เก้าอี้ โดดเดี่ยว

‘จนเพราะขาดโอกาส – แออัดแต่อ้างว้าง – ห้างคือพื้นที่สาธารณะไม่ฟรี – ปากท้องมาก่อนจิตใจ’ : เปิดโลก ‘ซึมเศร้า’ ของชนชั้นกลางระดับล่างสังคมไทย (Lower middle class) ที่ยังไม่มีใครสำรวจ 

And I find it kinda funny, I find it kinda sad

The dreams in which I’m dying are the best I’ve ever had

I find it hard to tell you, I find it hard to take

When people run in circles, it’s a very, very

Mad world

Mad world

Gary Jules ตั้งใจพาผู้ฟังจมดิ่งไปกับความเศร้าที่แสนงดงาม เนื้อเพลงเล่าเรื่องความเหนื่อยล้ากับการมีชีวิตในโลกที่บ้าๆ การฝันว่าตายไปแล้วอาจเป็นความสุขที่สุดของชีวิตจริงๆ ก็ได้ 

Mad World’ ไต่ชาร์จเพลงสุดดิ่งที่ยังติดอยู่ในใจใครหลายคนตลอดกาลตั้งแต่ถูกปล่อยออกมาในปีพ.ศ. 2525 ช่วงเวลาเดียวกับความโกลาหลในวงการจิตเวชศาสตร์ที่เริ่มหาข้อสรุปชัดๆ ว่าโรคซึมเศร้ามีหน้าตาเป็นอย่างไร จนเกิดทั้งกระแสความเชื่อ และการทดลองเกี่ยวกับปัจจัยทางร่างกายที่มีผลต่อโรคซึมเศร้านําไปสู่การรักษาทางร่างกาย (somatic) 

รวมถึงเป็นช่วงเดียวกันกับที่องค์กรอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) รับรองการใช้ยา Prozac หรือ Fluoxetine (Fulox) ซึ่งเป็นยาที่คนไทยรู้จักกันดีว่าเป็นยาต้านซึมเศร้า และถูกใช้มากที่สุดในโลก 

‘โรคซึมเศร้า’ เริ่มต้นทางการแพทย์ และถูกตระหนักอย่างเป็นทางการจากตรงนั้น 

สุขภาพจิตเป็นเรื่องของคนทุกคน… 

จวบกว่าสี่ทศวรรษ มนุษยชาติเรียนรู้ที่จะยอมรับว่าการที่คนเรา ‘ใจป่วย’ เป็นเรื่องปกติ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสังคมที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทั้งความคิด ประเพณี ศาสนา ค่านิยม กรอบสังคม มายาคติ 

คนบ้า หลังคาแดง ไอพวกอ่อนแอ ใจเสาะ” คือโหลใบใหญ่ที่ครอบสังคมไทยไม่ให้คนเข้าใจแก่นแท้ของโรคทางจิตเวช 

‘โครงการการพัฒนาการสื่อสารและรณรงค์เพื่อสร้างความเข้าใจและความตระหนักต่อสุขภาวะทางจิตของกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน (อายุ 22-45 ปี) จัดทำโดย MasterPeace ศูนย์ให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและสุขภาพจิต ร่วมกับสื่อ Mutual สนับสนุนโดย สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ’   

คือโครงการสำรวจข้อมูลเพื่อพัฒนาการสื่อสารที่เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘สุขภาพจิตเป็นเรื่องของทุกคน’ 

จากการเก็บข้อมูล เข้าสัมภาษณ์กลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน อายุ 22-45 ปี ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ที่มีรายได้ประจำต่อเดือนอยู่ระหว่าง 9,000 – 20,000 บาท ปลายทางพบข้อมูลที่สำคัญสำหรับบริบทสังคมไทยมีมูลเหตุหลายๆ เรื่องที่กู่ร้องบอกว่าสารตั้งต้นที่มนุษย์คนหนึ่งเกิด ‘ภาวะซึมเศร้า’ ไม่ใช่ความใจเสาะ หรืออ่อนแอแบบที่ใครหลายคนคิด แต่มีปัจจัยรายล้อมทั้งเรื่องส่วนรวม และส่วนตัวที่ทำให้คนคนหนึ่งเป็นโรคซึมเศร้าได้

