ท่าแร่ : เมื่อความเชื่อมีมากกว่าหนึ่ง ผู้นำทางจิตวิญญาณจึงไม่ได้ถูกตีกรอบว่าต้องเป็นใคร ดีแค่ไหน หรือเพศใดเช่นกัน

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์ ท่าแร่*

ผีสางหรือปีศาจ

ท่าแร่ เป็นชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนคร และเป็นชุมชนที่มีคนนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิกมากที่สุดในประเทศไทย โดยประชากรดั้งเดิมของชุมชนท่าแร่ไม่ใช่ฝรั่งมังค่า แต่เป็นชาวญวนและชาวไทญ้อ (บางที่เขียนว่าไทย้อ) ที่ไม่พอใจการกีดกันการนับถือศาสนาคริสต์ของผู้ปกครองเมืองสกลนคร ในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงพากันอพยพย้ายถิ่นฐานออกจากตัวเมืองสกลนครออกมาตั้งชุมชนอยู่ด้วยกัน

แม้จะเกริ่นถึงประวัติของท่าแร่ แต่บทความชิ้นนี้ไม่ได้มาเล่าถึงท่าแร่ในฐานะชุมชนหนึ่งในภาคอีสาน เพราะเรากำลังจะพูดถึงท่าแร่ในฐานะภาพยนตร์สยองขวัญที่กำลังเป็นกระแส และมีบาทหลวงกับหมอเหยา สองความเชื่อที่แตกต่างกัน เป็นตัวดำเนินเรื่อง

ผี-ปีศาจ-พระเจ้า : การอยู่ร่วมกันของหลากหลายความเชื่อ

“พ่อนับถือพระเจ้า…แต่ในโลกของผม นับถือผี” – แม่เมืองโสภา

ภาพยนตร์เปิดฉากมาเล่าให้คนดูรับรู้ว่า ชุมชนท่าแร่เป็นชุมชนคาทอลิกที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย และกำลังมีปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่ได้ นั่นคือ ‘ตามิ่ง’ อดีตบาทหลวง มีพฤติกรรมที่แปลกประหลาด คล้ายกับโดนสิ่งเหนือธรรมชาติสิงสู่ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวทำให้ชาวบ้านหวาดกลัว แม้บาทหลวงประจำชุมชนปัดเป่า ถือไม้กางเขน สวดไล่ปีศาจก็ไม่ดีขึ้น เปาโล บาทหลวงผู้ปราบปีศาจ จึงถูกเรียกตัวมาจากกรุงเทพเพื่อช่วยแก้ไขสถานการณ์

หากเป็นภาพยนตร์ตะวันตกทั่วไป อย่างเรื่อง Conjuring ที่มีแก่นเป็นการปราบปีศาจ บาทหลวงเปาโลคงจะเป็นตัวละครหลักและตัวละครเดียวในการปัดเป่าความผิดปกติที่เกิดขึ้น และความผิดปกตินั้นคงจะมีชื่อเรียกเดียวตามความเชื่อของศาสนาคริสต์ นั่นก็คือ ‘ปีศาจ’ แต่เพราะเรื่องนี้เป็นหนังผีไทย ประเทศที่มีพื้นเพเป็น ‘การบูชาผี’ แม้ชุมชนท่าแร่จะมีคนเป็นคริสตัง (ผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก) เยอะ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีใครนับถือศาสนาผี

ตัวละคร แม่เมืองโสภา หมอเหยาชื่อดัง จึงเข้ามามีบทบาทในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณ ในการปัดเป่าสิ่งปกติก่อนที่บาทหลวงเปาโลจะมาถึง

หมอเหยา คือ หมอรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างผีกับผู้ป่วย โดยใช้อำนาจของผีบรรพบุรุษที่ตนนับถือ เพื่อค้นหาว่าการเจ็บป่วยมีสาเหตุมาจากอะไร ซึ่งในพิธีของหมอเหยาจะมีการขับรำประกอบเสียงแคน เพราะแคนเป็นเครื่องดนตรีศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถสื่อสารกับแผ่นไทหรือว่าสิ่งที่อยู่บนฟ้าได้ หมอเหยาจึงต้องมีหมอแคนประจำตัว เราเลยเห็นในภาพยนตร์ว่า ไม่ว่าแม่เมืองโสภาจะประกอบพิธีอะไร จะต้องมีใครสักคนเป่าแคนให้เสมอ

