ทุนนิยม เสรีภาพ ความหวัง เมื่อชีวิตถึงจุดตกต่ำ แมวดำตัวหนึ่งจะเข้ามาเปลี่ยน : เรื่องสั้นว่าด้วยความเป็นจริงของประเทศที่กัดกินความฝันประชาชน

* บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของหนังสือ แมวดำตัวแรกของชีวิตที่เหลือ *

เวลาเปิดการ์ตูนสักเรื่องขึ้นมาดู หรือหยิบมังงะสักเล่มขึ้นมาอ่าน ตัวละครที่รับบทผู้มีความหวังในการกอบกู้และเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นมักเป็นพระเอก-นางเอกที่อยู่ในวัยมัธยม และแทบนึกไม่ออกเลยว่า มีตัวละครวัยทำงานจากเรื่องไหนบ้าง ที่เป็นหัวเรือในการพลิกโลกทั้งใบ

ทำไมการ์ตูนเหล่านี้จึงเป็นเรื่องของ ‘เด็กมัธยมกู้โลก’ หรือ ทำไมเด็กๆ ภายในเรื่องถึงมีความหวังที่จะเปลี่ยนโลกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งๆ ที่ยังเรียนหนังสืออยู่เสียด้วยซ้ำ คำตอบนี้ถูกตอบง่ายๆ จากคนวัยทำงานว่า รสชาติแห่งการเป็นผู้ใหญ่ ต้องแลกมากับการเสียสละอะไรบางอย่าง และหนึ่งในนั้นคือ ความฝัน

เพราะเราอาจจะ ‘เคย’ มีความฝันไม่ต่างกับตัวละครเอก เพียงแต่ปัจจัยในชีวิตนั้นไม่เหมือนเดิม จำต้องกระเสือกกระสนใช้ชีวิตไปวันๆ จนหมดไฟที่จะสู้ต่อ

สุดท้ายแล้วจึงทำได้เพียงฝากความหวังให้ตัวละครเอกที่เป็นเด็กรุ่นใหม่นำพามาซึ่งการเปลี่ยนแปลง ทดแทนไฟแห่งความหวังในตัวเราที่มอดลงอย่างไม่รู้เลยว่าจะจุดติดขึ้นมาอีกครั้งได้อย่างไร

ซึ่งตัวละครเอกไร้ชื่อจากเรื่องภาพสุดท้าย 1 ในเรื่องสั้นของหนังสือ ‘แมวดำตัวแรกของชีวิตที่เหลือ’ ที่เขียนโดยเจ้าของนามปากกาณรัณเองก็คงมีชุดความคิดที่ไม่ต่างกัน

มนุษย์เงินเดือน ทุนนิยม อิสรภาพ และความหวัง 

“คุณห่วยแตกได้ไม่มีใครสนใจ แต่ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป”

ตัวละครเอกนิรนามของเรื่องสั้นเรื่องนี้ เป็นชายหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งในเมืองหลวง ประกอบอาชีพหลักเป็นช่างภาพ และชินชากับวัฏจักรเดิมๆ ในชีวิตประจำวันของมนุษย์เงินเดือน แต่ละวันผ่านไปด้วยการทำงานให้มันจบๆ โดยหวังว่าจะไม่ถูกตีกลับ และรอรับเงินเดือนทุกสิ้นเดือนเพื่อเอามาจัดสรรปันส่วนสำหรับการใช้ชีวิตต่อในเดือนถัดไป

ชายหนุ่มเรียกการจัดการเงินก้อนนี้ว่า ‘เศษเสี้ยวของอิสรภาพเดียวภายในมือ’