เพราะความจนมันบีบคั้น 

“ตอนนั้นหนูเริ่มดิ่งจากการที่ โอ้โห ตกงานคือชีวิตหนูอับมากเลย ช่วงประมาณเมษาพฤษภาปีที่แล้ว หนูอยากหางาน แต่คือจริงๆ หนูเป็นคนที่มีจุดยืนในตัวเอง ถ้างานที่หนูไม่ชอบ หนูไม่หว่านเหมือนเพื่อนหนู” 

“มันก็มีบ้างที่เราจะดิ่ง ช่วงนี้มันก็มีนะ ที่เราเก่งพอมั้ย หนูจะจบปีหน้าใช่ไหม หนูจะไปสมัครอะไรดี มันเคว้งอะ เพราะหนูเป็นคนที่มันเฉพาะแล้ว มันไม่เหมือนคนอื่น แล้วฉันจะไปทำงานกับใคร ทำอะไร แล้วที่บ้านก็อยากให้ทำงานแล้ว เพราะจริงๆ หนูอยากไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ไม่มีเงิน แล้วเราอยากจะเก็บเงินซักก้อนนึงเพื่อไปอัปภาษาอังกฤษด้วย หนูเลยแบบต้องเก็บเงินเปล่า ต้องทำงาน คือหนูก็ไม่ได้อยากจบเร็วนะ แต่มันมีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้ต้องจบเร็วนะ หนูก็เลยแบบ เอาไงดีวะ ถ้าจบแล้วต้องไปทำงานกับใครวะ”

เจนิส  (นามสมมุติ) เล่าผ่านโปรแกรมวิดีโอคอลซูม (Zoom) เธอเป็นบัณฑิตป้ายแดงที่ไม่สามารถหางานที่สอดคล้องกับความต้องการหรือความถนัดของเธอได้ ขณะการพูดคุย บางช่วงเจนิสขอใช้ความเงียบเป็นคำตอบ การเคว้งคว้างหลังเรียนจบทำให้เธอเกิดความรู้สึกสิ้นหวังจนส่งผลต่อสุขภาพจิตอย่างชัดเจน 

คล้ายๆ กับ อิ่ม (นามสมมุติ) อายุ 35 ปี อิ่มตัดสินใจลาออกจากงานในวัยที่ถูกนิยามว่า ‘ช่วงสร้างตัว’ ซึ่งกลายเป็นหน้าผาที่ทำให้เธอเข้าสู่ภาวะซึมเศร้าแบบเต็มตัว 

“ตอนนี้พอลาออกจากงานแล้ว มันก็ยิ่งกังวล ด้วยความที่เราเป็นลูกคนเดียวด้วย แม่ก็จะกังวลว่าออกจากงานประจําแล้วจะยังไงต่อ อายุก็ 35 แล้ว ทําฟรีแลนซ์แบบนี้มันจะมั่นคงไหม แต่ไม่ว่าจะทํางานประจําหรืองานฟรีแลนซ์ สิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนก็คือคุยกันมากขึ้นว่าตอนนี้รู้สึกยังไง โอเคไหม แล้วถ้ากลับไปทํางานประจํา เขาก็กลัวว่าเราจะเจอปัญหาเดิมหรือเปล่า แรงกดดันในที่ทํางานจะทําให้เราแย่ลงหรือเปล่า หรือว่าไปหาหมอแล้วหมอคุยว่ายังไง เรียกได้ว่าคุยกันมากขึ้น” 

ถึงจะยากที่จะยอมรับ แต่สภาพแวดล้อมทางกายภาพ (Physical Environment) ของเมืองส่งผลต่อสุขภาวะ และสุขภาพจิตของพวกเขา และเราทุกคน 

จากข้อมูลพบว่าสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง และเศรษฐกิจ เป็นประเด็นหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต และสุขภาวะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของอาชีพ ค่าตอบแทน และค่าครองชีพ อันเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตโดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานที่อยู่ในช่วงวัยของการเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งของตนเอง และครอบครัว 

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นในมิติของการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ส่งผลให้รับรู้ถึงความไม่มั่นคง (ทั้งจากภายในและภายนอก) หลายคนไม่สามารถสร้างความมั่นคงได้บนพื้นฐานความถนัดทางอาชีพหรือความต้องการที่มี เกิดเป็นความท้าทาย และภาระทางใจที่พวกเขาต้องเผชิญ และจัดการกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น 

