ฟลอเรนซ์ เดย์ ก็เหมือนหลายๆ คนที่เอาแต่แบกเก็บทุกสิ่งทุกอย่างไว้ที่ตัวเอง คิดว่าตัวเองอยู่คนเดียวในโลกราวกับนักติดเกาะร้างผู้อ้างว้าง
ประโยคแรงๆ จากคาร์เวอร์ – น้องชาย ที่กระทุ้งพี่สาวจนจุกเมื่อคราวที่ทุกคนของบ้านกลับมารวมตัวกันในงานศพพ่อ
ตรงปกของเล่ม ‘โรแมนติกกับผี The Dead Romantics’ โดย Ashley Postun แปลโดย ณัฐชานันท์ กล้าหาญ -ของสำนักพิมพ์แซลมอน เขียนเอาไว้ว่าเป็นนิยายรักผีๆ ของนักเขียนไร้หัวใจกับชายหนุ่มไร้ชีวิต
เหตุผลหลักๆ ที่ฟลอเรนซ์ กลายเป็นนักเขียนไร้หัวใจ เพราะอกหักแล้วหนึ่ง สองคือเรื่องร้ายฝังใจในวัยเด็กเพราะเธอสามารถสื่อสารกับคนที่ตายไปแล้วได้ เหมือนกับพ่อ
ส่วนชายหนุ่มไร้ชีวิตก็คือผีที่มีเลิฟไลน์โรแมนติกกับนักเขียนสาวไร้หัวใจ จนกลายเป็นเรื่องราวยาวๆ และที่มาของชื่อหนังสือ
แต่สิ่งที่เราสังเกตเห็นมากกว่าความรักระหว่างคนกับผี คือความรักระหว่างคนด้วยกัน ที่ผลพวงของมันทำให้บางคนกลับแทบไร้ร่าง จางหาย เกือบล่องหน ความสัมพันธ์ที่เคยหยั่งรากและควรจะเติบโต กลับแห้งใกล้ตาย
เผลอๆ ผีในเล่มนี้โชคดีกว่าด้วยซ้ำ เพราะอย่างน้อยก็ยังมีตัวตน
คนที่ทำความรักตัวเองหล่นหายอย่างฟลอเรนซ์ก็ให้ค่าตัวเองไม่ได้ดีไปกว่านั้น การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์คด้วยอาชีพโกสต์ไรเตอร์หรือนักเขียนผี พร้อมกับมีความรักที่ท็อกซิกยิ่งทำให้เธอแปะป้ายตัวเองว่าเป็นนักติดเกาะร้างผู้อ้างว้าง
แต่เพราะการจากไปของพ่ออย่างกระทันหัน ทำให้ทุกคนกลับมารวมตัวกัน รวมถึงฟลอเรนซ์ที่ไม่กลับบ้านมาเกินสิบปี นอกจากความเป็นลูกคนโต ด้วยสำนึกหน้าที่งานนี้เธอคือเรี่ยวแรงสำคัญของงานศพพ่อ
ถึงจะจากไปอย่างไม่ทันคาดคิด จากการทำธุรกิจจัดการศพมาตลอดชีวิต พ่อก็สั่งเสียไว้หลายอย่าง และคำสั่งเสียหลายๆ ข้อ ฟลอเรนซ์อาสาทำ
พ่อไม่ได้เขียนไว้อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เหมือนว่าหลายๆ คำสั่งเสียจะเขียนไว้เพราะอยากให้ฟลอเรนซ์ได้ ‘กลับบ้าน’ จริงๆ แบบไม่ได้กลับมาแค่ตัว
‘บ้าน’ ที่ไม่ได้เงียบแต่มันสงบ ประกอบด้วยพ่อ แม่ และลูกสามคนเรียงตามลำดับ ฟลอเรนซ์ คาร์เวอร์ และ อลิซ
มีเพียงฟลอเรนซ์คนเดียวที่อยู่ต่างเมือง สมาชิกสี่คนที่เหลือยังคงอาศัยในบ้านเกิด
เหมือนฟลอเรนซ์กลับมาบ้านมาเพื่อเจอตัวเอง (self) ที่หล่นหาย
“แม่มีศรัทธาในตัวหนู มากกว่าที่หนูมีให้ตัวเองอีก” ประโยคบอกรักแบบไม่มีคำว่ารักของแม่ที่มาพร้อมกับความศรัทธา – ยาสารพัดโรค
“อย่ากลับบ้านถ้าคิดว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องกลับ” คาร์เวอร์ ก่อนจะบอกพี่สาวในตอนหนึ่งอย่างเหลืออดกับความเก็บกดของนาง ว่า “พี่จะบอกพวกเราสักนิดมั้ยล่ะ หรือแค่เก็บมันไว้กับตัวเหมือนที่พี่เก็บทุกสิ่งทุกอย่างไว้ที่ตัวพี่ นักติดเกาะร้างผู้อ้างว้าง” นั่นเพราะส่วนหนึ่งฟลอเรนซ์อายจนไม่กล้าบอกใครว่าทำงานเป็นโกสต์ไรเตอร์ให้นักเขียนชื่อดัง เพราะไม่คิดว่าจะมีใครรับได้ รวมถึงความทุกข์ทั้งหลายที่เธอเองมองว่ามีค่าเท่ากับฝุ่นผง
เหมือนฟลอเรนซ์มองแค่ทางตรง แต่ไม่เคยมองข้างทางว่ามีใครคอยช้อนคอนรับอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นทางที่เดินผ่านมาหรือทางที่กำลังเดินไปข้างหน้า ถ้าไม่กลับบ้าน เธอคงไม่ได้ทบทวน
พ่อกับแม่สอนมากมายที่เด็กคนอื่นไม่แม้แต่จะนึกถึง เช่น สอนจัดดอกไม้ให้พอดีกับขนาดโลงเพื่อกลบเกลื่อนความจริงว่าผู้ล่วงลับบางคนได้รับมาน้อยเกินไป – คำสอนให้เข้าอกเข้าใจคนอื่นแบบทำให้ดูจากพ่อแม่ถึงฟลอเรนซ์
การรู้สึกโดดเดี่ยว เป็นคนละเรื่องกับการอยู่คนเดียว หลายคนอยู่คนเดียวและอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว หากการแบกและเก็บโลกไว้คนเดียวของฟลอเรนซ์ไม่ใช่อย่างนั้น เธอกลับรู้สึกโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คนมากมาย
แต่เมื่อใครสักคนอย่างพ่อพาเธอกลับบ้านไปหาทุกๆ คน รวมถึงไปเจอความรักกับผีที่ไร้ชีวิต หากผีอย่างเขากลับทำให้เธอมีชีวิต มีตัวตน
“ไม่ใช่ว่าฉันอยู่ด้วยตัวเองไม่ได้ แต่เพราะบางครั้งฉันก็แค่ไม่อยากอยู่ด้วยตัวเอง” มันไม่ใช่ตอนจบของเล่มนี้ แต่เป็นประโยคที่ให้ความรู้สึกว่าฟลอเรนซ์ได้กลับบ้านแล้ว
เพราะพ่อเคยบอกเธอว่ามันไม่เกี่ยวกับสถานที่ แต่เป็นผู้คนที่เราใช้ชีวิตด้วยต่างหาก ที่ไหนสักแห่งที่มีความถาวร ที่ไหนสักแห่งที่ให้ความรู้สึกปลอดภัย
