Story of  14 ชุดแต่งงาน : เราต้องการให้โลกหันมาดูหรือรู้กันแค่สองคน ‘ฌอน POEM’  ชวนล ไคสิริ

“เราเชื่อว่าชุดแต่งงานที่ดี มันจะต้องมีสององค์ประกอบ หนึ่ง ดีไซน์ที่ timeless สอง แพทเทิร์นที่ปราณีต แล้วสองอย่างนี้มันจะให้คุณค่ากันและกันเอง เกื้อกูลกันแบบแยกออกจากกันไม่ได้” ฌอน ชวนล ไคสิริ ตอบคำถามว่าชุดแต่งงานในอีกสิบปีถัดจากนี้จะเป็นยังไง 

สำหรับ Creative Director ของ POEM ความเรียบไม่ใช่เทรนด์ แต่ความเรียบ ความน้อย คือความจริงที่จะอยู่ไปทุกยุคสมัย 

“เราอ่านลูกค้าจากการเอาโจทย์ในบริบทสังคมที่อยู่ ครอบครัว ความคาดหวัง แล้วเอามาแปลง และต้องเหมาะกับสรีระ คาแรกเตอร์ของเขาด้วย ชุดแต่งงานที่ดีมันก็แค่นี้เอง”  

และจากการอ่านลูกค้ามาตลอด 16 ปีของการเป็นดีไซเนอร์ชุดแต่งงาน ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา POEM จึงเปิดตัว 14 ชุดแต่งงานคอลเลกชั่น POEM Something Blue ที่ภายนอกคือชุดที่สวยงาม แต่ภายในคือ ความแตกต่างหลากหลายที่บอกเราว่า ทุกคนไม่เหมือนกันแต่ทุกคนมีชุดและรูปแบบความสัมพันธ์ที่เหมาะกับตัวเอง

ชุดจดทะเบียนสมรส ที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวต้องการไปกันแค่สองคน และไม่อยากมีพิธีใดๆ เลย 

ลุคนี้ผู้หญิงจึงใส่สูทขาว กางเกงขายาว รองเท้าส้นสูง และที่สำคัญ เจ้าสาวตัวสูงกว่าเจ้าบ่าว ตรงนี้ดีไซเนอร์เขามีกิมมิค

“สังคมไทยยังก้าวข้ามชายเป็นใหญ่ไม่ได้”  เหมือนกับภาพจำที่เจ้าบ่าวต้องตัวสูงกว่าเจ้าสาวทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ 

ร้อนถึงเจ้าสาวหลายคนที่ต้องเลือกรองเท้าให้เตี้ยเข้าไว้หรืออย่างน้อยก็ไม่ให้สูงกว่าเจ้าบ่าว แต่ผู้หญิงอย่างเรา ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เราต่างก็มีส้นสูง (high heel) คู่ในฝัน และไม่จำเป็นต้องสลัดมันทิ้งไป

“ลุคนี้เจ้าสาวสูงกว่าได้ และเป็นเรื่องธรรมดาที่เจ้าบ่าวจะเตี้ยกว่า นี่เป็นเรื่องปกติ” แนวคิดดังกล่าวเลยส่งผ่านมายังการออกแบบชุด   

“ตรงเจ้าบ่าวเตี้ยกว่า มันเป็นสัญลักษณ์ มันไม่ใช่แค่รูปร่าง ความสูง แต่เป็นสถานะทางสังคม ถ้าลูกสาวจะได้ผู้ชายที่ฐานะทางบ้านไม่ได้เท่าผู้หญิง แต่รักกัน คุณแม่คุณพ่อจะรับได้ไหม” 

ฌอนยืนยันว่า ไม่ใช่แค่ชุดแต่งงาน แต่รวมถึงชุดต่างๆ และการใช้ชีวิต 

“เราต้องรู้จักตัวเองก่อนว่าต้องการอะไร” 

ชุดแต่งงานครั้งที่สอง 

ชุดเจ้าสาวจะเป็น court dress ที่ฌอนบรรยายว่า  “เป็นชุดที่ดูเรียบ ดูน้อย แต่มีความเป็นพิเศษ” แต่ลึกๆ ลงไปในแนวคิดคือการบอกว่า การแต่งงานครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 หรือครั้งไหนๆ ก็เป็นเรื่องปกติ และทุกครั้ง ไม่ว่าผิดหรือถูก มันคือความเชื่อมั่นในตอนนั้นและการเข้าใจตัวเองว่าต้องการอะไร 

