“เราเป็นคนตัวใหญ่แขนใหญ่ขาใหญ่ แต่หน้าท้องเราแบนราบตลอด”
ไม่ใช่มุก แต่เป็นประโยคที่ ‘แตงโม’ กิตติพร โรจน์วณิช อธิบายตัวเองไว้ เพราะตั้งแต่เด็กครอบครัวใช้การขำมาแก้ปัญหาตลอด
“ไม่เคยพูด อาจจะเคยพูดกับเพื่อนบ้าง เพราะไม่อยากให้ที่บ้านดูไม่ดี แต่ค้นพบแบบคิดเองได้ว่า จริงๆ ฉันตลกก็เพราะพ่อแม่ พ่อแม่ทะเลาะกันแล้วฉันก็ต้องแก้ปัญหา ถนัดมากในการ roast (ล้อเลียน) พ่อแม่ ถ้าเขาทะเลาะกันปุ๊บเราจะทำให้เขาขำเลย”
หรือเวลาร้องไห้ พี่สาวก็จะเข้ามาชาร์จพร้อมตุ๊กตาหมีพร้อมเล่นละคร เด็กหญิงแตงโมที่หน้าเปียกอยู่ จู่ๆ ก็เฮ้ย หมีน่ารัก แล้วหัวเราะพรวดออกมา
“เดี๋ยวก็ร้องไห้เดี๋ยวก็หัวเราะ จนกลายเป็นซิกเนเจอร์เรา หัวเราะทั้งน้ำตา เสียใจก็ขำได้”
จิตแพทย์คนแรกและคนเดียวที่แตงโมไปเจอ ก็เป็นคนแนะนำให้ทำสแตนอัพคอมเมดี้เพื่อแลกกับการจ่ายยา
“หาจิตแพทย์สี่สิบห้านาทีก็ร้องไห้ไปห้าสิบห้านาที แต่ก็ติดตลกไง เขาก็แบบเป็นคนตลกนะเนี่ย แต่ก็ดูคล้ายซึมเศร้า เขาก็ถามว่าอยากให้จ่ายยาไหม เราบอกว่าไม่อยากกินยา เขาก็…งั้นเอาอย่างงี้ละกัน งั้นอาทิตย์หน้าก็กลับมามาเล่ามุกตลกให้ฟังละกันเนอะ แบบสแตนอัพคอมเมดี้โอเคไหม เราก็โอเค”
เหมือนกับมวลอารมณ์ของบทสนทนาวันนี้ ไม่มีหรอกน้ำตา มีแต่เรื่องเศร้า เศร้ามากๆ จนเข้าขั้น ‘ประสาทแดก’ แต่นักแสดง ศิลปิน และคอมเมเดี้ยนนางนี้ก็หัวเราะร่าตลอด แต่บทจะร้องไห้ นางไม่ฮึบ นางปล่อยสุด โดยมีเบาะท้ายพี่วินมอเตอรไซค์ คอยรองรับไว้ไม่ให้ร่วงหล่น
หัวเราะร่า น้ำตาเต็มเบาะ น่าจะเหมาะกับชื่อบทสนทนาหนนี้

การทำงานในไทยกับอเมริกาแตกต่างกันยังไงบ้าง
อยู่ไทยก็มีเพื่อน มีครอบครัว มีคนรู้จัก ทำงานอะไรก็ง่ายกว่านิดนึง มีคนรู้จักเยอะกว่า แต่ในเมืองไทยจะไม่ได้ออดิชั่นตลอด แล้วแต่เขาจะเรียก แล้วประเด็นคือพอมาถึงจุดที่เขาเรียกเยอะๆ พูดง่ายๆ เหมือนเขาจะให้ต่อซีซั่นสอง เราดันตัดสินใจไปเรียนต่อ พอกลับมาเขาก็ลืมไง เพราะเราหายไป เราก็ต้อง Pay Dues (สะสมประสบการณ์หรือสร้างตัวใหม่) ตลอด เหมือนกัน พอกลับไทยงานที่อเมริกาเรียก ไม่ได้ทำอีก ชีวิตมีแต่ Pay Dues ตลอด
