อัตตา กร อัษฏกร เดชมาก AUTTA

“กอดจนเขารู้สึก อย่างน้อยผมว่าเขารู้สึกเพราะผมก็รู้สึก”ถ้าเพลงของ ‘AUTTA’ เป็นการกอด มันคือการกอดแบบนั้น

ครั้งหนึ่งเราทราบข่าวการหายตัวไปของ AUTTA (AUTTA) AKA ของกร-อัษฎกร เดชมาก แต่ไม่นานก็พบตัว 

หลายคนรู้มาบ้างว่าแรปเปอร์วัย 24 คนนี้มีภาวะซึมเศร้า จนต้องเข้ารับการรักษาและรักษามาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ปี 

ย้อนกลับไปวันที่หายตัว สัญญาณแปลกๆ เริ่มต้นจากการส่งข้อความบอกรักคนรอบตัว จนทุกคนเอะใจ และตามหาตัวเค้าผ่านทุกช่องทาง รวมถึงโซเชียลมีเดียต่างๆ ในที่สุดแฟนคลับคือคนที่เจอตัว แจ้งข่าว และเข้าสู่การรักษาอย่างปลอดภัย 

แต่ระหว่างทางในช่วงที่จิตใจดิ่งที่สุด ‘กร’ ชื่อเล่นจริงๆ ของ AUTTA ยังพบเจอคอมเมนต์แบบนี้ 

“อันนี้คลาสสิกเลยนะ อยากให้คนโอ๋อะดิ อยากดังอะดิ อะไรอย่างนี้ หนีออกจากบ้านแบบทีเจหน่อยเว้ยคนจะได้ตามหา ผมแบบ เออ คนเรามันใจร้ายเนอะ เราไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ แต่เราก็ว่ากัน ตัดสินกัน” 

ว่ากัน ตัดสินกัน ทั้งที่ไม่รู้จักกัน – เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ซ้ำๆ ทั้งจากคนที่รู้จักและไม่รู้จักเรา จนทำให้กรรู้สึกมาตลอดว่าตัวเองไม่เข้าพวก และตั้งคำถามถึงการมีชีวิตอยู่ของตัวเองตลอดเวลา ภาวะนี้มีชื่อว่า ‘Existential crisis’ หรือวิกฤติการมีชีวิตอยู่ แต่ส่วนตัวกรเรียกมันว่า  ‘ภัยพิบัติของการมีชีวิตอยู่’  

และเพลง ‘ประกายฟ้า’ ที่กรแต่งให้ ประกายฟ้า พูลด้วง นักดนตรีและยูทูบเบอร์ ที่ตัดสินใจฆ่าตัวตายในช่วงโควิดที่ผ่านมาเพราะปัญหาเศรษฐกิจ เป็นเพลงแรกที่กรแต่งให้คนอื่น เพราะคิดว่าเมื่อถึงจุดดิ่งที่สุดของชีวิต ทุกคนต้องการการกอดที่ไม่ใช่การกอดแบบแรปเปอร์ แต่เป็นการกอดแฟนคลับที่เดินที่มาบอกเค้าว่า “พี่ ผมไม่ไหวแล้ว ผมขอกอดหน่อย” 

“เราก็กอดจนเขารู้สึก อย่างน้อยผมว่าเขารู้สึกเพราะผมก็รู้สึก” 

ถ้าเพลงของกรมันเป็นการกอด มันคือการกอดแบบนั้น 

กร-อัษฏกร เดชมาก (AUTTA)

วัยเด็ก : เศร้าแต่ไม่รู้ว่าจะพูดมันออกมายังไง 

กรได้ยินคำว่า Mental Health หรือสุขภาพจิต ครั้งแรกเมื่อไหร่

ผมได้ยินครั้งแรกตอนที่เริ่มโตแล้วนะครับ สัก ม.2 ม.3 ผมว่ามันเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทยสมัยโน้น

ได้ยินจากไหน

น่าจะเป็นโลกโซเชียลครับ เพราะตอนเราเด็ก ๆ สมมติมีคนฆ่าตัวตาย เขาจะใช้คำว่าคิดสั้น อกหัก ฯลฯ มันดูเป็นเรื่องที่เราคิดน้อย แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ เราไม่มีทางเข้าใจเขา เราเห็นแต่ผลลัพธ์ พอมันมีคำว่า “ก็เพราะเขามีปัญหาสุขภาพจิต” ก็เลยอ๋อ เขาคือคนป่วยคนหนึ่ง ที่อาจจะได้รับการรักษาไม่ทัน ผมว่ามันเมกเซนส์มากๆ พอมันมีคำนี้ขึ้นมา