ยิ่งเมืองใหญ่ ยิ่งรู้สึกตัวเล็ก 

ความเหงา อาจจะเป็นหน่วยย่อยของความ ‘ว้าเหว่’ ที่คนส่วนใหญ่เลือกสื่อสารออกมาเป็นคำพูด สิ่งเหล่านี้ทำร้ายคนได้เช่นกัน ภาวะความเป็นปัจเจกชนในสังคมเมืองก็ผลต่อสุขภาวะคนเมืองและสุขภาพจิต

ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่ต้องเผชิญ โดยรับรู้ว่าตนเองต้องต่อสู้ พยายามใช้ชีวิตและรับมือกับความท้าทายด้วยตนเองท่ามกลางเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คน ก่อให้เกิดความรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวได้  

จากงานสำรวจข้อมูลสรุปได้ว่า สภาพแวดล้อมความเป็นเมืองในปัจจุบันมีความแออัดในทางกายภาพ แต่ในด้านจิตใจกลับรู้สึกห่างเหิน เพราะขาดการเชื่อมโยงระหว่างกัน อาจด้วยวิถีชีวิตที่มีความเป็นปัจเจก ท่ามกลางความรีบเร่งในแต่ละวัน 

สภาพแวดล้อมความเป็นเมืองเช่นนี้มีผลต่อระยะความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน เพราะความเป็นเมืองไม่เอื้อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ทั้งในแง่ของการรับฟัง การสนับสนุนทางสังคม (Social Support) หรือแม้กระทั่งความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม หรือชุมชนที่ตนกำลังใช้ชีวิต (Sense of Belonging) ส่งผลให้ผู้คนไม่อาจรับรู้ หรือมองเห็นการสนับสนุนทางจิตใจจากคนรอบข้างได้โดยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่เผชิญกับความยากลำบากหรือความท้าทายในชีวิต 

“ระบบมันไม่เอื้อให้กับเราจะมาเข้าใจกัน มันเหมือนจะเข้าใจแต่มันไม่สามารถที่จะเข้าใจ เพราะว่าเราอยู่บนเส้นทางการแข่งขันเหมือนกันที่ว่าเราจะต้องได้เงินเดือน ทุกคนต้องได้ขึ้นเงินเดือน แต่มันจะมีคนได้ขึ้นมากได้ขึ้นน้อย อย่างเราผู้มีอำนาจเขาก็พยายามกันให้เราได้ขึ้นน้อย เพราะเราลาป่วยบ่อยทั้งๆ ที่เกณฑ์การตัดสินมันไม่ได้อยู่ที่การลา มันอยู่ที่การสอน เรามองว่าการที่เขาให้เราขึ้นเงินเดือนต่ำสุด หลายครั้งใน 3 ปี รู้สึกว่ามันเป็นการทำร้าย ไม่ยุติธรรมมากๆ” 

ขนม (นามสมมุติ) ครูโรงเรียนแห่งหนึ่ง เล่าให้ฟังถึงความรู้สึกที่ถูกเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน ชี้ให้เห็นว่าวิถีชีวิตในเมืองนั้นมีความเร่งรีบ การทำสิ่งต่างๆ ที่แข่งขันกับเวลา อาจทำให้ผู้คนต้องมุ่งความสนใจ หรือใช้พลังในแต่ละวันไปกับการจัดการธุระตามความรับผิดชอบของตนเอง และขาดช่วงเวลาที่จะได้เชื่อมสัมพันธ์กับคนรอบข้าง หรือคนในสังคม

นอกจากนี้ยังมีประเด็นความรู้สึกไม่ปลอดภัยในเมือง การต้องระมัดระวังตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ให้ข้อมูลบางส่วนมีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด และได้เดินทางย้ายถิ่นฐานเข้ามาทำงานภายในกรุงเทพและปริมณฑล ส่งผลให้จังหวะชีวิตเปลี่ยนไป การแข่งขันและเอาตัวรอดภายในวิถีชีวิตแบบเมือง อาจก่อให้เกิดความเครียด และส่งผลต่อสุขภาวะทางจิตเพิ่มขึ้น