 “ชอบทำชุดแต่งงานคร้้งที่สองมาก(ลากเสียงยาว)” เจ้าตัวบอก

เพราะมันเกิดได้จริง และเกิดบ่อย และจากประสบการณ์การทำชุดแต่งงานครั้งที่2 เจ้าสาวจะอายุ 40-50 ที่เป็นวัยรู้จักตัวเองแล้ว เข้าใจตัวเองและเข้าใจว่าจริงๆ การแต่งงานคืออะไร อะไรคือสิ่งจำเป็น อะไรคือ essence และไม่เอาความคาดหวังคนอื่นมาวุ่นวาย

“เค้าตัดทุกอย่างจนเหลือแค่ของจริงในการแต่งงาน งานสเกลเล็กลง แขกน้อยลง ยิ่งถ้าเราได้ไปทำชุดให้ เราจะภูมิใจมากที่เราได้เป็น essense หนึ่งของงาน มันคือคุณค่าจริงๆ” 

อีกนัยหนึ่ง มันคือการตั้งคำถามกับประโยคคลาสสิคว่า “มันคือการแต่งงานครั้งเดียวในชีวิต” 

แน่นอน ใครแต่งงานครั้งเดียวไม่ผิด หากใครแต่งงานครั้งที่สอง สาม หรือสี่ ก็ไม่ผิดเช่นกัน 

“ถามก่อนว่า เคยแต่งครั้งที่สองหรือยัง ถ้ายังไม่เคยแต่งครั้งที่สอง อย่าเพิ่งไปบอกว่ามันคือวันที่ดีที่สุด”

ฌอนบอกจากประสบการณ์ที่ได้ทำชุดแต่งงานครั้งที่ 2 หลายครั้งว่า การแต่งครั้งที่สองมันคือการตกตะกอน ทุกคนที่ได้ทำชุดให้ บอกคล้ายๆ กันว่า เค้ามั่นใจว่าครั้งนี้มันไม่หรู ไม่เวอร์ แต่มัน real (จริง) 

“เพราะการแต่งงานครั้งที่ 2 มันเกิดขึ้นจริงๆ” ฌอนย้ำ

เช่นเดียวกัน ลุคนี้ เจ้าบ่าวใส่สูทครบชุดสีกากี ซึ่งเป็นสีที่ไม่ค่อยเห็นใส่มากนัก  สีกากีอาจดูคล้ายเครื่องแบบราชการ ดูเคร่งเครียด อยู่ในกรอบ  แต่สุดท้ายสูทเจ้าบ่าวสีกากีเหมือนทำหน้าที่ฉีกขนบคอนเซอร์เวทีฟ เริ่มต้นชีวิตคู่กับคนข้างกายที่ผ่านการแต่งงานมาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง 

ชุดเจ้าบ่าวกับเจ้าบ่าว 

“beauty standard มันรวมไปถึงเรื่องความหลากหลายที่มีในทุกเรื่อง ทั้งเพศ อายุ มุมมองทางการเมือง” 

ชุดเจ้าบ่าว-เจ้าบ่าว ธีมนี้มาจาก ลูกค้าเดินเข้ามาด้วยโจทย์ที่ว่าอยากได้ชุดที่ดูเติมเต็มซึ่งกันและกัน จนออกมาเป็นทักซิโด้คู่สีตรงข้าม 

“เราเลยใช้แนวหยินหยาง คนหนึ่งดำ อีกคนขาว เพื่อสื่อถึงความสำคัญของคนสองคนที่เข้าใจกันและเติมเต็มซึ่งกันและกัน เท่านี้ก็เพียงพอต่อการใช้ชีวิตคู่” 

ชุดเจ้าสาวกับเจ้าสาว 

Diverse couple หลายคู่อยากได้ลุคที่ Accommodate (เหมาะ) กัน แต่งตัวเป็นฝาแฝดกัน หัวใจสำคัญของชุดคู่นี้คือการดีไซน์ไม่เหมือนกันแต่ดูรู้ว่ามาด้วยกัน 

“อารมณ์เสื้อคู่ ชุดแต่งงานดีไซน์คู่ ไม่เหมือนกันเป๊ะ แต่พิเศษ คัทติ้งให้เหมาะกับรูปร่างที่ทั้งสองคนไม่เหมือนกัน แต่เป็นเจ้าสาวที่ต่างพิเศษ และพิเศษซึ่งกันและกัน” 