แล้วช่วงไหนที่เราไปทำความรู้จัก หรือทำความเข้าใจมันจริงๆ 

จริงๆ เราไม่ได้พยายามไปทำความเข้าใจมันนะครับ แต่มันเหมือนซึมๆ อยู่ในการใช้ชีวิตประจำวันของเรานี่แหละครับ

ช่วงไหนในชีวิตที่รู้สึกว่าเรามีคำนี้อยู่กับตัวมากที่สุด 

ช่วงที่เริ่มทำงาน อายุ 20 แล้ว ถึงได้มารู้สึกตัวว่า อ๋อ มันมีเรื่องนี้อยู่จริงๆ นะ คือมันมองไม่เห็นน่ะ มันไม่เหมือนโรคผิวหนัง แต่มันส่งผลต่อกายภาพเราเหมือนกัน กว่าเราจะรู้สึกตัวว่า เออ เราผิดปกตินะ

แต่ละเพลงของกร ไม่มีคำว่าสุขภาพจิตเลย แต่ในฐานะคนฟัง เรารู้สึกว่ามันพูดถึงสิ่งนี้อยู่ข้างใน เพราะอะไร 

จริง ๆ ผมไม่ได้ตั้งใจเขียนเพลงเพื่อให้มันสื่อสารว่า “ว้าว เรื่องสุขภาพจิต” ไม่ใช่นะครับ ผมแค่ไม่รู้จะพูดยังไงมั้ง ไม่รู้จะคุยอย่างนี้กับใคร  ก็เลยเขียนระบายลงเพลง แค่นั้นเอง ไม่ได้ต้องการให้มันสื่อสารกับใครหรอก แต่ถ้ามันสื่อสารได้ก็โอเค แต่ผลประโยชน์หลักๆ คือตัวเรา

หลายคนที่เผชิญภาวะซึมเศร้า ก็เป็นภาวะแบบนี้ คือไม่รู้จะพูดกับใคร

ก็เป็นไปได้นะครับ มันหลายปัจจัย แล้วแต่คน บางคนไม่มีใครให้พูดด้วย บางคนก็ไม่กล้าจะหยิบสิ่งที่เรารู้สึกไปพูดกับใคร บางคนรู้สึกว่าไม่อยากให้คนอื่นมาเครียดกับปัญหาของเรา หรือมันอายที่จะหยิบไปพูดกับใคร มีได้หลายอย่างมาก

กรอยู่ในเคสไหน

ผมอยู่ในเคสที่ไม่รู้ว่าต้องพูดด้วยเหรอวะ ไม่รู้ว่าเราต้องพูดกับคนอื่นนะว่าเรามีปัญหา แต่มารู้ตัวอีกทีตอนที่มันวายป่วงไปแล้ว

การที่เราไม่รู้ว่าต้องพูดด้วยเหรอ มันน่าจะเป็นเพราะอะไร

เหมือนตอนแรกเราคิดว่ามันไม่ได้เป็นปัญหาขนาดนั้นมั้ง อย่างตอนเด็กแม่ผมเอาผมไปให้ลูกค้าเลี้ยง ลูกค้าที่มาจ่ายตลาดร้านแม่ คือตอนนั้นเราก็แค่ใช้ชีวิตไป แต่ตอนนี้ ผมสงสัยว่าแม่เอาผมไปให้ใครเลี้ยงทำไมวะ คือเวลาเราอยู่ในจุดตรงนั้นเราไม่คิดว่ามันเป็นปัญหา แต่พอเราถอยออกมาแล้วมองกลับไปเราถึงเห็นว่ามันไม่โอเคนะ

วัยรุ่น : วายป่วงแล้ว 

อ่านบทสัมภาษณ์เก่าๆ ของกรเรื่องโรคซึมเศร้า อยากย้อนถามว่าอะไรที่ทำให้รู้ว่าเราไม่สบายแล้ว