ระหว่างแม่เมืองโสภากำลังร้องกลอนสอบถามผีว่าผู้ป่วยอย่างตามิ่งป่วยเพราะอะไร ไทยมุงบางส่วนที่เป็นคริสต์ศาสนิกชนก็ถามขึ้นมาว่า “แม่หมอจะ(ปราบ)ไหวเหรอ” ซึ่งการตั้งคำถามแบบนี้แม้จะดูไร้มารยาท และฟังดูลบหลู่ความเชื่อของคนที่นับถือศาสนาผี แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาดเสียทีเดียว เพราะต่อให้มาจากปากคนในชุมชน แต่ก็ต่างความเชื่อ ต่างความเข้าใจ จึงเป็นเรื่องปกติของชุมชนท่าแร่ที่มีทั้งคนนับถือพระเจ้า คนนับถือผี และคนที่ไม่เชื่อในสิ่งลี้ลับเลยแม้แต่น้อยอย่าง มาลี ลูกสาวแท้ๆ ของตามิ่ง

แม้พิธีกรรมของแม่เมืองโสภาจะดำเนินไปได้ด้วยดี มีการเสี่ยงทายไข่ถามผีบรรพบุรุษว่าในตัวตามิ่งคือ ‘ผีปอบ’ หรือเปล่า แต่ช่วงท้ายของพิธีกรรมกลับเกิดความวุ่นวายขึ้น เมื่อตามิ่งคว้าดาบจากแม่เมืองโสภา และลุกขึ้นมาด้วยความคลุ้มคลั่ง บาทหลวงเปาโลที่มาถึงพื้นที่พิธีในภายหลังจึงกลายเป็นฮีโร่ในการปัดเป่า ‘ปีศาจ’ ในตัวตามิ่งจนชายชราสลบไป

แม้บาทหลวงเปาโลจะเรียกสิ่งที่สิงสู่ตามิ่งว่าปีศาจ แต่ชื่อที่ถูกเรียกออกมากลับเป็น ‘ผีปอบ’ ผีตามความเชื่อของไทย แล้วพิธีกรรมของบาทหลวงเปาโลสำเร็จได้อย่างไร?

นิยามของคำว่าปีศาจที่ถูกถ่ายทอดในเนื้อเรื่อง คือ สิ่งชั่วร้ายที่ใช้จุดอ่อนของเราในการล่อลวงให้เราดำดิ่งสู่ความมืดมิด ทำให้เราไม่เห็นแสงสว่าง และเลือกที่จะทำเรื่องชั่วร้าย โดยหลงลืมไปว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราอยู่ในอ้อมกอดของพระเจ้าเสมอ

ส่วนผีปอบ คือ ผีร้ายที่คอยรังควาน หลอกหลอน สร้างความเดือดร้อนให้กับคนที่มีชีวิตอยู่ ผ่านการสิงสู่ควบคุมร่างกายของเหยื่อ ให้กระทำในสิ่งที่คนทั่วไปไม่ทำ ต่างจากผีดี อย่างผีบรรพบุรุษ ที่คอยเกื้อหนุน ปกปักรักษาลูกหลาน

เพราะฉะนั้น แม้จะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันตามความเชื่อ แต่ผีร้ายและปีศาจก็ถือว่าเป็นสิ่งเดียวกัน เพราะเป็นความชั่วร้ายที่รบกวนมนุษย์ทั่วไป

บาทหลวงเปาโลและแม่เมืองโสภาในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณที่มาจากความเชื่อที่แตกต่างกันจึงเกิดการร่วมมือกันเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายในชุมชนท่าแร่ โดยใช้ความรู้ ความสามารถ และความเชื่อที่ต่างฝ่ายมี อย่างที่เห็นในภาพยนตร์ว่า แม้บาทหลวงเปาโลจะมีความสามารถในการปัดเป่าปีศาจ แต่เขาไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับผีพื้นเมือง จึงต้องอาศัยความรู้ของแม่เมืองโสภาที่เป็นหมอเหยาประจำท้องที่ในการจำแนกประเภทผี

หมอเหยาและเพศนอกขนบ

“ถ้าผีตัวนี้มันเก่งนัก แม่ก็จะเอาดาบนี่แหละ ฟันคอมันโลด” – แม่เมืองโสภา

ฉากแรกที่แม่เมืองโสภาปรากฏตัว วิธีการพูด การร่ายรำ รวมไปถึงการแต่งหน้าแต่งกายทำให้เราเข้าใจว่า ตัวละครนี้น่าจะเป็นเพศหลากหลาย (LGBTQ+)

แต่หลังจากแม่เมืองโสภาได้ทำการช่วยบาทหลวงเปาโลจากการถูกปีศาจเล่นงานจิตใจระหว่างทำพิธีขับไล่ปีศาจ เช้าวันถัดมา ‘โสภา’ ที่พาเปาโลเดินชมหมู่บ้านกลับมาด้วยชุดเสื้อยืดกางเกงยีนธรรมดา ไม่ได้แต่งหน้าทำผม แถมบุคลิกก็ไม่ได้เหมือนตอนทำพิธี ซึ่งข้อสงสัยในจุดนี้ได้รับการเฉลยจากปากเจ้าตัวว่า ตอนประกอบพิธีเป็นหมอเหยา ก็ต้องมีการสวมบทบาทเป็นแม่เมืองเพื่อทำพิธี พอเลิกงานก็กลับมาเป็นตัวเอง