อยู่ไทย เรามีบ้าน พ่อแม่เขาทำมาแล้ว เขาลำบากเพราะไม่อยากให้เราลำบาก เราก็รู้สึกว่าบ้านที่มีอยู่ รักษาให้ได้เหอะ เราก็อยาก claim legacy ถึงบ้านมันดูโทรมฉิบหาย เราก็ต้องซ่อมต้องรีโนเวทเพราะมันคือของของเรา ขณะที่ไปอยู่ที่นู่น เรารู้สึกหลักลอยนิดนึง ไปๆ มาๆ เดี๋ยวย้ายบ้าน กว่าจะเช่าบ้านได้ก็ต้องมีหลักประกันมีเงินเดือนทุกเดือน แต่เราไม่มีงานประจำไง เลยไปอยู่บ้านแบบหลายคน ใช้ทุกวิถีทาง ทุกวิทยายุทธ์ในการเอาตัวรอด เรารู้สึกว่าอยู่อเมริกา เราคือ survivor นะ ที่ผอมเพราะไปอยู่อเมริกา แดกข้าวเหลือๆ จนตัวมีแต่พยาธิ
ในความหลักลอยที่ต้องย้ายไปมา โมสร้างรากฐานของตัวเองขึ้นมาได้ยังไง?
พอเราต้องย้ายไปย้ายมา แล้วมันไม่รู้สึกมีราก ไม่สามารถหยั่งราก จนมันถึงจุดนึงที่แบบไม่ได้แล้ว มันไม่ผ่านซักที มึงต้องดีวันนี้เลย มันต้องโอเควันนี้ เพื่อที่จะให้ถึงตรงนั้นได้แบบครบสามสิบสอง เราก็เลยแปลงร่าง เป็นต้นไม้ที่รากงอกในอากาศ งอกออกมาแล้วก็ยังอยู่ได้
ช่วงอยู่แอลเอ จะไปไหน เราออกจากบ้านล่วงหน้าสองสามสี่ชั่วโมงเลย ทำอย่างนี้ตลอด เพราะบางทีไปยืนรออยู่ครึ่งชั่วโมงรถไม่มา หรือว่าไปถึงจุดที่สองแล้วรถเสีย ต้องย้ายป้ายไปรอจุดที่สาม พลาดไปนิดเดียว สายหลายชั่วโมงได้เลย คือมันมีสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เยอะ แล้วสิ่งที่ควบคุมไม่ได้เนี่ยทำให้เราจิตตก เราก็เลยรู้สึกว่างั้นเราก็ต้องควบคุมสิ่งที่เราควบคุมได้ในช่วงเวลาที่เราควบคุมได้ ปีที่ผ่านมาเลยตั้งปณิธานกับตัวเองว่าเราจะใช้ชีวิตอย่างตั้งใจ จะทำอะไรบ้าง ตั้งสติ ไม่ได้ใช้ชีวิตไปเฉยๆ

เมื่อก่อนเราฝืนใจ ทำทุกงาน หาเงินให้ได้เยอะๆ แต่พอมันเยอะแล้วมันไม่ใช่สิ่งที่เราถนัด มันทำให้เรารู้สึกคุณค่าลดลง แต่ปีที่ผ่านมา เราตั้งใจว่าทุกงานที่เราทำต้องได้อะไร แม้ว่างานจะได้เงินน้อย ทำหนึ่งชั่วโมงได้สิบห้าเหรียญแต่มันได้วิชา ได้ฝึกเล่นละครสั้น เราก็ทำ หรืองานนี้แคเทอริ่ง เขาจะเหลืออาหารตอนท้ายจะได้ไม่ต้องไปซื้อ ก็ทำ มันมีคำตอบไงว่าทำงานนี้เพื่ออะไร