เพราะหากเจียดค่าใช้จ่ายที่จำเป็นออกไป เขาสามารถใช้เศษเงินที่เหลือในการ ‘ซื้อ’ ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกกินอาหารในร้านที่ชอบ หรือการซื้อสิ่งของไร้สาระที่ทำให้มีความสุขเมื่อได้ครอบครอง (แต่รกหูรกตาในภายหลัง) สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาได้สัมผัสอิสรภาพเพียงชั่วครู่ แม้ว่าใครต่อใครจะพูดกันว่า มนุษย์ไม่มีเจตจำนงเสรี (Free Will) หรือความสามารถในการเลือกทำหรือไม่ทำโดยอิสระจากปัจจัยภายนอก เพราะเราล้วนได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งรอบตัว และอย่างน้อยๆ ก็อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของธรรมชาติด้วยกันทั้งหมด

ซึ่งในเรื่องสั้นนี้ สิ่งที่ตัวละครเอกพร่ำบอกว่ามันคอยกัดกินและกดทับเขาอยู่เสมอ หนีไม่พ้นระบบทุนนิยม (Capitalism) ที่ใครต่อใครก็พูดกันว่าเป็นระบบที่ทำให้ทุกคนมีเสรีภาพในการแข่งขันภายในระบบเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริง ระบบทุนนิยมกลับสร้างการแบ่งแยกทางชนชั้นระหว่างนายทุนและแรงงาน หากจะใช้ชีวิตรอดภายในระบบนี้ก็ต้องมีทุนถึงจะมีแต้มต่อ เหล่านายทุนจึงกระเสือกกระสนที่จะสร้างผลตอบแทนให้กับตัวเอง

ถ้าสังคมนั้นไร้ซึ่งคานอำนาจอย่างระบบประชาธิปไตย นายทุนจำนวนไม่น้อยก็พร้อมจะรีดเลือดจากแรงงาน ใช้งานงกๆ โดยไม่ให้ค่าตอบที่เหมาะสม และไม่คำนึงถึงความเป็นมนุษย์ เพื่อให้ได้กำไรสูงสุด สุดท้ายก็เกิดปัญหาทุนนิยมสามานย์ที่ผูกขาดแม้กระทั่งทรัพยากรอย่างอากาศสะอาดที่ตัวละครเอกนิรนามคนนี้ไม่เคยได้สูดมันเต็มปอด

ทว่าวันหนึ่ง จุดพลิกผันก็เข้ามาเยือนชีวิตของตัวละครเอก นั่นคือ การฝันถึงกระท่อมแห่งหนึ่งและการหายตัวไปของบอส เพื่อนเพียงหนึ่งเดียวของเขา ซึ่งนำไปสู่การพบพานแมวดำไร้เจ้าของตัวหนึ่งโดยบังเอิญ

หากเราลองพลิกหลังหนังสือ จะพบกับถ้อยคำที่เขียนไว้ว่า “เมื่อชีวิตดำเนินมาถึงจุดต่ำสุด จะมีแมวดำอย่างน้อยหนึ่งตัวปรากฏตัวขึ้น และเปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตที่เหลืออยู่ไปตลอดกาล” ซึ่งแมวดำตัวนี้ที่ตัวละครเอกเจอ และตั้งชื่อเรียกให้ว่า ‘โพ’ ก็เป็นแมวดำที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาอย่างที่หนังสือบอก

เพราะมันทำให้เขาหวนนึกถึงความฝันวัยเด็กที่ทำหล่นหาย ความสุขอย่างง่ายที่เคยวาดไว้ และนึกถึงการลุกขึ้นมาเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงในอดีตที่ผ่านมา

เมื่อนักกิจกรรมหมดไฟ

ภาวะหมดไฟ (Burnout) คือ ภาวะการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจที่เกิดจากความเครียดเรื้อรังในการทำงาน ซึ่งสามารถนำไปสู่ปัญหาด้านสุขภาพจิตแขนงอื่นๆ ได้มากมาย อาทิ โรคซึมเศร้า วิตกกังวล หรือภาวะเครียดเรื้อรัง

แต่ภาวะหมดไฟไม่มียารักษาให้หายขาด แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ใครต่อใครก็สามารถพบเจอได้ ต่อให้คุณจะเป็นฮีโร่ที่ต้องการกอบกู้โลก หรือนักกิจกรรมที่มีอุดมการณ์ยิ่งใหญ่ก็ตาม

