วีระชาติ กิเลนทอง : “ต่อให้ไม่มีผม ทุกคนคงรู้สึกได้ว่าเด็กกำลังเจอภาวะ Learning Loss บทบาทของผมคือทำให้มั่นใจว่าสิ่งที่ทุกคนคิดมันถูกต้อง แต่มันฟื้นฟูได้” 

เขียนหนังสือไม่ได้เพราะกล้ามเนื้อมัดเล็กไม่ถูกพัฒนา

กลับมาเรียนหนังสือแบบครึ่งๆ กลางๆ เพราะทักษะเชิงวิชาการหายไป

นี่คือสถานการณ์จริงที่เด็กปฐมวัยกำลังเผชิญหลังโรงเรียนกลับมาเปิดเต็มรูปแบบ จากสถานการณ์ล็อกดาวน์ในช่วงโรคระบาดที่ผ่านมา

ช่วงเวลาการเรียนรู้ที่หยุดชะงัก ทำให้เด็กอนุบาลที่กำลังก้าวขึ้นสู่ชั้นประถมต้นมีภาวะถดถอย งานวิจัยความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (School Readiness) ที่สำรวจเด็กเล็กก่อนขึ้นชั้น ป.1 ระบุข้อมูลไว้ว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่โรงเรียนปิดและเด็กๆ หยุดเรียนเป็นเวลากว่าสองปี ทำให้การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยถดถอยลง กระทบทักษะสำคัญทั้งด้านคณิตศาสตร์ ภาษา และด้านความจำใช้งาน (Working Memory) หากไร้การฟื้นฟูอย่างถูกวิธี เด็กเล็กรุ่นนี้อาจจะกลายเป็น Lost Generation ที่สูญเสียต้นทุนชีวิตในอนาคต

Mutual คุยกับ รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และคณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถึงเรื่องความพร้อมในการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยไทย ในประเด็นการเรียนรู้ถดถอยที่เด็กปฐมวัยต้องเผชิญ รวมถึงทางออกสู่การฟื้นฟูทักษะที่หล่นหายไปหลังสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย

รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED)

จุดเริ่มต้นของงานวิจัยสำรวจความพร้อมเด็กปฐมวัยคืออะไร 

ผมไม่ใช่คนริเริ่มที่จะคิดทำเรื่องนี้ ต้องกล่าวถึง ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่มีโอกาสไปประชุมที่ต่างประเทศ แล้วเขาอยากศึกษาเรื่องเด็กปฐมวัยเพิ่มเติมถึงพร้อมของเด็ก ภายใต้คอนเซปต์ School Readiness 

นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของเราที่เริ่มทำงานตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งเป็นช่วงทดลอง จนเราเริ่มเข้าใจมากขึ้น และลงมืออย่างจริงจังในช่วงปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่เจอกับสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 แต่เราสามารถจะเก็บข้อมูลได้ก่อนที่จะถูกล็อกดาวน์ ฉะนั้นข้อมูลในงานวิจัยที่เก็บเมื่อปี 2563 จึงนับว่าเป็นช่วงก่อนโควิด-19

ต่อมาในปี 2564 เราเริ่มลงมือศึกษาและเก็บข้อมูลความพร้อมของเด็กปฐมวัยอย่างจริงจัง ใน 25 จังหวัด จนพบสภาวะที่ชื่อว่า ‘การเรียนรู้ถดถอย หรือ Learning Loss’ ในฐานะนักวิจัยมันคือเสน่ห์ของการทำวิจัยเลยนะครับที่แม้เราไม่ตั้งใจแต่กลับเจอผลลัพธ์ที่มีประโยชน์ จากนั้นปี 2565 เราก็เก็บข้อมูลต่ออีกใน 29 จังหวัด ทำให้เรามีข้อมูลเด็กปฐมวัยช่วงอนุบาล 3 ประมาณ 3 หมื่นกว่าคนทั่วประเทศจาก 73 จังหวัด 

ถ้าพูดถึงภาพรวมงานวิจัยทั้ง 3 ปีที่ทำให้เราได้เรียนรู้มากพอสมควร ด้วยสถานการณ์โรคระบาดและการล็อกดาวน์ ทำให้เรามีตัวเปรียบเทียบการเรียนรู้ในโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกล็อกดาวน์กับไม่ล็อกดาวน์ผ่านวิธีทางสถิติได้ชัดเจน