ผมเริ่มรู้สึกว่าเอาไม่อยู่ตอนที่เริ่มนอนไม่ได้หนักๆ ครับ คือตอนแรกผมนอนไม่ได้แล้วก็ไปเล่นเกม เล่นเกมจนเช้า แต่มันก็จะมีจุดนึงที่เราไม่ได้อยากเล่นเกม เราแค่นอนไม่ได้เราเลยไปเล่นเกม แล้วก็มีไปเขียนเพลง เราก็ไม่ได้อยากเขียนเพลงขนาดนั้นแต่เรานอนไม่ได้ก็เลยไปเขียนเพลง พอเรานอนไม่ได้มันเริ่มกระทบไปหลายๆ อย่าง พอนอนไม่ได้มันก็เริ่มตื่นไม่ได้ ตื่นแล้วก็ไม่อยากลุกไปทำงาน ไปเรียน ไม่อยากตื่น ไม่มีแรง มันกระทบไปเรื่อยๆ สุขภาพร่างกายแย่หมด เราเริ่มรู้สึกว่าไม่โอเคแล้ว

สมมติเราคุยกันอยู่แบบนี้ ผมได้ยินเสียงพี่พิมพ์คีย์บอร์ด ผมจะรู้สึกว่าพี่พิมพ์ด่าผม หรือพิมพ์นินทาผมกับอีกคนหนึ่งอยู่ หรืออีกคนหนึ่งคุยโทรศัพท์ก็คิดว่ากำลังคุยด่าผมอยู่ คนนั้นคุยกัน เขาว่าผมอยู่แน่เลย คิดอย่างนี้กับทุกคนรอบๆ ตัว ตอนนั้นผมรู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว อยากวิ่งออกไปให้รถชนเลย ตรงๆ เลยนะ

จนวันหนึ่ง ผมรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ต้องกลับบ้านไปนอนแล้ว ผมก็ไปซื้อน้ำใน 7-11 ก็คิดว่ากินน้ำน่าจะดีขึ้น สรุปไปซื้อน้ำแล้วผมก็ยืนค้างอยู่ตรงเคาน์เตอร์ 

แล้วพนักงานดันจำผมได้ “พี่ใช่ AUTTA เปล่าครับ”​ ผมก็ “ครับ” เขาเห็นสภาพผมผิดปกติแน่ๆ แล้วถามว่า “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” แล้วผมก็ “…ขอโทษครับ” ผมก็รู้สึกแย่ แย่ลงไปกว่าเดิมอีก แย่มากๆ แบบ โห เขาต้องมาเห็นเราในสภาพนี้ แบบทุเรศตัวเอง รู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่มากๆ เลยตอนนั้น เลยตัดสินใจไปหาหมอ 

ไปหาแล้วเป็นอย่างไรบ้าง 

ช่วงแรกๆ คือดื้อเลย หมอให้ยามาก็กินไม่ตรงบ้าง ช่วงแรก ๆ ที่เริ่มกินยา คือผมไม่รู้ว่ายาซึมเศร้านี้มันจะไปตีกับแอลกอฮอล์ไหม ผมเลยดื่มเบียร์ก่อนเล่นคอนเสิร์ต 2 กระป๋อง มันเมาเท่ากับ 10 กระป๋องเลย คือผมเมามากๆ แต่วันนั้นโชว์ก็รอดไปครับ สุดท้ายก็ไปถามหมอแนท (นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนันท์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โฆษกกรมสุขภาพจิต) ว่าหมอครับ ผมกินเบียร์แล้วมันเมามากเลยครับ หมอก็บอกว่า แอลกอฮอล์มันจะไปยับยั้งเอนไซม์ที่สลายยาตัวนี้ พอคุณกินยาเข้าไปมันเลยเมากว่าเดิม “งั้นผมควรเลิกกินยาหรือเลิกกินเหล้าครับหมอ” … เออ ผมก็สงสารหมอเหมือนกันนะ  (ยิ้ม) แต่ก็สรุปได้ความว่าไม่ควรกินยาพร้อมกินแอลกอฮอล์ครับ สุดท้ายทุกวันนี้ก็เลิกกินแอลกอฮอล์ได้มาสักพักใหญ่แล้วครับ แล้วก็ออกกำลังกาย ช่วยได้เยอะมากเลยครับ

ตอนนี้กินยาอยู่ไหม

กินอยู่ครับ

ปัญหาที่หลายคนเป็นคือคนรอบข้างไม่เข้าใจ ต้องอธิบาย รวมถึงการตีตรา โดยเฉพาะการตีตราตัวเองว่าทำไมฉันเป็นแบบนี้ ฉันเป็นบ้าหรือเปล่า กรเคยตีตราตัวเองหรือเคยถูกตีตราจากคนรอบข้างบ้างไหม