ชุดแต่งงานในโบสถ์และชุดเข้าเฝ้าพระสังฆราช 

เจ้าสาวมาในชุด Cathedral wedding dress Grace kelly  1956 แต่งานนี้ลูกช่างเย็บผ้าเก่าอย่างฌอน สอดแทรกประเด็นสำคัญด้วยการมอบหมายให้ ‘โยชิ’ รินรดา ธุระพันธุ์ ใส่ชุดเจ้าสาวเดินออกมา

“การแต่งงานในโบสถ์มันมีบริบทของการให้คำสัญญา  เชื่อว่าวิหารของพระเจ้าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่การพูดคำมั่นสัญญาหรือคำสาบานใดๆ จะยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นถ้าพูดต่อหน้าไม้กางเขน มันเป็นการเอาความรักไปเกี่ยวพันกับศาสนา และพิธีกรรมจะทำให้คำสัญญามีน้ำหนักมากขึ้นทั้งต่อหน้าและลับหลัง” 

หนึ่งในแรงจูงใจที่ให้โยชิใส่ชุดนี้ เช่นเดียวกับที่ชุดเข้าเฝ้าพระสังฆราชที่ฌอนชวน มิกซ์ เฉลิมศรี มาสวมชุดห่มสไบสีขาวหมดจด ก็เพราะต้องการผลักดันสมรสเท่าเทียมทั้งในแง่กฎหมายและทบทวนประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดกันมา 

“ตอนเราอายุ 60 คนที่ไม่ได้เกิดมาตรงเพศสภาพ เค้าจะเข้าพิธีในโบสถ์หรือเข้าเฝ้าฯ ได้มั้ย เป็นเรื่องที่ยากที่สุดที่เราอยากจะผลัก” 

ยังมีชุดแต่งงานอื่นๆ ที่ถูกตัดเย็บขึ้นมาตามโจทย์ของคู่แต่งงานที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นชุดรดน้ำสังค์ที่เน้นแค่พิธีช่วงเช้า,ชุดสวมแหวนหมั้นและยกน้ำชาที่ทำมาเพื่อครอบครัวไทยเชื้อสายจีนเจน 3,ชุดแต่งงานริมทะเลที่อยากพาตัวออกมาให้ไกลจากความเรียบร้อยและกรอบต่างๆ , ชุดแต่งงานสำหรับพิธีสาบานแลกแหวน , ชุดสำหรับ Young couple ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นเด็กในตัวของทั้งคู่ , ชุด After party ของคู่รักต่างวัยที่อยากให้งานออกมาสนุก ผ่อนคลายและเป็นตัวเองมากที่สุด ฯลฯ 

จนมาถึงคำถามสุดท้าย สำหรับคนที่อยู่ในโหมดโสด หรือ ไม่เข้าพวกกับความสัมพันธ์ต่างๆ ที่สังคมออกแบบไว้ให้ ชุดแต่งงานยังมีไว้สำหรับงานแต่งงานเท่านั้นหรือเปล่า 

“มันคือยุคแห่งการตื่นรู้เรื่องความเป็นปัจเจก ไม่เหมือนใคร ทุกอย่างมัน custom ให้เหมาะกับแต่ละคนได้ โซเชียลมีเดียทำให้เรารู้ว่าเรามีพวก มีเพื่อน เราไม่ได้คิดแบบนี้คนเดียว 

ครั้งหนึ่งในชีวิตไม่จำเป็นต้องเป็นงานแต่งนะ หรืออาจจะใส่ชุดไปงานรับรางวัลก็ได้ มันแปลได้หลายบริบท แต่คนอื่นมักจะแปลว่าครั้งเดียวในชีวิตมันคือการแต่งงาน”  

ฌอนย้ำว่าความสัมพันธ์มันไม่ควรเป็นไปตามเช็คลิสต์ของคนอื่น 

“เราจบโรงเรียนดีๆ  มหาลัยดังๆ  ไปเรียนต่อเมืองนอกกลับมาแล้วก็แต่งงานฟอร์แมตแบบนี้ มีเช็คลิสต์ที่เกิดจากอุปาทานหมู่ เช็คลิสต์ที่คนอื่นทำกันและเราต้องทำเพราะกลัวไม่เข้าพวก ทั้งทีไม่ใช่เลย แกไม่ต้องเดินลอดซุ้ม  ยืนรับแขกหน้างาน หรือจัดที่พลาซาแอทธินี่ก็ได้ 

สำหรับเรามิติใหญ่ที่สุดของการแต่งงานคือศาสนา แต่มิติที่เล็กที่สุดคือคนสองคน ตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่าต้องการให้โลกรู้ หรือ เรารู้ก็พอ”