จากข้อมูลจึงสะท้อนว่าการล็อกดาวน์ที่ทำให้โรงเรียนปิด มีผลต่อพัฒนาการของเด็กสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของคณิตศาสตร์ ด้านภาษา และด้าน Working Memory ซึ่งเป็นหนึ่งในฟังก์ชันของสมองส่วนหน้า (EF) ที่เป็นส่วนวัดศักยภาพของการจดจำข้อมูลและดึงความจำออกมาใช้งาน และทักษะดังกล่าวมีความสำคัญต่อเด็กคนหนึ่งอย่างมาก

อยากให้อธิบายถึงข้อค้นพบจากงานวิจัยเพิ่มเติม เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างไร

ถ้าเทียบระหว่างปี 2563 และปี 2565 เราพบว่าทักษะของเด็กลดลงแทบจะทุกด้าน ด้านภาษา ด้านคณิตศาสตร์ ด้าน Working memory มันชัดเจนมาก

ที่สำคัญถ้าเราไปวัดความเหลื่อมล้ำของเด็กปฐมวัย ผ่านการประเมินโดยเอาคะแนนเด็กมาเรียงกันจะเห็นว่าความเหลื่อมล้ำมีแนวโน้มสูงขึ้น ฉะนั้นช่วงเวลาที่เราเจอกับโควิด-19 มาอย่างยาวนาน มันไม่ใช่แค่เกิดภาวะ Learning Loss แต่ความเหลื่อมล้ำก็เพิ่มสูงขึ้นตาม สิ่งนี้จึงส่งผลต่อในอนาคตการเรียนรู้ของเด็กๆ แน่นอน

ยกตัวอย่าง 3 ทักษะ งานวิจัยมีวิธีประเมินเด็กอย่างไร 

ด้านคณิตศาสตร์ เราประเมินผ่านการรู้จักตัวเลข การคำนวณบวกลบง่ายๆ รวมถึงวิธี Mental Transformation โดยใช้วิธีเทียบรูปเงา 2 รูป แล้วถามเด็กๆ ว่าถ้าเอารูปนี้มาต่อกันจะเกิดรูปใด นี่คือวิธีการวัดทักษะทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ประเมินเชิงสติปัญญา 

ด้านภาษา เราประเมินผ่านการรู้จักตัวอักษร และผ่านการเล่านิทานสั้นๆ เพื่อให้เด็กตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา หรือที่เรียกว่า Listening Comprehension 

ส่วน Working memory เราประเมินโดยการให้เด็กๆ ดูตัวเลข 0-9 ก่อน จากนั้นเราจะโชว์ตัวเลขให้เด็กดู 3 หลัก เช่น 1 5 8 เพื่อให้เขาจดจำ จากนั้นเว้นไป 10 วินาที แล้วลองให้เขาทวนตัวเลขกลับหลัง ตรงนี้จะช่วยวัดความจำของเด็กๆ 

นอกจากทักษะเชิงวิชาการ งานวิจัยที่สำรวจเรื่องพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กอย่างไร

เราประเมินผ่านวิธีง่ายๆ เช่น วาดรูปวงกลม วาดรูปกากบาท วาดรูปสี่เหลี่ยม เราพบว่าเด็กที่สำรวจ ในปี 2565 มีทักษะตรงนี้ต่ำกว่า ปี 2563 เยอะมาก ซึ่งผลลัพธ์ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะเขาไม่ได้รับการกระตุ้น เขาไม่ได้ไปโรงเรียน ไม่ได้ทำกิจกรรมต่างๆ ที่จะสร้างพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น การเล่นดินน้ำมัน ต่อบล็อก ต่อเลโก้ 

เพราะเมื่อเด็กๆ ไม่ได้ไปโรงเรียน เขาอาจไม่มีอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อกระตุ้นพัฒนาการ รวมถึงความพร้อมของแต่ละบ้านก็มีส่วนสำคัญ ทั้งเรื่องภาวะเศรษฐกิจ ภาวะสังคมที่มันรุมเร้าจนทำให้ผู้ปกครองกดดันและไม่มีสมาธิพอที่จะมาทำกิจกรรมกับลูก ช่วงที่ผ่านมามันจึงเป็นเรื่องน่าเสียดายและน่าผิดหวัง ผมยังรู้สึกว่าช่วงที่ผ่านมาเราปิดกั้นการเรียนรู้ของเด็กนานเกินไป โดยที่ระหว่างนั้นเราไม่มีกระบวนการเยียวยาการเรียนรู้เลย และผมหวังว่าสิ่งนี้จะเป็นบทเรียนในอนาคตของระบบการศึกษา 