มีอยู่แล้วครับ มีแน่นอน มีทั้งคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ มีคนที่เขาว่าเราว่าเรียกร้องความสนใจ อันนี้คลาสสิกเลยนะ อยากให้คนโอ๋อะดิ อยากดังอะดิ อะไรอย่างนี้ หนีออกจากบ้านแบบทีเจหน่อยเว้ยคนจะได้ตามหา 

ผมแบบ เออ คนเรามันใจร้ายเนอะ เราไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ แต่เราก็ว่ากัน ตัดสินกัน ผมว่าคนใจร้ายมันมีเยอะ ไม่ต้องถึงขั้นเรื่องสุขภาพจิตหรอก เอาแค่เรื่องอื่นๆ ติฉินนินทากันเยอะอยู่แล้ว ยิ่งเรื่องนี้ที่ความเข้าใจมันไม่เท่ากันในแต่ละคน ทำให้เราโดนว่าได้ง่ายๆ เลย

การว่านั้นมันส่งผลกระทบกับเราเยอะไหม

ผมอาจจะมีภูมิคุ้มกันทางคอมเมนต์สูงนิดนึงเพราะว่าโดนมาเยอะ แต่ว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องที่ดีนะ คือผมชอบอ่านคอมเมนต์ครับ ผมอ่านทุกอัน ผมกล้าพูดว่าในชีวิตผมอ่านคอมเมนต์เกินแสน

การพูดว่าตัวเองมีภูมิคุ้มกัน หมายความว่ากรยอมรับก่อนว่าตัวเองเป็น อะไรทำให้กรยอมรับตัวเอง

แยกเป็น 2 เรื่องก่อนนะครับ เรื่องเป็น กับเรื่องมีภูมิคุ้มกัน เอาภูมิคุ้มกันก่อน ผมพูดไปอย่างนั้นแหละ ไม่จริง จิตใจเปราะบางเหมือนเดิมครับ อย่าว่าผมเลย จิตใจอ่อนแอครับ แต่ก็เรียนรู้ที่จะรับมือได้ดีขึ้น ส่วนเรื่องยอมรับว่าตัวเองเป็น มันต้องยอมรับแล้วแหละไอ้จุดที่ผมอยากตายเนี่ย คือมึงผิดปกติแล้ว

การยอมรับตัวเอง กับการพยายามทำความเข้าใจของคนรอบข้างมันสำคัญยังไง

มันเป็นเหมือน inside กับ outside ครับ การยอมรับตัวเองคือตระหนักรู้ว่า อ๋อ ฉันเป็นคนมีวิธีคิดแบบนี้ มีนิสัยใจคอแบบนี้ มีกิจกรรมทำงานแบบนี้ พอเราเข้าใจตัวเองมันทำให้เราคาดคะเนล่วงหน้าได้ว่า ถ้าเราเอาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ จิตใจเราจะรู้สึกแบบนี้ ถ้าไปอ่านคอมเมนต์ เป็นแน่นอน คือเราจะคาดคะเนสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ ส่วนความเข้าใจของคนรอบข้างก็มีผลครับ โดยเฉพาะคนใกล้ชิดเรา พอเขาเข้าใจเรา เขาก็จะคาดคะเนการกระทำของเราได้ด้วยว่า อ๋อ ถ้าเราเจอเหตุการณ์แบบนี้เราจะรู้สึกแบบนี้ ความเข้าใจของเขาก็เลยช่วยสร้างสังคมที่มันดีขึ้นรอบๆ ตัวเราได้ด้วย 

ยกตัวอย่างความเข้าใจของคนรอบข้างที่ส่งผลดีต่อตัวกรได้ไหม

มันน่าจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ อย่างพ่อผมตอนแรกๆ ที่เขาได้ยินชื่อโรคนี้ เขาจะรู้สึกว่ามันคือโรคขี้แพ้ โรคคนอ่อนแอ ไม่สู้ล่ะ มึงต้องสู้สิ มันยากเลยนะพอเขาคิดว่ามันคือโรคขี้แพ้ มันก็ปิดประตูที่เราจะได้คุยกัน ได้สื่อสารกันว่าเราคิดอะไร เราเจออะไร แต่ถ้าได้แลกเปลี่ยนกันว่า เป็นอะไรอะ คิดอะไรอยู่ เจออะไรมา ฟัง แค่นั้น มันจบแล้ว  มันก็เปลี่ยนบรรยากาศการสนทนาแล้วครับ

