลเขา วิธีไหนได้ผลไม่ได้ผล

คนที่ดูรายการอาจารย์ตอนนี้เป็นวัยพ่อแม่แล้ว มีคำพูดว่า เราไม่สามารถเลี้ยงลูกในแบบที่เรา ถูกเลี้ยงมาได้ อาจารย์มีความเห็นอย่างไรกับประโยคนี้บ้าง
มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่าไม่มีใครทำได้ แม้กระทั่งพ่อแม่คนเดิมกับลูก สอง สาม สี่ แต่ละคนก็ได้รับการเลี้ยงดูไม่เหมือนกัน เพราะวัยของพ่อแม่ก็ไม่เหมือนกัน ระดับการเรียนรู้ของพ่อแม่ตอนที่มีลูกคนที่หนึ่ง สอง สาม ก็ต่างกัน
แต่ถ้าทำได้ พ่อแม่ก็ต้องรู้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเองในวัยต่างๆ ในหน้าที่ ในการทำงานต่างๆ บทบาทคนในครอบครัวที่ตัวเองต้องทำ พ่อแม่ตอนที่อายุน้อยก็ไม่ได้มีพ่อแม่ของตัวเองที่ป่วย พ่อแม่ก็อาจจะดูแลลูกได้เต็มที่ แต่พอผ่านไป งานของพ่อแม่เปลี่ยนไปเป็นผู้บริหาร ต้องแข่งขันมากขึ้น พ่อแม่ตัวเอง (ปู่ยาตายาย) สุขภาพไม่ดี พ่อแม่ก็ต้องดูแลลูกคนต่อไปแตกต่างจากลูกคนแรก เวลามันไม่ได้อยู่นิ่ง แม้แต่กับลูกแฝดก็ไม่ได้เลี้ยงเหมือนกัน เพราะลูกแต่ละคนก็มีลักษณะของความคิดความอ่าน ความชอบไม่เหมือนกัน

แต่สิ่งที่ดิฉันหวังว่าพ่อแม่จะทำได้เหมือนกันๆ คือเรื่องการให้โอกาสลูกได้เข้าใจว่าพ่อแม่รักเขา แต่ไม่ได้รักแบบผิดทาง ที่ทำให้ทุกอย่าง เพราะถ้าลูกล้มเหลวคือพ่อแม่ล้มเหลว พ่อแม่ต้องอย่าแย่งมาทำเอง นั่นเท่ากับตัดวงจรการเรียนรู้ในทักษะทั้งธรรมดาและซับซ้อนของลูกหมดเลย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กต้องเจอปัญหาเหล่านี้เอาเอง แต่ถ้าพ่อแม่ทำให้ทั้งหมด คิดให้ทั้งหมด แก้ไขให้ทั้งหมด เด็กจะดูแลตัวเองได้อย่างไรถึงแม้ปัจจุบันพ่อแม่มีลูกน้อยลง แต่ละบ้านก็คิดว่าลูกฉันเก่งมาก เรียนเก่ง แข่งกีฬาเก่ง ก็ว่ากันไป แต่ถามจริงๆ ในภาพใหญ่ มีพ่อแม่สักกี่คนที่พอใจว่าเลี้ยงลูกได้ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยพอใจวิธีการตัวเองที่เลี้ยงลูกนะ แล้วก็ยังหวังว่าน่าจะมีใครช่วยเขาได้
ปัญหาของเด็กในบ้านที่พ่อแม่เอามาถามหมอจิตเวชก็คือเรื่องนี้แหละ คือเด็กไม่มีทักษะที่จะเข้าใจเงื่อนไขชีวิตของวัยของตัวเอง แล้วพ่อแม่บางคนก็เอาเรื่องนอกบ้านเข้ามาเยอะมาก แทบไม่มีพื้นที่ให้กับลูก 100% คือถ้าทำรายการรักลูกให้ถูกทางตอนนี้ คิดว่าโจทย์ยากกว่าเดิมเยอะ แล้วก็รูปแบบของครอบครัวที่ต้องการให้รายการช่วย ก็น่าจะเยอะมาก
ที่น่าห่วงไม่แพ้กันคือเด็กของเรามากกว่าครึ่งไม่ได้อยู่ในบ้านพ่อแม่ ตัวเลขแค่นี้ก็น่ากลัวแล้ว

