เราอาจจะเคยอ่านหนังสือหลายเล่ม อ่านบทความหลายชิ้น ดูคลิปหลายครั้ง และฟังข่าวเรื่องผู้สูญเสียกรณีเหตุการณ์สลายการชุมนุมหน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 มานับไม่ถ้วน แต่จะมีสักกี่ครั้งที่ได้ฟังด้วยหู ประสานสายตา รวมถึงหัวใจเต้นรัวเร็วเป็นระยะจากการนั่งห่างกันไม่กี่เมตร

หมายเหตุ : นอกจากวงสนทนา “ตากใบพูด : เชื่อมใจ เชื่อมคน ก้าวข้ามความแตกต่างทางวัฒนธรรมและความขัดแย้ง” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ในงานประชุมวิชาการสุขภาวะทางปัญญา’68 “จิตวิญญาณ การร่วมทุกข์ ความหวัง” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Soul Connect Fest ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้คนหลายกลุ่ม หลากวัย หลากหลายประสบการณ์ชีวิต ได้มาแสดงความคิด ความรู้สึก ความหวัง เพื่อสร้างพื้นที่การรับฟังซึ่งกันและกันท่ามกลางความขัดแย้งและแตกต่างทางสังคม โดยเชื่อว่าเมื่อเราเปิดใจอย่างกว้างขวางให้ใจเชื่อมใจ จะเกิดเป็นสันติภาพภายในใจ และเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่สันติภาพร่วมกันของสังคม และการปฎิบัติต่อกันด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์
‘มะรีกี’ ที่อยู่บนรถยีเอ็มซี
“กระสุนเต็มไปหมดเหมือนฝนตก”
มะรีกี หนึ่งในผู้ที่ถูกดันให้ไปนอนบนรถยีเอ็มซีวันนั้นเล่าให้ฟังในวงสนทนานี้

มะรีกี ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมหน้าสภอ.ตากใบเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัว 6 ชรบ. หรือชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมข้อหาแจ้งความเท็จและยึดทรัพย์ กรณีนำอาวุธลูกซองของราชการที่ใช้คุ้มครองหมู่บ้านไปมอบให้แก่คนร้าย แล้วแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานว่าอาวุธปืนดังกล่าวถูกคนร้ายปล้นไป (อ่าน)
วันนั้นมะรีกีตั้งใจข้ามอำเภอไปซื้อเสื้อผ้าที่ตากใบ ออกจากบ้าน 7 โมงเช้าถึงปลายทาง 9 โมง เขาพยายามพูดภาษาไทยให้ช้าและชัดที่สุดว่า
“เห็นคนชุมนุมเยอะมาก สักพักเดินเข้าไปดูอยู่แถวริมแม่น้ำพอเหตุการณ์ตึงเครียดก็เขยิบไปอยู่สนามเด็กเล่น แล้วรถฉีดน้ำก็ฉีดน้ำแรงดันสูงใส่ผู้ชุมนุมจนผมกระเด็น คิ้วแตก มีแก๊สน้ำตาอีก ผมเลยลงไปในน้ำแล้วทหารก็เรียกคนที่อยู่ในน้ำ ขึ้นมาถอดเสื้อให้หมอบที่สนามเด็กเล่น”
พื้นปูนซีเมนต์ในช่วงสายถึงเที่ยง ร้อนแค่ไหนทุกคนรู้ดี มะรีกีเล่าถึงช่วงนี้ด้วยเสียงสั่น คำว่า “มันร้อนมาก” ของเขาทำเอาหลายคนยกหลังมือปาดน้ำตา
เจ้าหน้าที่บอกให้มะรีกีและคนอื่นๆ ที่นอนหมอบ เดินไปขึ้นรถยีเอ็มซี แต่ขึ้นไม่ได้เพราะถูกมัดมือไพล่หลัง จึงถูกดันเข้าไปในรถเรื่อย