ซึ่ง ‘รวิ’ เพื่อนร่วมทางเพศหญิงที่ตัวเอกไร้ชื่อของเราพบโดยบังเอิญระหว่างการตามหากระท่อมในความฝัน คือ หนึ่งในนักกิจกรรมที่เคยสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง และยังมีหวังลึกๆ ที่จะสู้ต่อ แม้ว่าเพื่อนร่วมอุดมการณ์หลายต่อหลายคนจะร้างราจากสนาม หรือลาลับจากโลกนี้ไปอย่าง ‘พลอย’ แฟนสาวของเธอก็ตาม

คืนหนึ่งรวิเล่าให้ตัวละครเอกฟังว่า ตนและแฟนสาวคือหนึ่งในกลุ่มนักศึกษาที่จัดการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลทหารเมื่อ 4 ปีก่อน จนกระทั่งวันหนึ่งพลอยและเพื่อนถูกจับเพียงเพราะแชร์บทความที่มีคำปราศรัยของทนายคนหนึ่ง และต่อให้รวิจะวิ่งเต้นร้องขอให้อาจารย์ช่วยประกันตัว ศูนย์ทนายยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ก็ไม่มีแววที่แฟนของรวิจะถูกปล่อยตัว

แฟนของรวิเลือกประท้วงด้วยการอดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิให้กับตัวเอง และสุดท้ายก็จากโลกนี้ไปโดยไม่ทันที่จะได้เห็นอิสรภาพอีกครั้ง

เรื่องราวของรวิทำให้ตัวละครเอกนึกถึงเรื่องในอดีตครั้งที่ใครต่อใครต่างลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อทวงคืนสิทธิ แต่เมื่อมีคำวินิจฉัยที่ลงดาบเพื่อนร่วมอุดมการณ์ หลายคนก็ปิดปากก้มหน้าลงอย่างไม่มีทางเลือก หมดไฟและเลิกสู้เพราะหมดหวัง

การถูกโต้กลับ (Backlash) โดยผู้มีอำนาจเป็น 1 ในปัจจัยที่เลตตี คอตติน โพเกรบิน (Letty Cottin Pogrebin) นักเขียน นักข่าว และนักกิจกรรมชาวอเมริกา เสนอไว้ในบทความ ‘Staying Fired Up: Antidotes for Activist Burnout’ ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้นักกิจกรรมรู้สึกหมดไฟกับการทำงาน หากนักกิจกรรมไม่ยอมรับว่าการถูกโต้กลับจากฝ่ายตรงข้ามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะการที่เราไปสั่นคลอนอำนาจของพวกเขา พวกผู้มีอำนาจไม่มีทางที่จะนิ่งเฉย แม้ว่าการสั่นคลอนอำนาจนั้น จะเป็นแค่เพียงการแชร์บทความลงบนโซเชียลมีเดียก็ตาม อย่างกรณีของอัญชัญ ปรีเลิศ หรือป้าอัญชัญ ที่ถูกจำคุกเพราะแชร์คลิปวิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ หรือกรณีของจิรวัฒน์ที่โดนฟ้องคดี ม.112 เพียงเพราะแชร์โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับประเด็นวัคซีนโควิด ตั๋วช้าง และคำปราศรัยของมายด์-ภัสราวลี

ประเทศมหัศจรรย์ที่จำกัดแม้กระทั่งเสรีภาพในการพูด

แม้เรื่องราวบนหน้ากระดาษจะไม่ได้บอกว่าสถานที่ดำเนินเรื่องคือที่ไหน และถูกแทนที่ด้วยคำว่า ‘ประเทศมหัศจรรย์’ แต่องค์ประกอบภายในเรื่องกับเต็มไปด้วยสิ่งที่ผู้อยู่อาศัยใน ‘ประเทศไทย’ อย่างเราๆ คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นมุมหนึ่งของเมืองหลวงที่มีศาสนสถานสวยงาม แต่อีกมุมหนึ่งของเมืองก็มีสายไฟรกรุงรัง และย่านสลัมชื้นแฉะ