ตัวตนของแม่เมืองโสภาในฐานะหมอเหยาทำให้นึกถึงห้องอภิปราย ‘ผี คน หมอเหยา และภูเขาศักดิ์สิทธิ์ การบรรจบกันของมนุษย์กับสิ่งอื่น’ ณ งานพหุปฏิสัมพันธ์: มนุษย์กับสิ่งไม่ใช่มนุษย์ (Interactive Pluralism: Human-Nonhuman) โดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 เพราะในห้องอภิปรายได้มีการพูดถึงหมอเหยาผ่านหัวข้อ ‘ผี-หมอเหยา: ผู้กระทำการใหม่ และอาณาบริเวณทางสังคมของเพศนอกขนบในสังคมไทย’ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการมีตัวตนของเพศหลากหลายในชุมชนภายใต้บทบาทผู้นำทางจิตวิญญาณ

อ.ดร.วัชรวุฒิ ซื่อสัตย์ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เล่าว่า แต่เดิมจะพบแค่หมอเหยาที่เป็นเพศหญิงหรือไม่ก็เพศชายเพียงเท่านั้น แต่จากการสำรวจล่าสุดพบว่า พื้นที่ชุมชนได้มี ‘ผู้กระทำการใหม่’ นั่นก็คือกลุ่ม LGBTQ+ ที่มาเป็นหมอเหยา ซึ่งหนึ่งในกรณีตัวอย่างที่อาจารย์วัชรวุฒินำมาศึกษา คือ กรณีของแม่หมอโอปอ หมอเหยาชื่อดังที่มีผู้ติดตามหลักแสนใน Facebook

แม่หมอโอปอลเป็นหมอเหยา LGBTQ+ ซึ่งเป็นที่รู้จักและนับถือของคนทั้งในและนอกชุมชน เพราะนอกจากการประกอบพิธีในพื้นที่แล้ว แม่หมอยังมีการไลฟ์พิธีกรรมให้คนทางบ้านได้รับชม ซึ่งเป็นการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในฐานะพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ประกอบกับการหยิบยืมเอาวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์มาอธิบายควบคู่ไปในพิธีกรรมของตน ทำให้แม่หมอมีความน่าเชื่อถือ ซึ่งภายในเรื่องแม่เมืองโสภาก็มีการตั้งกล้องถ่ายคลิปเช่นเดียวกัน

แต่ชีวิตในวัยเด็กของแม่หมอโอปอลกลับแตกต่างจากปัจจุบัน เพราะการเป็นเพศหลากหลายในชุมชนถือว่าเป็นพวกนอกขนบ ไม่ใช่ผู้ชาย แต่ก็ไม่ใช่ผู้หญิง เด็กชายโอปอลจึงถูกกลั่นแกล้งอยู่เสมอ

แม่หมอโอปอลเล่าให้อาจารย์วัชรวุฒิฟังว่า การเป็นกะเทยในสังคมทำให้ถูกกลั่นแกล้ง แต่การหยิบยืมอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาประกอบสร้างเป็นตัวตนของการเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมทางจิตวิญญาณทำให้ตนสามารถแสดงตัวตนทางเพศได้อย่างเต็มที่ ซึ่งสภาวะความลื่นไหลทางเพศที่ดำรงได้ทั้งความเป็นหญิงชาย หรือแม้กระทั่งความเป็นกลาง ทำให้ตัวแม่หมอเองเชื่อว่าตัวเองสามารถเชื่อมโยงกับสิ่งเหนือธรรมชาติได้ แม่หมอโอปอลจึงเริ่มเป็นหมอเหยาตั้งแต่อายุยังน้อย

ส่วนในสายตาคนอื่น อัตลักษณ์ทางเพศนี้ก็สร้างความชอบธรรมที่ทำให้แม่หมอโอปอลได้รับการยอมรับในพื้นที่พิธีกรรม ไม่ถูกตั้งคำถามใดๆ เกี่ยวกับตัวตนทางเพศ ทำให้นอกจากพิธีเหยาจะคอยธำรงความเชื่อของคนในชุมชนแล้ว ยังเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างการยอมรับจากสังคมกระแสหลัก ทำให้คนที่มีความหลากหลายทางเพศมีคุณค่าขึ้นมา