เขานับจำนวนแถวได้ 5 เมื่อเล่าถึงตอนที่ทุกคนถูกดันให้มานอนซ้อนกัน มะริกีบอกว่าตัวเองอยู่ชั้น 2
“ทหารบอกว่าถ้าไม่เงียบ รถก็จะไม่ไป พอคนบอกไม่ไหวแล้ว ก็จะโดนทั้งปืนเหยียบ เท้าเหยียบ หยุดๆ จอดๆ 5 ชั่วโมงได้ แต่ผมรู้สึกว่ามันนานมาก”
นารี เจริญผละพิริยะ โครงการเยียวยาจิตใจครอบครัวผู้สูญเสียชีวิตและบาดเจ็บจากกรณีความรุนแรงในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าระยะทางจาก สภอ.ตากใบ จ.นราธิวาส มาถึงค่ายอิงคยุทธ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี อยู่ที่ 143 กิโลเมตร ขับรถเต็มที่ราว 2 ชั่วโมง แต่การเดินทางของรถยีเอ็มซีในวันนั้นใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมง
มะรีกีคิดว่าตัวเองไม่รอดแน่นอน เขาและทุกคนบนรถน่าจะลงเอยด้วยการถูกโยนลงเหว
“แต่ผมก็สลบไป มาฟื้นอีกพบว่าตัวเองนอนอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว”
สามีที่ไม่กลับมาของ ‘ก๊ะยะ’
สีตีรอกายะ สาแล๊ะ หรือ ‘ก๊ะยะ’ คือ โจทย์ที่ 1 ในการฟ้องคดีแพ่งต่อเจ้าหน้าที่รัฐ เธอเสียสามีไปจากเหตุการณ์หน้า สภอ.ตากใบ ความสูญเสียวันนั้นเริ่มต้นจากการที่ลูกชายซึ่งจะไปเป็นทหารเกณฑ์ชวนแม่ไปซื้อเสื้อผ้าของเตรียมตัวอื่นๆ ที่ตากใบ ส่วนสามีออกไปกินน้ำชาตั้งแต่เช้า
ก๊ะยะเริ่มต้นเล่าเหมือนมะรีกีว่า เห็นว่าหน้าสภอ.ตากใบมีคนเยอะเลยเดินเข้าไปดู ส่วนลูกชายแยกไปคุยกับเพื่อน
“สักพัก มียิงปืนขึ้นฟ้า รถฉีดน้ำเข้ามา ทหารกันคนไม่ให้ออกจากตรงนั้น แล้วก็ฉีดน้ำ ยิงด้วย ก๊ะหนีลงน้ำ เจอสามีตรงนั้น ด้วยความที่เราเป็นผู้หญิง ลงน้ำไม่ได้ สามีบอกให้ขึ้นหลัง คนแก่ที่อยู่ข้างๆ ก็ถูกยิง เลือดไหลเต็มหน้า สักพักทหารบอกให้ผู้หญิงขึ้นจากน้ำไปหน้าโรงพัก สามีถอดเสื้อให้คลุม แล้วให้ผู้ชายถอดเสื้อ เอามือไพล่หลัง”

นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ก๊ะได้เจอสามี ก๊ะรออยู่หน้าโรงพักจนถึงดึก ทหารเอารถไปส่งและให้ลงกลางทาง ก๊ะกับผู้หญิงอีก 2-3 คนเดินเท้ากลับบ้านกลางดึก 2 กิโลเมตร
ก๊ะกับลูกชายตื่นเช้าไปตามหาสามีที่ค่ายอิงคยุทธหลายวัน จนเจอรูปศพสามีวางบนโต๊ะทหาร วันนั้นก๊ะและชาวบ้านพาศพกลับหมู่บ้านพร้อมกัน 3 ศพ
“ทุกศพ เหมือนต้นไม้ถูกเผาจนเป็นสีดำ จำหน้าไม่ได้ แต่คนอาบน้ำศพบอกก๊ะที่ไม่กล้าเข้าไปดูหน้าสามีว่า มีรู 3 รูที่หน้าอก คอหัก”
21 ปีผ่านไป ก๊ะยังจำถึงความทรมานได้ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ก๊ะลุกขึ้นมาเป็นโจทย์ที่ 1 ยื่นฟ้องแพ่งเรียกค่าเยียวยากรณีเหตุการณ์ตากใบ