อย่างที่อาจารย์บอกการปิดเรียนที่นานเกินไปจนส่งผลต่อกล้ามเนื้อมัดเล็กซึ่งเกี่ยวข้องกับการเขียน แล้ว ‘การเขียน’ สำคัญอย่างไรสำหรับเด็กเล็ก

ผมมองว่า ‘การเขียน’ คือทุนมนุษย์ อาจจะดูไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก

แม้ผมจะเชื่อว่าทักษะการคิดเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แต่ไม่สามารถพูดได้ว่าการเขียนคือสิ่งที่เรามองข้ามหรือต้องเร่งจนมากเกินไป ผมมองว่าการเขียนหนังสือของเด็กคนหนึ่งมันส่งผลกระทบและบอกถึงปัญหาได้เยอะ

เช่นเดียวกับทาง กสศ. ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญเช่นกัน การที่เด็กเขียนหนังสือไม่ได้ มันลึกซึ้งกว่าแค่เขียนไม่ได้ มันสะท้อนว่าช่วงที่ผ่านมาเขาไม่ได้ทำกิจกรรมที่มันกระตุ้นหรือพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กเลย ไม่ว่าจะเป็นการปั้นดินน้ำมัน ต่อบล็อก ต่อเลโก้ รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งควรจะเกิดขึ้นในโรงเรียนหรือในบ้านแต่เด็กๆ ไม่ได้ทำ เพราะต้องเรียนออนไลน์ในช่วงโควิด-19 

กล้ามเนื้อมัดเล็ก รวมถึง 3 ทักษะด้านคณิตศาสตร์ ด้านภาษา และ EF มันสำคัญต่อเด็กอย่างไร

เพราะมันล้วนเป็นสิ่งที่เด็กต้องใช้ครับ 

ทำไมนักวิจัยสนใจกล้ามเนื้อมัดเล็ก อันที่จริงเราไม่ได้สนใจกล้ามเนื้อมัดเล็กโดยตรงเสียทีเดียว แต่ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็กเป็นสัญญาณบ่งบอกภาพรวมบางอย่างที่กระทบกับด้านอื่นด้วยโดยเฉพาะการเรียนรู้ 

ขณะเดียวกันต่อให้เราไปแก้ปัญหากล้ามเนื้อมัดเล็กอย่างเดียว ก็ไม่อาจแก้ปัญหาทั้งหมด เพราะรากเหง้าของปัญหาจริงๆ อย่างเรื่องความพร้อมและความเหลื่อมล้ำยังไม่ได้ถูกแก้ 

ถ้าไปดูงานวิจัย School readiness ในต่างประเทศจะพบว่า ทักษะด้านคณิตศาสตร์ในวัยเด็กเป็นตัวบ่งบอกอนาคตในการเรียนรู้ของเด็กได้ดีเกือบจะที่สุด รองลงมาคือ Working memory หรือด้าน EF 

ส่วนด้านภาษาที่เรารู้สึกสำคัญ แต่กลับน่าแปลกใจ เพราะเด็กๆ จะสามารถปรับตัวและฟื้นคืนได้ ตรงข้ามกับคณิตศาสตร์ที่ต้องจำเป็นต้องอาศัยการกระตุ้นและกลยุทธ์ในการสอน 

ส่วนกล้ามเนื้อมัดเล็กมีความหมายเชิงนัยยะสำคัญกับด้านพัฒนาการต่างๆ ของเด็ก เหตุผลทั้งหมดจึงช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใดเรื่องเหล่านี้จึงเป็นเรื่องสำคัญและสะท้อนถึงความพร้อมของเด็กปฐมวัย

นิยามคำว่า ‘ความพร้อม’ ในเด็กเล็กคืออะไร

สำหรับเกณฑ์การประเมินตามงานวิจัย เราจะดูว่าเด็กมีทักษะที่จำเป็นต่อความสำเร็จในระดับประถมของเขาอย่างไรบ้าง ยกตัวอย่าง การวัดผลจากงานวิจัย School readiness เราจะเริ่มประเมินเด็กอนุบาล และวัดผลต่อเนื่องตอนเด็ก ป.3 ป.5 ป.6 จนพบว่า เขารู้จักตัวเลขหรือการบวกคำนวณง่ายๆ ได้หรือไม่ ด้านภาษา และ Working memory ก็เช่นเดียวกัน ทั้งหมดจะสะท้อนออกมากถึงความพร้อมของพวกเขาในระดับอนุบาล เพื่อจะได้ประสบความสำเร็จในการเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น

พ่อแม่หรือครูจะสังเกตอย่างไรว่าเด็กกำลังไม่พร้อม 

ผมอาจจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเท่ากับคุณหมอหรือนักจิตวิทยา แต่ถ้าให้ตอบในมุมของผมคือถ้าเด็กอยู่อนุบาล 3 กำลังจะเข้า ป.1 เราสังเกตได้ว่าเด็กรู้จักตัวเลขมั้ย? เขามีสมาธิในการที่จะพยายามทำอะไรที่เกี่ยวกับการเรียนรู้หรือไม่?