ไม่ใช่แค่พืช แต่คนก็ต้องการสังเคราะห์แสง

“มันมีจิตแพทย์ที่เมืองนอกอะ ประเทศอะไรไม่แน่ใจนะ แต่มันมีการจ่ายยา เขาเรียกว่าการจ่ายยาเชิงสังคม ไม่ได้จ่ายแบบยาเม็ด แต่มันจ่ายยาแบบ ผมขอให้คุณไปเดินสวนสาธารณะสัปดาห์ละหนึ่งวัน ไปเดินมาหนึ่งเดือนแล้วคุณกลับมาหาผมควบคู่ไปกับอย่างอื่น หรือมันจะมีที่หนึ่ง ประเทศอะไรจำไม่ได้ บอกว่าเรามีภารกิจให้คุณ คุณจงดูแลสวนดอกไม้นี้ร่วมกับเพื่อนคนอื่นๆ ที่เราจัดให้หนึ่งเดือน คนน่ะเวลาปลูกดอกไม้แล้วมันโต จะคิดว่ากูก็ไม่ได้แย่มากนี่หว่า ปลูกดอกไม้ขึ้นนะ กูมันก็เก่งใช้ได้นะ จะเกิดความภูมิใจ”

ไฟ (นามสมมุติ) อายุ 35 ปี พูดถึงพื้นที่สาธารณะในกรุงเทพฯ ที่เขาบอกว่ามันหายากเหลือเกิน 

สำหรับมนุษย์เงินเดือนการก้าวขาออกจากบ้านตั้งแต่ก้าวแรกก็ถูกนับรวมเป็นค่าใช้จ่ายแล้ว ประเด็นของการขาดแคลนพื้นที่สาธารณะ และพื้นที่สีเขียวจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อภาวะสุขภาพจิตของคนเมือง

“มันต้องมี facility ให้คนคนนึงแค่อยากนั่งบนหญ้า ใต้ต้นไม้แล้ว ดูวิวบึง เค้าเดินไปสวนสาธารณะได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใคร ไม่ต้องยื่นบัตรประชาชน ใครเข้าไปก็ได้ โดยไม่ต้องบอกว่ากูเป็นใคร แต่ว่าตอนนี้ของไทยมันเป็นแบบบัตรคนจน 30 บาท 30 บาทก็ต้องเขตไหนอีก เอ้า ทำไมล่ะ เกิดบังเอิญกูนั่งรถทัวร์มา อยากมานั่งริมทะเลเพื่อปล่อยชีวิตเฉยๆ โดยที่ตัวเองไม่มีตังค์ แต่ดันเป็นไข้ กูต้องนั่งรถทัวร์กลับไปกรุงเทพเหรอ”

จากการเก็บข้อมูล สรุปได้ว่าความสัมพันธ์กับเรื่องของสุขภาวะ การเชื่อมโยงคนในสังคม และธรรมชาติเข้าด้วยกันคือเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรละเลย 

ผู้ให้ข้อมูลบางส่วนสะท้อนให้เห็นว่านอกจากเมืองจะเป็นพื้นที่ของการทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพแล้วนั้น เมืองที่ดีควรมีพื้นที่ในการดูแล และสนับสนุนการพักผ่อนของคนในเมืองด้วยเช่นกัน 

การมีพื้นที่สาธารณะ หรือพื้นที่สีเขียวที่เอื้อให้คนสามารถเข้ามาใช้ในการดูแลตนเอง การพักผ่อนหย่อนใจ พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือแม้กระทั่งเป็นพื้นที่ที่ได้แสดงออกถึงความสามารถ นับเป็นพื้นที่ที่ให้คนทุกคนได้เข้าถึงการดูแลตนเองโดยไม่ต้องเสียเงินหรือมีค่าใช้จ่าย เมื่อไม่มีเงินและขาดแคลนพื้นที่ดังกล่าว โอกาสในการดูแลจิตใจตัวเองจึงลดน้อยถอยลงไปด้วย

เพื่อนสนิท 3 คนของมนุษย์วัยทำงานมีชื่อว่า ‘วิตกกังวล เครียด ซึมเศร้า’ 

คนเราจะมีเพื่อนที่สนิทได้ทั้งหมดกี่คน แต่สำหรับคนวัยทำงาน จากการเก็บข้อมูลพวกเขามักจะมีเพื่อนสนิทที่ชื่อว่า ‘วิตกกังวล เครียด ซึมเศร้า’ อยู่ข้างตัว 

จุดร่วมสำคัญที่สามารถสังเกตได้ คือ สภาวะที่จิตใจหยุดนิ่ง หมดแรง จมดิ่ง ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมในชีวิตได้ดังเดิม รู้สึกว่าตนเองเปลี่ยนแปลงไป แต่ยังไม่เข้าใจ และไม่รู้ว่าจะรับมือหรือดูแลตนเองอย่างไร เกิดความรู้สึกสิ้นหวัง ความคิดลบ ตำหนิตัวเอง ส่งผลให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวและพฤติกรรมแยกตัวออกห่างจากสังคมได้  นำมาสู่ความคิดว่าตนเองไร้ศักยภาพในการใช้ชีวิตหรือการทำงาน ไม่สามารถดูแลตนเองหรือคนรอบข้างได้อย่างเดิม อย่างที่ควรเป็น 