ความเข้าใจจากคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อ มีไหม 

เพื่อนครับ อันนี้คือพีคมาก ผมไปหาหมอวันแรก แล้วก็เห็นไอ้นี่คุ้นๆ เดินไปเดินมา ก็เลยส่งข้อความไปหา “มึงอยู่โรง’บาลนี้เปล่า” “อ๋อ ใช่” คือเพื่อนห้องเดียวกันเลย มันมาหาที่โรงพยาบาลเดียวกันครับ ก็เลยแบบ อ๋อ เข้าใจกันเอง คือๆ กัน ไม่ได้ตัดสินอะไรกัน

ปัญหาทางการเงิน ปัญหาทางเศรษฐกิจ นำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต กรเห็นด้วยไหม 

ผมว่าปัญหาการเงินเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสุขภาพจิต แต่ไม่ใช่ทั้งหมดนะ ผมว่ามันเกิดได้หลากหลายมากเลย การเงินก็ส่วนหนึ่งแต่มันจะลามไปเรื่องอื่น สมมุติเราไม่มีเงิน มันก็จะลามไปเรื่องการเป็นอยู่ การรักษาโรคต่างๆ หรือแม้กระทั่งเรื่องการหาหมอ ค่ายาเดือนนึงแพงนะ ค่ายา 3 เดือนผมหมื่นนึง ถ้าคุณไม่มีค่ายาตรงนี้ก็แย่นะ ด้วยความที่ยาที่ผมใช้มันไม่อยู่ในทะเบียน มันก็เลยราคาสูง นี่คือผมไปโรงพยาบาลรัฐบาลนะครับ ถ้าไปเอกชนก็คูณเข้าไป มีหลายหมื่น

เพลงที่กอดแบบกอดจนรู้สึก ไม่ได้กอดแบบแรปเปอร์ 

แต่ละเพลง แต่ละประโยค กรพูดถึงชีวิตปัจจุบันที่เราเผชิญอะไรอยู่ เช่น “ฉันอยากมีชีวิตอยู่ อยู่บนโลกที่โหดร้าย” กรบอกว่ากรทำเพลงเพื่อสื่อสารเรื่องภายในตัวเองออกมา แต่ในฐานะนักดนตรี กรคิดว่าเพลงนี้นอกจากสื่อสารกับตัวเองแล้ว กรต้องการสื่อสารกับใครหรือกลุ่มไหน

จริงๆ ตอนเขียนไม่ได้คิดอะไรมากกว่านั้นเลยครับ ตัวเองล้วนๆ เลย แต่พอได้ทำออกมาเป็นซิงเกิลผมว่ามันเหมือนเป็นเพื่อนของคนที่กำลังคิดแบบนี้มั้ง ผมชอบที่ทีม YUPP! ทำเสื้อออกมามากเลย เป็นตัวอักษรว่า I wanna be alive in this cruel world. ต้องไปส่องกระจกถึงจะเห็นว่า “เฮ้ย นายเจ๋ง นายยังมีชีวิตอยู่ได้” มันเท่ดี  

จากประโยคนี้ บนโลกที่โหดร้าย เหตุผลอะไรที่ทำให้กรอยากมีชีวิตอยู่ 

เอาจริงๆ ทุกวันนี้ไม่มีเลย แต่มันไม่ได้เหมือนสมัยก่อนนะที่พอไม่มีมันเลยอยากตายหรือไม่อยากอยู่ แต่ตอนนี้มันไม่มีเพราะว่ามันโอเค เฉยๆ เอนจอยกับวันวันนึงก็โอเคแล้ว อยู่กับหมาแมว ได้กินข้าวอร่อยๆ ก็โอเคแล้ว ไม่ได้คิดมากมายขนาดนั้น

จากบทสัมภาษณ์เก่าๆ กรบอกว่าตัวเองอยากมีค่ามาตลอด ปัจจุบันนี้เราคาดหวังหรือมองว่าเรามีค่าตามที่หวังไว้หรือยัง

ตอนนี้รู้สึกว่าช่างแม่งประมาณนึงครับ ไม่รู้ว่าเพราะว่าผมโตตามวัยด้วยหรือความคิดมันเปลี่ยนไปแล้วนะ รู้สึกว่าขี้เกียจพิสูจน์อะไรกับใครแล้ว แต่ก่อนคงอยากเป็น someone หรืออยากได้รับการยอมรับ แต่ตอนนี้มัน bullshit อะ แล้วแต่ว่าใครจะแสดงความเห็นยังไง ไม่ใช่อยากรู้สึกมีค่า เอาแค่ครอบครัวเรา คนที่รักเรา รู้สึกดีก็โอเคแล้ว