เช่นเดียวกับพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก พ่อแม่สามารถสังเกตความพร้อมของการใช้มือ ไม่ใช่แค่จับดินสอเขียนหนังสือ แต่หมายถึงการหยิบจับข้าวของ การทำงานศิลปะ ผมว่าบ้านจะเป็นสถานที่แรกที่เห็นว่าลูกของเขามีความพร้อมหรือไม่อย่างไร

ความไม่พร้อมที่เกิดขึ้น นอกจากจะกระทบทักษะทุกมิติ ยังรวมถึงจิตใจของเด็กด้วยอย่างไร

ต้องยอมรับว่างานวิจัย School readiness คือการสำรวจภาพใหญ่เชิงทักษะต่างๆ ฉะนั้นสำหรับเรื่องภาวะทางจิตใจ เราจึงไม่ได้ลงมือสำรวจอย่างใกล้ชิด

ดังนั้นเมื่อเราทำแบบสอบถามเชิงจิตวิทยาเด็กให้ผู้ปกครองตอบ เช่น เด็กชอบบ่นว่าไม่มีใครรักหรือไม่ เด็กเป็นกังวลบ้างมั้ย ด้วยความที่เป็นเด็กเล็กด้วยคำตอบจึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาก แต่ย้ำว่าผมไม่กล้ายืนยันโดยเฉพาะประเด็นความเครียดในเด็ก เพราะมันไม่ได้สะท้อนผ่านผลในแบบสอบถามของเรามากขนาดนั้น 

งานวิจัยเรื่องความพร้อมของเด็กเล็กในต่างประเทศ ตั้งแต่ช่วงเวลาที่มีโควิด-19 มีข้อค้นพบที่เหมือนกับงานวิจัยของอาจารย์ไหม

สิ่งที่เหมือนกันเยอะนะครับ งานวิจัยแทบทุกชิ้นที่สำรวจด้านนี้มีข้อค้นพบในทิศทางเดียวกัน ถึงแม้วิธีการสำรวจอาจจะต่างกันบ้าง ประเมินข้อมูลแตกต่างกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่ในต่างประเทศจะวัดในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา แต่งานวิจัยเราโชคดีมาก เราเป็นเพียงไม่กี่ที่ที่สามารถเก็บข้อมูลเด็กปฐมวัยได้

ซึ่งข้อค้นพบก็คล้ายกันแล้วก็ค่อนข้างสมเหตุสมผล เพราะถ้ามองในภาพรวมเราจะพบว่าภาวะ Learning Loss เกิดขึ้นในเด็กที่เล็กมากที่สุด จากนั้นกราฟจะค่อยๆ ลดลง คือพูดง่ายๆ เด็กยิ่งโตก็จะพอรอด ในแง่ของการเรียนออนไลน์นะครับ

ขอยกตัวอย่าง งานวิจัยในเด็กปฐมวัยที่อินเดีย ข้อค้นพบที่น่าสนใจคือนอกจากเขารู้ว่าเกิดภาวะ Learning Loss ในเด็กแล้ว เขาตามไปดูอีกว่าการเรียนรู้มันกลับมาหรือไม่ เพราะว่ารัฐบาลอินเดีย มีนโยบายออกมาอย่างจริงจังว่าเขาจะรื้อและฟื้นฟูการเรียนรู้ของเด็ก

สิ่งที่เขาทำก็ง่ายมาก เขาไปจ้างครูอาสาไปสอนเด็กเพิ่มตอนเย็น ครูอาสาของเขาก็คือคนในหมู่บ้าน คนในชุมชน จัดอบรมครูอาสาก่อนไปสอนเด็ก เขาพบว่าการทำอย่างนี้ช่วยให้เด็กฟื้นฟูได้เร็วขึ้น โดยใช้ต้นทุนจ่ายครูอาสาไปไม่ถึง 10% ของเงินเดือนของครูโดยทั่วไป แต่ผลลัพธ์คือตลอดช่วงที่ผ่านมา  พบว่าเด็กฟื้นฟูทักษะได้ประมาณ 70% หลังจากเด็กกลับมาเรียนปกติหลังจากโควิด-19 คลี่คลาย 