“วันนั้นเหมือนทุกอย่างมันประดังประเดมา หนูร้องไห้ หนูไม่โอเค วันนั้นหนูอยากโดดสะพาน คือรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ อยากหายไปจากชีวิต ไม่อยากอยู่เป็นภาระใคร ถ้าอยู่แล้วไม่มีใครรัก มีแต่คนรังเกียจ กูจะอยู่ไปทำไมวะ ตายไปเถอะ ทุกคนจะได้มีความสุข นี่คือความคิดหนู ณ ตอนนั้น อยากตายเพราะว่าอยากให้ทุกคนมีความสุข ไม่อยากให้ทุกคนต้องมาเห็นหน้าเรา”

หนึ่งในผู้ให้สัมภาษณ์ตอบกับเราระหว่างเก็บข้อมูล ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเพื่อนทั้ง 3 คน ที่ชื่อว่า ‘วิตกกังวล เครียด ซึมเศร้า’ เป็นตัวการหลักๆ ที่มีอิทธิพลต่อแนวโน้มการฆ่าตัวตาย  จูงมือบางคนในวัยทำงานไปสู่ความต้องการที่จะจบชีวิตตัวเองลง ซึ่งเป็นปัญหาที่คนกลุ่มวัยทำงานจำนวนมากกำลังเผชิญ 

ทฤษฎี  Reflexivity สังคมคือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนกลับไปมา 

“มันจะไม่มีเวลาที่เราได้อยู่เงียบๆ คนเดียว ไม่มีเวลาทำโน่นทำนี่โดยที่เราไม่ต้องเกรงใจ ไม่มี ช่วงเวลาของวัยเด็ก ความสนุกแบบเด็กๆ มันหายไปเยอะเหมือนกัน พอโตมามันก็เลยไม่เต็ม ก็เลยไปเรื่อยไปเฉื่อยของมัน แล้วก็ค่อยมารู้สึกว่าชีวิตที่ผ่านมาของฉันค่อนข้างจะแปลก ไปในทางที่ไม่ภูมิใจ ทำให้ชีวิตศิลปินยากลำบากเกินไปไหม แล้วพอ 20 กว่าๆ มันจะมีความรู้สึกที่ไม่ถึงไหนสักที”

ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่จากงานสำรวจข้อมูลกล่าวถึงประเด็นต่างๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาวะทางจิต เช่น สภาพแวดล้อมของเมือง วิถีชีวิต การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม 

เมื่อกล่าวถึงปัญหาทางสุขภาพจิตที่ผู้ให้ข้อมูลประสบกับตนเอง ซึ่งสามารถระบุถึงประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อปัญหาทางสุขภาพจิตของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านการทำงาน ด้านความสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรับผิดชอบในบทบาทหน้าที่ที่ได้รับจนไม่มีเวลาผ่อนคลาย หรือดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม และเกือบทั้งหมดรู้สึกว่าต้องจัดการด้วยตนเองเพียงลำพัง

อย่างที่เกริ่นไปข้างต้น สารตั้งต้นที่มนุษย์คนหนึ่งเกิด  ‘ภาวะซึมเศร้า’ ไม่ใช่ความใจเสาะ หรืออ่อนแอแบบที่ใครหลายคนคิด แต่มีปัจจัยรายล้อมทั้งเรื่องส่วนรวม และส่วนตัวที่ทำให้คนคนหนึ่งเป็นโรคซึมเศร้าได้ 

สังคมนี้จะเป็นอย่างไรทุกคนต่างเป็นจิ๊กซอว์ จะเว้าแหว่งหรือสมบูรณ์ ก็อยู่ที่ทุกคนกำหนด และเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน 

ที่มา : ข้อมูลจากการสัมภาษณ์นำร่อง ส่วนหนึ่งของงานภายใต้โครงการการพัฒนาการสื่อสารและรณรงค์เพื่อสร้างความเข้าใจและความตระหนักต่อสุขภาวะทางจิตของกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน (อายุ 22-45 ปี) จัดทำโดย MasterPeace ร่วมกับ Mutual สนับสนุนโดย สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