เวลาว่างก็ใช้ให้คุ้ม ระหว่างแปรงฟัน ทำงาน อยู่ในห้องน้ำ คือระหว่างทางรอรถเมล์ อยู่บนรถเมล์ เราก็ฝึกวิทยายุทธ์ ทุกอย่างคือใช้ประโยชน์เต็มเม็ด งานเดินที่สุดคือสถานีรถไฟ ล็อบบี้ ข้างกองขยะ ฝึกมวยจีนหย่งชุน ฝึกยืนขาเดียว จนตอนนี้ยืนขาเดียวได้มั่นคงมาก หรือซ้อมละครระหว่างรอรถเมล์ ฝึกท่าแสตนอัพอื่นๆ
เป็นอย่างนี้ตั้งแต่ตอนเรียนมหา’ลัย เราต้องซ้อมบทตลอดเวลา เพราะทุกคนเขามีทุนมากกว่าเรา นึกภาพออกไหม ได้บทมาครั้งแรกทุกคนอ่านออกหมดเลย เราเข้ามาถึงเราต้องเปิดดิคทุกคำ เมื่อเทียบกับคนอื่นแล้ว เราดูไม่มีต้นทุน มีทุนไม่เท่าเพื่อน เราเลยต้องขยันมาก เพื่อนก็รู้สึกว่าแตงโมมันขยัน เป็นอินสไปเรชั่นให้ทุกคนเลย แต่ในใจเราก็แบบกูไม่ขยัน กูไม่รอด เราก็เลยทำๆๆ ท่องบททุกที่ที่ไป ซ้อบทตอนขึ้นรถเมล์ บางคันคนแน่นมาก แต่มันมีหนึ่งที่ไม่มีใครนั่งเพราะคนที่นั่งอยู่คุยกับกระจก เราก็แบบกูเหนื่อยมาก กูจะนั่ง ก็ไปนั่งแล้วก็เริ่มท่องบท มึงคุยกับกระจก กูก็ท่องบทของกูไป
ในรายการไกลบ้าน ชอบประโยคนึงที่โมพูดว่างานมันคือการออดิชั่น แต่พอออดิชั่นแล้วได้ นั่นคืองานจบ ต้องหางานต่อไป มันมาได้ยังไง
ตั้งแต่อยู่เมืองไทย งานออดิชั่นมีแค่โฆษณาแล้วมันท้อ เหมือนไปออฯ เพื่อไม่ได้อะ แต่สิ่งที่มันช่วยให้เราไม่ประสาทแดกคือ อาจารย์มหาลัยบอกตลอดว่า เราไม่สามารถที่จะส่งงานไปแล้วนั่งรอว่าผลมันจะออกเมื่อไหร่ แบบเฮ้ย! เราจะต้องได้งาน เพราะถ้าทำแบบนี้แล้วมันไม่ได้เรื่อยๆ เราจะไม่ไหว

มันต้องออดิชั่นจบแล้วไปทำอย่างอื่นเลย ต้องลืมไปเลยว่ามีสิ่งนี้ ทุกๆการออดิชั่น คือทุกโอกาสในการได้ทำงาน เราก็ควรจะสนุกให้เต็มที่ แรกๆ มันจะยากสำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ออดิชั่น ก็จะรู้สึกว่าแบบโอ๊ยเราจะต้องผ่านอีขวากหนามพวกนี้เพื่อไปถึงจุดนั้นที่ฉันได้เล่น แล้วเขาก็จะเห็นว่าฉันน่ะเริ่ด แล้วฉันก็จะเฉิดฉาย แต่มึงต้องผ่านไปก่อนค่ะ ต้องกระโดดข้ามคูน้ำไปให้ได้ก่อน
ช่วงที่เราประสาทแดกขั้นสุด อยู่กับมันยังไง
เรารู้สึกว่าเราก็ไม่เคยประสาทแดกขั้นสุดๆ สำหรับเรื่องงานเพราะว่าเราประสาทแดกเรื่องอื่นไปพร้อมๆ กัน ย้อนกลับไปตอนโควิด มีปัญหากับภรรยา หย่ากันเสร็จปุ๊บย้ายออกมา โควิดล็อกดาวน์ติดอยู่บ้านเพื่อนครึ่งปี งานก็ lay off ร้องไห้ทุกวันเลย มันเศร้ามากโดยที่เราไม่ได้รู้หรอกว่าเราเป็นอะไร เหมือนมันสั่งสมมาตั้งแต่ตอนที่อยู่บ้านเช่าหลายคน เรารู้สึกว่าเราสูญเสียความเป็นตัวเอง สูญเสียหลายอย่าง