รวมไปถึงสิทธิและเสรีภาพในการมีปากมีเสียงเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters without Borders: RSF) องค์การด้านสิทธิและเสรีภาพสื่อระดับนานาชาติ รายงานดัชนีเสรีภาพสื่อไทย ปี 2567 ไว้ว่า อยู่ที่อันดับ 87 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ซึ่งทำให้ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีสถานการณ์ที่มีปัญหา (Problematic Situation) แม้ว่าจะดีจากยุคสมัยของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีการอ้างใช้ ‘ความมั่นคงของรัฐ’ เพื่อจำกัดเสรีภาพในการนำเสนอของสื่อมวลชนก็ตาม

นอกจากนี้ประเทศไทยยังเผชิญกับคดีการฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเนื้อหาที่จำเลขออกมาพูดจะเป็นความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติก็ตาม

สำหรับนิยามของ SLAPP อาจารย์ติ๊ก – เสาวณีย์ แก้วจุลกาญจน์ นักวิชาการอิสระ และนักปรึกษาด้านกฎหมาย ระบุว่า เป็นการดําเนินคดีเพื่อคุกคาม หรือขัดขวางการใช้สิทธิและเสรีภาพตามที่ถูกรับรองภายใต้รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายสิทธิมนุษยชน ซึ่งต่อให้ปลายทางคดีเหล่านี้จะถูกยกฟ้อง แต่ก็ปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดกลัวที่จะออกมามีปากเสียงเพื่อตัวเองและส่วนรวมได้สำเร็จ

ทั้งที่สิทธิและเสรีภาพในการพูด ควรจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชากรพึงมีเสียด้วยซ้ำ

ท้ายที่สุดแล้ว การพบพานแมวดำทำให้ชีวิตของตัวละครเอกไร้นามของเรื่องนี้เปลี่ยนไปไม่มากไม่น้อย จากการต้องตรากตรำทำงานรับใช้ทุนนิยมอย่างทุกข์ใจในเมืองหลวง ก็เปลี่ยนเป็นการทำงานหลังเคาท์เตอร์ร้านกาแฟภายใต้บรรยาที่อบอุ่นที่ทำให้หายใจได้เต็มปอด 

แต่ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่ชีวิตเปลี่ยนไป เพราะเมื่อเปิดโทรทัศน์เขาก็พบว่ารวิ หญิงสาวที่เขาไม่ได้ติดต่อมานานหลังจากการพบพานครั้งล่าสุด ยังคงยืนหยัดต่อสู้ ปลุกไฟแห่งความหวังที่เกือบมอดลงไปให้ลุกโชนอีกครั้ง และที่สำคัญคือ ข้างตัวของหล่อนมีแมวดำตัวหนึ่งอยู่ ซึ่งน่าจะเป็นสัญญะที่บอกว่า รวิเองก็คงเจอจุดผกผันในชีวิตที่ทำให้เธอลุกขึ้นมาต่อสู้กับโครงสร้างศักดินาที่กดทับด้วยอุดมการณ์และเจตจำนงเดิมของตนและแฟนสาวผู้ล่วงลับ

ซึ่งไฟแห่งความหวังนี้ จะถูกจุดต่อไปใต้แสงอาทิตย์อัสดง เหมือนกับที่ภายในใจของตัวละครเอกของเรารู้สึกขึ้นมาหลังจากเห็นภาพบนจอ

เผด็จการจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ

ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ

FYI

ภาพสุดท้าย เป็น 1 ใน 5 เรื่องสั้นจากหนังสือแมวดำตัวแรกของชีวิตที่เหลือ โดยสำนักพิมพ์ 13357

อ้างอิง