แล้วมาช่วยงานด้านสุขภาพจิตได้อย่างไร 

ตอนแรกที่ผมเจอหมอแนทเลยคือ เพลงชื่อ ‘ไหนเล่า’ ครับ กรมสุขภาพจิตอยากทำเพลง แล้วตอนนั้นผมยังไม่ได้ไปหาหมอเลยมั้ง แต่เริ่มขวนขวายหานักจิตบำบัดแล้ว แล้วก็ไปเจอกับกรมสุขภาพจิตพอดี แต่ตอนนั้นผมโคตรไม่อินในการทำเพลงปลอบคน 

ตอนนั้นไม่อิน แล้วตอนนี้อินแล้วเหรอ

ผมไม่อินขนาดนั้นนะ พูดไปมันจะดูน่าเกลียดไหม แต่ถ้าผมเป็นคนฟังนะ ผมก็คงไม่อินกับเพลงผมอะ

เพราะอะไร 

ผมไม่รู้ คือมัน personal มากๆ มั้ง ไม่ได้คิดว่าคนอื่นจะต้องอินกับสิ่งนี้

แต่มันดันมีคนอินนะ

เขารู้สึกเหมือนมีเพื่อน เขารู้สึกว่ามีคนคิดแบบฉันเลย หรือบางคนไม่ได้เป็นอะไรเลยนะ แต่เราคิดแบบนี้เลยว่ะ เราไปหาหมอดีกว่า ฉันว่าฉันรู้สึกจิตใจไม่ค่อยดีแล้ว เราไปตรวจ อ้าวเจอ อ้าวได้รักษา อ้าว ดี มันก็มีทางทำประโยชน์ได้ของมันนะ นั่นคือสเน่ห์ของงานศิลปะมั้ง 

มันน่าจะเหมือนสมัยก่อนที่ตอนที่กรบอกว่า เวลาเราเศร้า เราต้องพูดมันออกมาด้วยเหรอ และเราไม่รู้ว่าเราเป็นอะไรหรืออธิบายมันออกมาไม่ได้ 

ผมว่าเราอินกับงานที่เรา relate ได้มั้ง เหมือนบางคนอินกับความรักมากๆ ก็ชอบเพลงรัก เพลงอกหัก ซึ่งผมเป็นคนไม่อินกับเพลงรัก เพลงอกหักเลย แต่มันก็จะมีเพลงประเภทที่ผมอิน คือเรื่องการใคร่ครวญว่าตัวเองคือใคร อย่างไร เรื่อง Existential crisis หรือการตระหนักรู้ถึงการมีชีวิตอยู่ของฉัน

Existential crisis อธิบายเพิ่มเติมได้ไหม  

existential crisis ภัยพิบัติของการมีตัวตนอยู่ว่ากูถือกำเนิดขึ้นมาทำไมวะเนี่ย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือผมว่าเราจะชอบสิ่งที่ทำให้เราเป็นส่วนหนึ่งกับมัน แต่ถ้าเราอยู่ในปาร์ตี้ที่ทุกคนแบบ เฮ้ย เพื่อน ว่าไง จอย ทุกคนคุยกันหมด ยกเว้นเรา เราก็จะรู้สึกตัวเล็ก เราจะรู้สึกว่าเราไม่ใช่ส่วนหนึ่งของที่นี่ เราก็จะไม่อิน ไม่ relate และไม่ชอบมันในที่สุด เพลงก็ทำงานแบบเดียวกัน

กรรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งกับคนหมู่มากไหม

ไม่ค่อย ยิ่งโตยิ่งยากขึ้น

แต่ความรู้สึกไม่เข้าพวก มันสำคัญไหมในการแต่งเพลง

แต่ก่อนผมคิดมากเลยนะ ตอนเริ่มแต่งเพลง ว่าชีวิตนี้ผมแต่งแนวอื่นไม่ได้แล้วอะ เพราะว่าในหัวคิดแต่เรื่องแบบนี้ คิดแต่เรื่อง existential crisis ไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นๆ เลย แต่ผมว่างานเราก็คงสะท้อนสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราเป็น