ภายใต้ฮิญาบที่ก๊ะสวม เราที่นั่งใกล้เห็นหยดน้ำตามาเป็นระยะ เวลาที่ผ่านไปอาจลดทอนความหนักหน่วง วันนี้แม้ไม่ถึงขั้นร่ำไห้แต่มันยังคงไหลเรื่อยๆ ไม่เคยหยุด
“หลานถามย่า เพื่อนคนอื่นเขามีปู่กันหมด หลานถามปู่หนูไปไหน”
พี่ชายวัย 19 ของ มูฮำมะซาวาวี อุเซ็ง
“ตอนนั้นพี่ชายอายุ 19 ชวนน้อง(ตัวเอง) อายุ 15 ไปไถนาเวลา 6 โมงเช้า เพราะ 8 โมงเช้าต้องไปซื้อของต่อที่ตากใบ ซึ่งพี่ไม่ได้ชวนน้อง”
มูฮำมะซาวาวี อุเซ็ง เล่าเหตุการณ์ช่วงต้นและกลางเหมือนๆ กับคนอื่น ต่างกันแค่ตอนท้าย – พบศพพี่ชาย อับดุลฮาดี อุเซ็ง 1 ใน 85 ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์
“เหมือนต้นไม้โดนเผา คนอาบน้ำศพบอกว่า ถ้าลูบน้ำละหมาดผิวจะถลอกเลย”
ตามหลักศาสนาอิสลาม เมื่อมีคนตาย จะต้องจัดการศพภายใน 24 ชั่วโมง แต่ศพพี่ชายและคนอื่น ไม่ได้รับการดูแล กว่าจะได้ทำศพ ก็กินเวลาหลายวัน
“ตอนไปดูศพ เราจำไม่ได้ ดีที่พี่ชายสวมแหวนเราเลยจำได้ เราเจ็บปวดมาก เหตุการณ์นั้นทำให้คนตากใบกลัว 20 กว่าปีที่ผ่านมา เลยหนีไปทำงานมาเลฯ ไปกทม.กันเยอะ”
ส่วนที่ทางการระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่า เพราะขาดอากาศหายใจ มูฮำมะซาวาวีถามมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วว่า แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ขาดอากาศหายใจ จนถึงวันนี้เขาก็ยังไม่ได้รับคำตอบ
มูฮำมะซาวาวีตัดสินใจฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ ด้วยเหตุผลสำคัญว่า ไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดกับใครอีก ไม่ว่าคนนั้น กลุ่มนั้น จะนับถือศาสนาใดก็ตาม แต่คดีก็หมดอายุความไปเมื่อ 25 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา
“เราสู้ด้วยกฎหมายจนศาลประทับรับฟ้องแล้ว แต่จำเลย 7 คนไม่มาให้ปากคำเลยซักคน แล้วจะให้เราสู้กับอะไร” เป็นอีกคำถามที่มูฮัมมะซาวาไม่เคยได้คำตอบ

เขาบอกว่า คดีความมีวันหมดอายุ แต่ความรู้สึกไม่มีวันหมดอายุ
วงสนทนา ‘ตากใบพูด’ หนนี้บอกเอาไว้ก่อนเริ่มงานว่า วงนี้จะทำให้คนนอกพื้นที่มีโอกาสสัมผัสใจของตากใบในฐานะมนุษย์ด้วยกัน ได้พบ ได้เชื่อมใจ ได้เรียนรู้จากกันจริงๆ แบบไม่ผ่านข่าวสารหรือคำบอกเล่า
และมากกว่าการเล่าแบบเห็นหน้าเห็นตา คำถามสำคัญมีอยู่ว่าแล้วเจ้าของเรื่องเล่าเหล่านี้ ลึกๆ แล้วเขาต้องการอะไร
“เราไม่ได้ฟ้อง ไม่ได้ต่อสู้ หรือมาวันนี้เพราะความแค้น แต่เพราะไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับใครอีก ไม่อยากเห็นใครเจ็บปวดทรมานแบบเราอีก”
ขอให้ตากใบเป็นกรณีสุดท้าย – มูฮำมะซาวาวีบอก