ถามว่าทำยังไง ก็อยู่ไป ร้องไห้ตอนดูดฝุ่นเพื่อที่เขาจะไม่ได้ยินเสียง ร้องดัง ร้องหนักมาก ร้องทุกวันแต่หมายถึงว่า ก็เอาชีวิตรอดอะ ไปต่อ ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้คิดเรื่องสุขภาพจิตด้วยซ้ำ ไม่คิดเหี้ยอะไรเลย แค่แบบเออมันจะผ่านไป ก็อยู่ไป

เราประสาทแดกมากๆ ทุกอย่างทุกมุม แต่มันต้องทำงานว่ะ ก็ทำไปร้องไปเลย เจ้าของร้านอาหารทักด้วยนะแตงโมเธอเป็นอะไรวะ ร้องไห้เหรอ ยังสาวยังแส้ เศร้าอะไรนักหนา เขาไม่รู้ เขาไม่เข้าใจ แล้วมันยาก พอเป็นเด็กเสิร์ฟแล้วร้องไห้ คนมากินข้าวก็ตกใจไง ส่วนตอนเรียน ก็เครียดเรื่องภาษาจนร้องไห้ในชั้นเรียนแต่เพื่อนไม่รู้เลย ไม่เคยมีใครรู้ เราก็แอบได้ดีอยู่นะ
แต่บางทีเราก็ต้องการที่ที่จะร้องไห้ดังๆ ต้องร้องแบบไม่มีเสียง ร้องมาเลย ร้องยาวๆ แบบไม่ต้องระวัง เดี๋ยวคนตกใจ เลยนั่งมอเตอร์ไซค์ในเมืองไทยแล้วร้องไห้ แต่บอกเขาก่อนว่าพี่ไม่ต้องตกใจนะคะ แล้วก็ให้เพิ่มไปยี่สิบบาท ค่าร้องไห้ ตลกมาก พอถึงที่ปุ๊บ มอ’ไซค์ บอกสู้ๆ นะครับ คือเขาก็ไม่รู้จะปลอบยังไง
แต่ไม่ต้องตกใจนะ พอถึงปุ๊บก็ทำงานได้เลยค่ะ ปลดปล่อยมาแล้ว เราสามารถ regulate ตัวเองได้ ร้องไห้ให้จบเดี๋ยวไปทำงานต่อ ขณะที่บางคนฮึบแล้วได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่สำหรับเราฮึบแล้วเสียเวลา ร้องไปเลยดีกว่า จบๆ
ล่าสุดคือเพื่อนมาแซวเราว่า มึงอะชอบ chaos ในใจ เราบอก “กูเปล่า” แต่ประเด็นคือ เราชินที่จะ dance in the chaos ไปแล้ว เริ่มหาจังหวะให้ตัวเองได้
แล้วสุขภาพจิตเป็นยังไงบ้าง ในยืนเดี่ยวตอนผิดผี แตงโมเล่าเรื่องพ่อเสีย พี่ขำมาก แต่ระหว่างขำก็คิดไปด้วยว่า เราขำได้มั้ยกับการจากไปของคุณพ่อแตงโม
ตอนแรกอะเครียดอยู่นะที่จะเล่าเรื่องนี้ บ้านเราตลก พ่อเราตลก พ่อเราตายเราก็รู้สึกว่าเขาก็ยังตลก