ผมชอบคำนี้นะ ภัยพิบัติของการมีชีวิตอยู่ 

มาถึงเพลง ‘ประกายฟ้า’ น้องที่เผชิญปัญหาทางจิตใจ ปัญหาทางเศรษฐกิจในช่วงโควิดที่ผ่านมา จนตัดสินใจฆ่าตัวตาย กรแต่งเพลงประกายฟ้าเพื่ออะไร ต้องการสื่ออะไรผ่านเพลง

เพลงนี้เป็นเพลงแรกๆ ที่ผมรู้สึกว่าไม่ได้อยากเขียนเพื่อตัวเองแล้ว อยากเขียนให้คนอื่นจริงๆ เพราะว่ามันเกิดขึ้นตอนที่ไปนั่งดูเพลงในอัลบั้ม แล้วก็ลิสต์ว่าเพลงฟีลไหนวะ เศร้า ดิ่ง เครียด ประชดชีวิต บลา ๆๆ ทั้งอัลบั้มมัน negative หมดเลยอะ แล้วเราก็รู้สึกว่าด้วยความที่เราอ่านคอมเมนต์มั้ง แล้วเราก็เห็นว่าคนที่เข้ามา พี่ ผมเป็นแบบนี้ ผมเครียดอย่างนี้ ที่บ้านผมไม่เข้าใจเลยอะไรอย่างนึ้ คนแบบนี้มันไม่ได้ต้องการแค่พลังงานลบแล้วอะ คนต้องการคนกอด ทุกคนต้องการการกอด ก็เลยอยากให้เพลงนี้มันกอดคนมั้ง 

กอดของกรคือกอดแบบไหน

ผมไม่รู้จะพูดยังไงเหมือนกันว่ะพี่ ผมไม่ชอบที่สุดคือกอดแบบแรปเปอร์อะ กอดแบบแรปเปอร์แม่งไม่จริงใจสุดๆ เลยอะ แบบ hey, man! มึงไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นเพื่อน 

คือบ้านผมไม่แสดงความรักเลยแต่ผมเห็นบ้านแฟนทำครับ  แฟนก็กอดแม่ หอมแม่ ลูกพี่ลูกน้องมากอด ทุกคนกอดกัน หอมแก้มกัน แล้วแม่เขาก็มากอดผม ผมก็รู้สึก เฮ้ย แปลก ชีวิตเราไม่เคยได้รับสิ่งนี้ หลังจากนั้นผมก็เลยกลับไปทำใส่พ่อแม่บ้าง เอาตรงๆ บ้านผมไม่ได้น่ารักกันขนาดนั้นอะ แต่ผมซัดก่อนเลย เข้าไปกอดพ่อ กอดแบบหมูอ้วน หมั่นเขี้ยว พ่อผมร้องไห้เลย ความรู้สึกนี้มันเหมือนตอนที่ผมไม่รู้ว่าต้องพูดเรื่องซึมเศร้าด้วยหรอ ไม่รู้ว่ามันมีความผิดปกติด้วยหรอ พ่อผมก็เหมือนกัน ไม่รู้ว่ามันต้องมีการกอดด้วยหรอ แต่พอโดนกอดแล้วมันรู้สึกดีว่ะ ผมก็ทำใส่แม่เหมือนกัน กอด ร้องไห้ ไม่รู้เลยว่าต้องมีการกอด

เรารู้สึกดี ผมชอบมากเลย มันเหมือนเราใช้ยาแต้มสิวแล้วดีอะ เลยบอกต่อ ของดีเลยบอกต่อ ทุกวันนี้ไปกินข้าวกัน แล้วเราจะกลับบ้านขึ้นรถแล้ว พ่อยืนแบบนี้ ยังไม่กอดเลย ทุกวันนี้เป็นอย่างนี้แล้ว เขารอกอด

ถ้าเพลงของกรมันเป็นการกอด มันจะเป็นการกอดแบบไหน 

มันโคตรเป็นความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนเลยนะ ผมก็เจอกอดแบบแรปเปอร์มานะ แล้วผมไม่อินเลย แต่พอผมไปกอดกับแฟนคลับที่บอกว่า “พี่ ผมไม่ไหวแล้ว ผมขอกอดหน่อย”  เราก็จะกอดจนเขารู้สึก อย่างน้อยผมว่าเขารู้สึกเพราะผมก็รู้สึก มนุษย์เราละเอียดอ่อนกว่านั้นมั้ง ละเอียดอ่อนกว่าแค่คำพูด หรือแค่ตัวอักษร คือเราไม่ได้ยินน้ำเสียง ไม่เห็นสีหน้าท่าทาง มันก็คงคล้ายๆ ความรู้สึกไม่อินกับตัวอักษรว่ากอดๆ  ความรู้สึกมันละเอียดอ่อนกว่ามาก