การที่เด็กคนหนึ่งไม่ได้อยู่หรือเติบโตในบ้านพ่อแม่ จะมีผลกระทบยังไงบ้าง
อันแรกคือ มันไม่มีใครจะแทนความรักพ่อแม่ได้เหมือนพ่อแม่จริงๆ เราถึงได้เห็นว่า เด็กที่อยู่กับผู้สูงอายุ มีน้อยรายที่จะรู้สึกว่าอยากทำอาชีพเหมือนปู่ย่าตายายจังเลย อีกอย่างคือถ้าเราทำอะไรเหมือนพ่อแม่ มันมีความรู้สึกว่าพ่อแม่ก็พอใจเรานะ รักเรานะ เรามีความหมายนะ และความรักอันนั้นมีแต่พ่อแม่เท่านั้นที่เด็กแคร์เด็กแคร์พ่อแม่ทั้งที่พ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงแต่เด็ก เพราะเพื่อนก็ให้ความรักแบบนั้นไม่ได้ เด็กพวกนี้เขาโหวงเหวง เด็กเล็กเขาต้องการเสียงของแม่ สัมผัสของแม่ มากๆนะ
แต่ถ้าไม่ใช่พ่อแม่ เป็นคนอื่นล่ะ สัมผัสที่ให้ก็ไม่ถึงใจ อาจจะมีนมถึงปาก แต่สัมผัสไม่ถึงใจว่ากลิ่นนี้ของแม่นะ ของพ่อนะและเมื่อไหร่ก็ตามที่ครอบครัวมีปัญหา เราสืบกลับไปก็จะพบว่า หย่าร้าง ใช้ความรุนแรง ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ระยะเวลานานๆ หรือพ่อแม่แยกทางกัน
ด้วยความจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องปากท้องตอนนี้เด็กหลายคนต้องอยู่กับปู่ย่าตายาย อยากถามว่าแล้วรักหลานให้ถูกทางควรทำยังไง
คิดว่าผู้สูงอายุในปัจจุบันเป็นผู้สูงอายุแบบที่เราคุ้นเคยกันมาไม่ได้แล้ว ถึงแม้ว่าวัยจะทำให้ผู้สูงอายุอ่อนแรง มีโรคภัย มีทักษะการตัดสินใจที่อาจเปลี่ยนไป การที่จะอดทนอยู่กับปัญหาที่เด็กแต่ละคนมาเล่าให้ฟังอาจน้อยลง แต่ก็ปรับได้ คือผู้สูงอายุต้องรักษาสุขภาพ ถ้าตัวเองรู้ว่าลูกอาจจะให้เราช่วยดูแลหลาน ก็ควรพัฒนาและดูแลตัวเอง ในขณะเดียวกัน สังคมหรือในหมู่บ้าน อสม. และครูในสังคมนั้นก็ต้องช่วย หมายความว่า ครูก็เข้าไปเยี่ยมบ้านบ่อยๆ
ผู้สูงอายุก็ต้องปรับทั้งตัวเอง เศรษฐกิจ และพ่อแม่ที่ส่งลูกไปก็ต้องช่วย ผู้สูงอายุเองก็ต้องแข็งแรง ถ้าเป็นไปได้ ถ้าปู่ตาส่งหลานไปโรงเรียนได้ก็ไปส่งเอง เด็กจะรู้สึกดี

33 ปีที่อาจารย์ทำรายการมา มีคิดไม่ออกบ้างมั้ย
สารภาพเลยว่าไม่มี เพราะว่าถ้าทำต่อ ประเด็นของพ่อแม่รักลูกก็ยังทำได้ไม่รู้จบ เพราะไม่มีใครไม่รักลูกหรอก เพียงแต่ว่ามีเงื่อนไขให้ตัวเองทำหน้าที่พ่อแม่ได้มากแค่ไหน ทุกคนก็อยากรักลูกให้ถูกทางทั้งนั้น
พอไม่ได้ทำรายการแล้ว รู้สึกอะไรๆ หายไปหรือเปล่า
ไม่หายไป ดิฉันคิดว่าก็มีโอกาสได้ทำตั้ง 6,600 กว่าตอน มีวิทยากรมา 600 กว่าคน 33 ปี ได้คนแบบคุณมา ดิฉันก็ดีใจนะ ที่เป็นคนมีแก่นสาร มีสาระ พูดรู้เรื่อง (ยิ้ม)

มีคนมาทักถามหารายการบ้างมั้ย
มี เขาก็บอกว่า ทำไมไม่ทำต่อ เราก็โห 33 ปีแล้ว มันคือเจเนอเรชันหนึ่งเลยนะหลายคนก็บอกว่าจำอาจารย์ได้นะ ดูรายการ ดิฉันก็จะถามกลับว่า แล้วลูกรักคุณมั้ย เพราะถ้าดูรายการเราจริง ไม่มากก็น้อยก็ต้องใช้กับลูกบ้าง