เรารู้สึกว่าการคอนเนคกับคนในห้องมันเป็นสิ่งสำคัญ มันจะไม่เป็นการซื่อสัตย์ต่อตัวเองนะถ้าเราจะมาเล่า (ธีมรายการคือ #ผิดผี ให้แต่ละคนมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับผี) เรื่องบ้านผีสิง กูไม่มีอารมณ์ แต่ตอนนั้นมันเป็นสิ่งที่เรารู้สึกจริงๆ ว่ามันก็เป็นพื้นที่ให้เราได้พูดถึงเรื่องกรีฟ (grief : สูญเสีย)
แปลกไหมที่พื้นที่สาธารณะคนเยอะเยอะบางทีก็มีความรู้สึกเซฟ
อาจจะเป็นเพราะบ้านเราใช้การขำแก้ปัญหา คือเหมือนปัญหามันแก้ไม่ได้ ก็ขำ จะได้รู้สึกว่ามันถูกแก้ อย่างน้อยก็ยิ้มได้ ปัญหาแก้ได้ไหม ไม่ได้ แต่ว่าไม่เครียดเท่าไหร่ เหมือนขำไปแก้ไป ก็จะรู้สึกดีกว่า
เรื่องนี้ไม่เคยพูด ก็อาจจะเคยพูดกับเพื่อนบ้าง เพราะไม่อยากให้ที่บ้านดูไม่ดี แต่ค้นพบแบบคิดเองได้ว่า จริงๆ ฉันตลกก็เพราะพ่อแม่ ตอนเด็กๆ พ่อแม่ทะเลาะกัน แล้วฉันก็ต้องแก้ปัญหา ถนัดมากในการ roast (ล้อเลียน) พ่อแม่ ถ้าเขาทะเลาะกันปุ๊บเราจะทำให้เขาขำเลย
เช่น เค้าทะเลาะกันเรื่องบอกให้เติมน้ำให้มันถึงขีด พ่อก็จะเติมเกินตลอด แม่ก็..บอกกี่ครั้งแล้วพ่อ ลูกอย่างเราก็จะรีบทำให้มันตลกอะ แล้วสุดท้าย จากแม่ที่เหมือนจะโมโหจริงๆ เขาก็จะขำ แล้วพอครั้งต่อมา มันก็จะต้องขำก่อนพราะว่ามีปมแล้วว่าพอจะด่าเรื่องนี้ก็จะนึกขึ้นมาได้ว่ามันตลก

เอาจริง มันแก้ปัญหาไม่ได้หรอก ทุกวันนี้ก็ยังด่าอยู่ แต่พ่อตายแล้ว ก็ไม่ด่าแล้วไง มันเหมือนแบบไม่ได้จะทะเลาะกันแรง ไม่ได้จะหย่ากันเพราะว่าเติมน้ำเกินขีด แต่มันก็ต้องด่ากันให้ได้ทุกวันในทุกๆ เรื่อง แล้วเราก็อยู่ตรงนั้น เราก็รับเอเนอร์จี้ ถ้าฉันไม่เปลี่ยนเอเนอร์จี้นี้ ฉันก็เป็นบ้า ประมาณนี้
พี่สาวก็เหมือนกัน ตอนเด็กเราร้องไห้ พี่ก็จะเอาตุ๊กตาหมีมาเล่นละครใส่ แล้วเราก็แบบเฮ้ย หมีน่ารัก หมีขยับอีกแล้ว มันเลยเดี๋ยวก็ร้องไห้เดี๋ยวก็หัวเราะ จนกลายเป็นซิกเนเจอร์เราเลยนะ หัวเราะทั้งน้ำตา เสียใจก็ขำได้
แล้วเราเป็นคนตัวใหญ่แขนใหญ่ขาใหญ่ แต่หน้าท้องเราแบนราบตลอด มันเป็นการบริหารจากภายในมาตั้งแต่เด็ก เราขำหน้าท้องแข็งตั้งแต่เด็ก เออ มันโตมาด้วยการขำเยอะอะ
ในวัยนั้นนี่มันคือวิธีของเรานะ แล้วเราก็รู้สึกว่ามันก็คือวิธีของที่บ้านเราด้วย หมือนพอจะทะเลาะปุ๊บก็เปลี่ยนมุกสักหน่อย ซึ่งจริงๆ ยิ่งเราร้อง เรายิ่งเล่นมุก แล้วก็ขำนะ แต่หมายถึงว่ามันก็เศร้าไหม ก็ยังเศร้าอยู่แต่ว่ามันก็ขำได้

