ใครบางคนที่ทำให้เราหลับในรถได้
ระยะที่ไม่ใกล้จนอึดอัด และไม่ไกลจนห่างเหิน แต่ระยะพอดี มีช่องว่างให้หายใจคล่อง
“คุณทำให้ฉันรู้สึกสงบและมีสมาธิ”
เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่าง เบน วิทเทเกอร์ กับ จูลส์ ออสติน
คนแรกคือชายม่ายวัย 70 ปี ตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณคือรองประธานกรรมการบริษัทที่ผลิตสมุดบันทึกเบอร์โทรศัพท์ซึ่งตอนนี้เลิกกิจการไปแล้ว
คนสองคือเจนวายวัยสามสิบกว่า เป็นคุณแม่ลูกหนึ่ง ซีอีโอบริษัทขายเสื้อผ้าออนไลน์ที่เติบโตเร็วมากจนจำหน้าพนักงานได้ไม่หมดและสามีคือคนที่ทำหน้าดูแลบ้านกับลูก
เรื่องเกิดขึ้นเมื่อจูลส์ ออสติน ต้องจ้างพนักงานฝึกหัด หรือ intern สูงวัยในโครงการเพื่อสังคม ส่วนหนึ่งของการเสริมภาพลักษณ์บริษัท
ความต่างระหว่างรุ่นเป็นตัวเล่าเรื่องหลักผ่านความคิดและกิจกรรมต่างๆ
เหตุผลของคนวัย 70 ที่สมัครมาเป็นพนักงานฝึกหัดคือ อยากมีที่ไปในทุกๆ วัน และ อยากเป็นที่ต้องการ พร้อมบอกข้อดีที่บริษัทควรมีเขา คือ ซื่อสัตย์ ไว้ใจได้ รับมือวิกฤติได้ดี และที่สำคัญ เขาไม่คิดว่าตัวเองต้องเลิกทำงาน
“นักดนตรีไม่มีวันเกษียณ พวกเขาหยุดเมื่อตัวเองหมดดนตรีในหัวใจ และผมก็ยังมีดนตรีในตัวผม”
พื้นที่สำนักงานของจูลส์ อดีตคือบริษัทเก่าของเบนที่ทำงานมานานกว่า 40 ปีจนเลิกกิจการไปเพราะคนบันทึกเบอร์โทรศัพท์ผ่านมือถือบหมดแล้ว และเป็นอีกเหตุผลของการเลือกมาสมัครงานที่นี่ – การยอมรับความเปลี่ยนแปลงได้ก็น่าจะเป็นอีกคุณสมบัติที่ชายวัย 70 มี
วกมาที่จูลส์ หลักการทำงานของเธอและพนักงาน 220 คน คือ “ทำตามธรรมเนียม ไม่ใช่เรา” และจูลส์บอกเบนตั้งแต่วันแรกในฐานะพนักงานฝึกงานที่มีหน้าที่เป็นผู้ช่วยเธอ งานแรกที่เบนทำคือเอาสูทของจูลส์ไปส่งซัก แต่งานที่ทำให้จูลส์ประทับใจคืองานเคลียร์ขยะที่กองบนโต๊ะกลางออฟฟิศ ซึ่งเป็นงานไม่มีพนักงานรุ่นลูกหรือรุ่นหลานสักคนจะทำ ชายวัยคุณลุงคุณตาเลยตื่นแต่เช้ามาทำเอง

หนังเรื่องนี้ว่าด้วยมุมมองต่อเรื่องเดียวกันที่แตกต่างกัน เช่น
การใส่สูทมาทำงานทุกวันของเบน จูลส์บอกว่า Old school แต่จูลส์บอกว่าเด่นดี
จูลส์สั่งงานผ่านอีเมล์ แต่เบนบอกว่า เดินมารับคำสั่งวันละ 2-3 ครั้งดีกว่า
จูลส์บอกเบนว่าไม่ต้องปิดประตูก่อนเดินออกจากห้องทำงาน แต่เบนเลือกที่จะปิดอย่างเบามือ
พนักงานรุ่นลูกมาปรึกษาเรื่องทำผิดต่อคนรักในออฟฟิศเดียวกัน เขาส่งอีเมล์และข้อความเป็นล้านๆ ครั้งก็ไม่สำเร็จ เบนแนะนำสั้นๆ ว่าจงเดินเข้าไปหา สบตา และบอกว่าขอโทษ
หนังเรื่องนี้อาจจะเลือกข้างเล่าในมุมอินเทิร์นวัย 70 ด้วยการเสนอภาพให้เล่นในบทบาทนักแก้ปัญหาโดยเฉพาะการเอาตัวเข้าไปแก้ปัญหาทั้งเรื่องงานและส่วนตัวให้จูลส์ และมันก็สำเร็จไปเกือบทุกครั้งด้วยความนิ่ง ตกผลึก และยืดหยุ่น จากประสบการณ์และวัยที่มากกว่าของเบน
ในสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมอาจไม่ได้เรียบลื่นอย่างสองคนนี้ ยังมีช่องว่างระหว่างวัยเกิดขึ้นมากมายและถ่างห่างขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดอคติ จนมีศัพท์เกิดขึ้นใหม่ว่า ‘วยาคติ (ageism)’
สำนักงานราชบัณฑิตสภา ให้ความหมาย วยาคติ ว่าคือ อคติ และการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลด้วยเหตุแห่งอายุหรือวัย อคติที่ว่านี้อาจเกิดขึ้นจากความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม หรือ บรรทัดฐานในทางลบที่คนมีต่อคนบางกลุ่มอายุ ซึ่งนำไปสู่ความลำเอียงและการเลือกปฏิบัติ เช่น การไม่รับฟังความเห็นของวัยรุ่น เพราะเห็นว่าเด็กเกินไป หรือการไม่ยอมรับพฤติกรรมบางอย่างของผู้สูงวัย เพราะมีทัศนคติว่าผู้สูงอายุไม่ควรทำอย่างนั้น
มีงานวิจัยสนับสนุนประเด็นนี้อย่างน่าสนใจ คือ งานวิจัยเรื่อง “ทัศนคติ การปฏิบัติ และตัวแบบในการส่งเสริมค่านิยมที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุในสังคมไทย” โดย รศ.ดร.วรรณลักษณ์ เมียนเกิด และคณะ โดยยกตัวอย่าง ความคิดลบต่างๆ จากคนต่างวัย อย่าง ผู้สูงอายุไม่มีประโยชน์,ผู้สูงอายุเป็นภาระ และมักเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง
“อาจเป็นเพราะบางคนไม่สามารถปรับตัวให้เขากับยุคปัจจุบัน บางคนก็มีอารมณ์ที่หงุดหงิดง่าย เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้บางคนหลีกเลี่ยงที่จะมีปฏิสัมพันธ์” รศ.ดร.วรรณลักษณ์ บอกว่างานวิจัยชิ้นนี้สำรวจกลุ่มช่วงวัยอื่นๆ คือ เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) เอ็กซ์ (x) วาย (y) และซี (z) กว่า 1,000 คน
สิ่งที่น่าสนใจจากข้อมูลนี้ คือ Gen X เป็นช่วงวัยที่มีแนวคิดด้านบวกต่อผู้สูงอายุมากที่สุด ในขณะเดียวกัน Gen Y มีแนวคิดด้านลบต่อผู้สูงอายุมากกว่าคนวัยอื่นๆ
จูลส์ซึ่งเป็นตัวแทนเจนวายก็คิดลบต่อเบนในช่วงแรกๆ สั่งย้ายงานเพราะเบนช่างสังเกตและมาเข้าใกล้ชีวิตส่วนตัวมากจนเกินไป
แต่บทก็ถูกเขียนให้เจนวายและเบบี้บูมเมอร์คู่นี้ค่อยๆ กลายมาเป็นหยินและหยางซึ่งกันและกัน แต่ก็ไม่ใช่ความสัมพันธ์ใกล้ชิดมาก ระยะห่างประมาณเบาะหลังซึ่งจูลส์มักนั่งประชุมสลับกับคุยโทรศัพท์ และ เบาะหน้าซึ่งเบนทำหน้าที่ขับรถให้ โดยไม่ต้องใช้Google map แต่ใช้สมองจำเอา
จูลส์ซึ่งไม่เคยไว้ใจใครนอกจากสามีและลูก และไม่เคยงีบที่อื่นนอกจากบ้าน กลับผล็อยหลับได้ง่ายมากในรถที่เบนขับ
ความผูกพันที่เกิดขึ้นระยะสั้นนี้อาจไม่มีคำเรียกตายตัว แต่มันมักจะเกิดขึ้นกับคนที่ต่างกันมากๆ ถ้าสนามแม่เหล็กเกิดจากขั้วบวกดึงดูดขั้วลบ คนต่างวัยก็คงไม่แตกต่างกัน ขอเพียงไม่ผลักไส และเปิดใจวางใกล้กัน
ก็เหมือนตอนท้ายที่จูลส์มาเคาะประตูบ้านเบนเพื่อเอ่ยประโยคนี้
“เวลาต้องการใครสักคน และคนๆ นั้นพึ่งพาได้ มันแค่นี้เลย”