บาทหลวง บาทหลวงผู้ปราบปีศาจ และคนบาป

ทั้งตอนต้นเรื่องที่มีฉากบาทหลวงประจำชุมชนถือไม้กางเขนสวดขับไล่ปีศาจในตัวตามิ่ง และฉากย้อนอดีตของตามิ่งสมัยเป็นบาทหลวงที่ได้ทำพิธีขับไล่ปีศาจอย่างลับๆ ณ โบสถ์แห่งหนึ่ง แต่ผลสุดท้ายที่ออกมา คือ พิธีกรรมเหล่านั้นไม่สำเร็จ และไม่สามารถทำอะไรปีศาจที่สิงสู่เหยื่อได้แม้แต่น้อย มิหนำซ้ำ ไม้กางเขน สัญลักษณ์ของความรัก ความเมตตาของพระเจ้าที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษย์ทุกคน ที่ถูกบาทหลวงทั้งสองใช้เป็นเครื่องมือปราบปีศาจ ยังถูกทำลายไม่เหลือชิ้นดี

เหตุผลที่พิธีกรรมไม่สัมฤทธิผล ไม่ได้เป็นเพราะทั้งคู่เป็นบาทหลวงปลอม หรือไม้กางเขนเป็นของเก๊ แต่เป็นเพราะบาทหลวงทั้งสองเป็นเพียงบาทหลวงธรรมดา ไม่ได้ถูกแต่งตั้งหรือรับเลือกให้เป็นบาทหลวงผู้ปราบปีศาจ (Exorcism) เหมือนกับบาทหลวงเปาโล

ในศาสนจักรคาทอลิก มีการแต่งตั้งบาทหลวงที่ทำหน้าที่ขับไล่ปีศาจ ปราบผีร้าย และไม่ใช่บาทหลวงทุกคนที่จะได้รับตำแหน่งนั้น ต้องมีการอนุญาตอย่างเป็นทางการเท่านั้น โดยต้องมีคุณสมบัติคือ “มีความศรัทธา ความรู้ ความรอบคอบ และไม่มีความด่างพร้อยในชีวิต” ตำแหน่งบาทหลวงผู้ขับไล่ปีศาจจึงมีเพียง 28 คนเท่านั้นในประเทศไทย

แต่คนที่ไม่เคยทำเรื่องผิดพลาด หรือไม่เคยด่างพร้อยเลยแม้แต่น้อยอาจไม่มีอยู่จริง เพราะอดีตของเปาโลก็เคยทำเรื่องผิดพลาดเช่นกัน และหากใครรู้เข้าก็อาจโดนตราหน้าว่าเป็น ‘คนบาป’ แบบที่ตามิ่งโดนน้องสะใภ้เรียก เพราะเจ้าตัวสมัยเป็นบาทหลวงเคยทำผิดไว้

ปีศาจภายในเรื่องพาเราไปสำรวจความลับที่ดำมืดในจิตใจของเปาโล ทำให้เราได้รู้ว่า บาทหลวงผู้มีออร่าคนดีในทุกๆ วินาทีที่ปรากฏตัวเคยเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้แม่ของตัวเองต้องตาย

แม่ของเปาโลติดเฮโรอีน บ้านของเปาโลเต็มไปด้วยเข็มฉีดยา การที่แม่ของตนกลายเป็นผู้ป่วยเพราะยาเสพติดทำให้เปาโลตกอยู่ในสภาวะหวาดระแวง จนมีวันหนึ่งที่แม่เรียกให้เปาโลเอาเข็มฉีดยามาฉีดสารเสพติดให้เธอ ซึ่งวันนั้นการฉีดสารเสพติดด้วยน้ำมือของเปาโลทำให้แม่ได้รับยาเกินขนาด (Overdose) และเสียชีวิตในที่สุด

ความรู้สึกผิดบาปนี้ถูกฝังลึกอยู่ในจิตใจของเปาโลมาโดยตลอด แม้จะผันตัวมาเป็นบาทหลวงคอยช่วยเหลือผู้คนและใช้ศรัทธานำทาง ก็ไม่อาจทำให้เปาโลลืมเรื่องราวในวันนั้นได้ มันคอยตามหลอกหลอนเปาโลจนปีศาจใช้เรื่องนี้มาบีบบังคับให้บาทหลวงเปาโลยอมจำนน

แต่เพราะศรัทธาของเปาโลที่มีต่อพระเจ้า และความเชื่อที่ว่า แม้พระเจ้าจะไม่เคยตอบรับอะไร แต่พระองค์คอยโอบรับมนุษย์ทุกคนไม่ว่าเป็นใครก็ตามไว้เสมอ เขาจึงพลิกกลับมามีสติอีกครั้งจนสามารถขับไล่ปีศาจได้สำเร็จ

เรื่องราวของเปาโลอาจสะท้อนให้เห็นว่า ความผิดพลาดในอดีตอาจเป็นรอยด่างพร้อยในชีวิต แต่อนาคตจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับตัวเราเอง ว่ามีศรัทธามากพอไหมที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างถูกต้อง

อ้างอิง