ความหัวเราะไปด้วยกับร้องไห้ไปด้วยกับร้องไห้อย่างเดียว มันให้ผลแตกต่างกันไหม
เรารู้สึกว่าตอนที่ร้องไห้ถ้าคนเดียวก็ร้องไห้เลยแต่เวลาร้องไห้ปนหัวเราะน่าจะเป็นเพราะมีคนอื่นด้วย มันเป็นสัญชาตญาณในการเอนเตอร์เทนคนอื่นของเรา ไม่อยากให้รู้สึกแย่ แล้วพอมันมีคนอื่นให้reflect มันก็ช่วยเราให้เราดึงตัวเองขึ้นมาได้ด้วย
อย่างเรื่องพ่อ ตอนเค้าเสีย ก็ร้องไห้กันในรถ หัวเราะบ้างแต่ก็ร้อง แล้วการขำมันทำให้เรารู้สึกดีขึ้นจริงๆ เพราะร้องอย่างเดียวมันรู้สึกเหมือนจะขาดใจตาย พอได้หัวเราะก็รู้สึกว่า เออ ยังก่อน ต้องอยู่ขำก่อน พอคนอื่นรอบตัวขำได้ เล่นมุกได้ มันทำให้เรารู้สึกว่ายังไหว เรายังอยู่ด้วยกันตรงนี้ ไปต่อได้ มันมีกำลังใจนะ เสียงหัวเราะเนี่ย
แต่การร้องไห้คนเดียวยังไงมันก็ต้องมี เรารู้สึกว่ามันต้องมีทั้งสองโมเมนต์ มันไม่สามารถที่จะมาร้องไห้ต่อหน้าทุกคนตลอดเวลา เธอจะไม่มีโมเมนต์ของตัวเองเหรอ เรารู้สึกว่าการไปร้องกับตัวเองก็สำคัญจริงๆ
เหมือนเวลามีคนมาถามว่าทำไมร้องไห้เก่งจัง นี่มันคืองานของแอคเตอร์นะ ฝึกฝันกลางวัน มันก็คือการจำลอง การเล่นละครมันก็คือเล่นขายหม้อข้าวหม้อแกงอย่างจริงจัง เราแค่จริงจังกับมันเรื่อยมาเท่านั้นเอง เราจริงจังกับเรื่องที่มันไม่จริง ทุกอย่างไม่มีอะไรจริงหรอก แหม สามีตีตรามันก็ไม่จริง ไม่มีใครจะเอามีดมาแทงกันจริงๆ ที่เค้าจับมึงกดน้ำมันก็เป็นแอคติ้งไงล่ะ มันก็ต้องมุมกล้อง มึงตาย มึงก็ไม่ได้ตายจริงๆ ค่ะ

แตงโมเคยไปหาจิตแพทย์ด้วยใช่มั้ย
ช่วงที่หย่าเมียโควิดตกงาน ประสาทแดกมากๆ เราไปหาจิตแพทย์ก็เจอแค่คนเดียว หาจิตแพทย์สี่สิบห้านาทีก็ร้องไห้ไปห้าสิบห้านาที แต่ก็ติดตลกไง เขาก็แบบเป็นคนตลกนะเนี่ย แต่ก็ดูคล้ายซึมเศร้า เขาก็ถามว่าอยากให้จ่ายยาไหม เราบอกว่าไม่อยากกินยา เขาก็…งั้นเอาอย่างงี้ละกัน เราก็เป็นคนตลกเนอะ งั้นอาทิตย์หน้าก็กลับมามาเล่ามุขตลกให้ฟังละกันเนอะ แบบสแตนอัพคอมเมดี้โอเคไหม เราก็โอเค เราก็ไปเขียนมุกมาด่าเขานั่นแหละ เราก็มาเล่าไปร้องไห้ไปแต่ก็ขำ ตลกก็สนุก จิตแพทย์เลยบอกว่าควรจะไปทำสแตนอัพคอมเมดี้นะ เราก็บอกเขาว่าเดี๋ยวได้ทำโชว์แล้วขอเราพูดชื่อเขานะ ในฐานะคนจุดประกายให้ทำ