การป่วยไม่เคยเลือกชนชั้น

จริงๆ แล้วในความคิดของกร คนที่เผชิญภาวะนี้ เขาต้องการอะไรบ้าง โดยเฉพาะจากคนรอบข้าง

เขาต้องการหายครับทุกคน ค่ายาแม่งแพงชิบหายครับ มันเหมือนเราเป็นมะเร็งเราก็อยากหายอะ วันนึงกินยาเยอะมากนะพี่ แล้วยามันเม็ดใหญ่มาก วันหนึ่งก็ 5-6 เม็ด ผมว่าคนรอบข้างเป็นส่วนนึงแล้วกัน ปัจจัยมันเยอะมากเลยครับ ไม่ว่าจะสุขภาพร่างกาย ความคิด อารมณ์ สังคมที่ทำงาน ครอบครัว แค่เราเป็นคนข้างๆ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สังคมเขาน่าอยู่ขึ้นหรือเปล่า

คิดว่าสังคมหรือคนทั่วๆ ไปยังมองข้ามประเด็นไหนไปอีกไหม เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพทางใจ

ปัญหาสุขภาพจิตไม่ใช่เป็นเรื่องของคนมีตังค์อย่างเดียวโว้ย เพราะว่าผมไปโรงพยาบาลรัฐเนี่ย ผมเจอคนทุกระดับเลย ผมเจอตั้งแต่คนรวยเลย ไปยันตายาย 2 คนที่หิ้วกันมาแบบลำบาก นั่งรถเข็นแล้ว ยายก็ล้มลงไป เข่าก็ไม่ดี แต่ก็ต้องมาเอายา มารับยา โรงพยาบาลมันรวมทุกคนที่ป่วยอะครับ แล้วการป่วยมันเลือกชนชั้นด้วยหรอ มันไม่เลือกครับ

แต่อีกปัญหาหนึ่งคือผู้ป่วยปัญหาทางจิตทำประกันสุขภาพไม่ได้ ผมเซ็งมาก คือผมเส้นเสียงอักเสบก็ทำประกันไม่ได้ เพราะมีเรื่องสุขภาพจิต ผมไม่รู้ว่าเรื่องนี้เป็นกันทั้งโลกไหมนะ แม่งตลกร้ายมาก 

มันมีเรื่องสามเหลี่ยมของมาสโลว์ ที่ว่ามนุษย์จะเติมเต็มความพึงพอใจตามระดับ ตั้งแต่เรื่องอาหารการกิน เรื่องพื้นฐาน ไปจนถึงเรื่องที่มันซับซ้อนขึ้น existential crisis เป็นหนึ่งในนั้น เรื่องการได้รับการยอมรับในสังคม การยอมรับในการมีตัวตนอยู่ของตัวเอง ซึ่งคนชนชั้นกลางพอมันเติมความสุขของตัวเองไปได้เรื่อย ๆ จนมันไม่เหลืออะไรให้เติมต่อ สิ่งที่เหลืออยู่คือเรื่องพวกนี้ self awareness, self esteem ความพึงพอใจในตัวเอง ผมว่ามันเลยเป็นเรื่องนั้นที่เราตระหนักรู้ว่าสามเหลี่ยมนี้เราเติมไปจนถึงจุดหนึ่งแล้ว

แล้วเราจะอยู่ต่อไปยังไงใน existential crisis

ทำยังไงให้อยู่ได้ ผมว่าก็ต้องเติมเต็มส่วนที่เหลือ มนุษย์มันถูกดีไซน์มาแบบนั้นมั้ง แต่เพื่อให้อยู่ต่อไปได้ มันก็คือการยอมรับในตัวเองด้วยนะครับ คือ self esteem ที่ป็นการยอมรับตัวเองจากภายในจริงๆ ไม่ใช่การยอมรับจากคนอื่นแล้ว 

แต่มันก็ยากนะ ในสังคมที่จ้องจะทำลาย self esteem เราเหลือเกิน

แน่นอนครับ มันก็คงเป็นตั้งแต่ยุคนั้นแล้วเหมือนกันครับ เป็นทุกยุคแหละ โคตรมนุษย์เลย