โชว์แรกของเราก็พูดชื่อเขาจริงๆ นะ แพทย์หญิงKatrina แล้วพอจบโชว์แรกเราพูดเลยว่าที่พวกมึงหัวเราะกูไม่ได้เยียวยามึงนะ พวกมึงนี่เยียวยากู นึกออกไหม เวลาอยู่อเมริกาเราจะต้องไปจ่ายเงินเพื่อเล่นโอเพ่นไมค์ แต่อันเนี้ยพวกมึงจ่ายเงินมาบำบัดกู
ตอนนี้แตงโมเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ คิดว่าตอนนี้เราเดินถึงไหนแล้ว
ก็ไม่รู้เหมือนกันนะแต่เราไม่ได้คิดถึงตรงนั้น แต่ถ้าคิดว่าก็คงกำลังไปอยู่นั่นแหละแต่ไม่รีบ กูขอดมดอกไม้ก่อน อย่างไดโนเสาร์ แหมมึงก็เดินไปเรื่อยๆ นั่นแหละ เจอตรงไหนก็พัก มึงจะไม่แดกน้ำเหรอ วันนี้มึงหยุดก่อน ต้องนอนเพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่า

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ อยากบอกอะไรแตงโมตอนเด็ก
เราจะบอกให้เขารู้ว่า กี่ปีผ่านไปเนี่ยฉันทำอะไรแล้วบ้าง ฉันมีบัญชีธนาคารแล้วนะ อยากไปไหนแกร็บมาเลย อยากได้หนังสือแบบนี้ฉันสั่งได้ ให้จองตั๋วเครื่องบินฉันทำได้ จองไปเชียงใหม่ตอนนี้ ก็ได้นะอยากไปปะล่ะ เราทำได้ทุกอย่าง
ความรู้สึกตอนนี้เหมือนแบบฮือ เราทำได้ทุกอย่างเลย อยากเล่าเรื่องสนุกๆ ให้ฟังว่าในอนาคตมันมีหลายเรื่องที่ไม่มีใครเชื่อหรอกว่าเราทำได้แต่เราทำได้ ที่ภูมิใจมากคือขับรถได้ คือคนอื่นจะตัดสินเราจากความเสียงดังโอ๊ะอ๊ะอะไรอย่างงี้ แบบใจร้อนขับรถไม่ได้หรอก โอ้โห ของจริงคือ ตอนขับรถกูกลัวยิ่งกว่าอะไรอีกนะ เพราะมันหลายปมแต่มันก็ไม่ถึงขั้นสติแตกหรอก ด่าใครก็ด่าในรถ ไม่เปิดหน้าต่างไปด่าหรอก เราโคตรรักตัวกลัวตายเลย
ตั้งแต่เล่นโซเชียลมา ชอบคอมเมนต์ไหนมากที่สุด
เป็นคอมเมนต์ให้กำลังใจ มาบอกว่าได้ดูโมเมนต์ที่เราเศร้า มันก็ทำให้เขารู้สึกว่าเออมัน grounded หรือกลับมาอยู่กับตัวเองได้เร็ว มันเป็นชีวิตคนจริงๆ ที่มีทั้งช่วงพีคและช่วงดาวน์ หลายคนบอกว่ามาดูช่องเราแล้วรู้สึกว่าโดดเดี่ยวน้อยลง เหมือนมีเพื่อน บางคนก็ดูเรากินข้าวซึ่งมันก็แปลกๆ แต่ก็สนุกดี คลิปที่เราทำมันก็ก๊อกๆ แก๊กๆ อีดอก พยายามซื้ออุปกรณ์ดีๆ มาก็ใช้ไม่เป็น โมเมนต์ดีๆ มาก็หยิบมาใช้ไม่เคยทัน