สิ่งที่ผมอยากชวนคิดต่อคือ ถ้าประเทศเราเป็นอย่างนั้นก็จะดี เพราะนี่เป็นสัญญาณที่เราต้องทำอะไรบางอย่างกันแล้ว

อาจารย์บอกว่าการได้สำรวจกลุ่มเด็กเล็กคือความโชคดี เด็กกลุ่มนี้สำคัญอย่างไร

ไม่ว่าจะงานวิจัยหรืออะไรก็ตามต่างบอกว่า เด็กเล็กคือโอกาสทองที่เราจะพัฒนาคนได้มากที่สุด

แน่นอนว่าคนทุกวัยสำคัญ แต่เด็กเล็กสำคัญมากๆ ถ้าเราเพิ่มโอกาสที่ดีให้เขา เขาจะได้ผลดีและเป็นผลที่ยั่งยืน คุ้มค่ากับสิ่งที่เราลงทุน เราโชคดีที่เราได้สำรวจและพบว่าปัญหามันเกิดขึ้นแล้ว และเราควรจะดูแลหรือทำแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้มันสูญเสียไปมากกว่านี้

ในการทำงานวิจัยเกี่ยวกับเด็กเล็ก เด็กอนุบาล ความยากคืออะไรบ้าง

ในแง่ของทำงานวิจัย การทำงานกับเด็กอนุบาลก็ถือยากกว่าถ้าเทียบกับเด็กโต

การวิจัยเรื่อง School Readiness มันต้องเป็นการวัดตัวต่อตัว หมายความว่าเราจะประเมินเด็กคนหนึ่งผ่านการกิจกรรมทีละกิจกรรม และแต่ละกิจกรรมก็จะวัดผลคนละแบบ ฉะนั้นจินตนาการได้ว่าเราต้องใช้เวลาและใช้กำลังคนพอสมควรในการไปเก็บข้อมูลเด็กเป็นหมื่นคน เปรียบเทียบกับการทดสอบเด็กโต มันอาจจะง่ายกว่ามาก เช่น จัดสอบให้ทุกคนทำพร้อมกัน

งานวิจัยชิ้นนี้จึงเป็นความท้าทายของทีมที่จะติดตามดูแลและสนับสนุนเด็กเล็กอย่างใกล้ชิดท่ามกลางโควิด-19 ที่กำลังระบาด 

ถ้าวันนี้ไม่มีโควิด-19 อาจารย์คิดว่าความพร้อมของเด็กเล็กจะเป็นอย่างไร

น่าจะดีกว่านี้แน่นอน อาจจะมีเด็กบางคนที่ครอบครัวพร้อม ตัวเขาพร้อม ทักษะเขาก็ไม่หาย แต่ยังมีส่วนที่มันยังพร่องอยู่มากพอสมควร 

ณ วันนี้ของประเทศไทยมีโปรแกรมฟื้นฟูหรือมีนโยบายอะไรที่จะมาช่วยเหลือเด็กๆ เหล่านั้นบ้าง

ผมยังไม่เห็นนะครับ เรายังไม่เห็นอะไรที่ชัดเจนในเรื่องของการฟื้นฟูอย่างเป็นรูปธรรม

ผมว่ามันมีอยู่ 2-3 อย่างที่เราควรจะทำได้เหมือนต่างประเทศ ยกตัวอย่างการทำ Summer Camp หรือการสอนเสริมช่วงปิดเทอม เพราะนั่นคือโอกาสสำคัญที่จะเรียกคืนการเรียนรู้ให้กลับคืนมา

เด็กบางคนอาจจะใช้เวลานี้เรียนพิเศษอยู่แล้ว แม้ผมไม่ได้สนับสนุนการเรียนพิเศษโดยเนื้อแท้ของมัน แต่สำหรับคนที่ไม่มีฐานะ คิดเป็นสัดส่วน 60-70% ของประเทศไทยอาจจะไม่เคยส่งลูกเรียนพิเศษเลย เพราะเขาไม่มีความสามารถที่จะทำ เขาไม่มีโอกาสในการเรียนเพิ่มเติม ซึ่งการมี Summer Camp จะช่วยเด็กกลุ่มเหล่านี้ได้มาก

แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่านั่นคือเรื่องของความเหลื่อมล้ำ โควิด-19 ทำให้ช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำขยาย แม้ว่าผลวิจัยจะไม่ได้ระบุว่าเด็กจนหรือเด็กรวยใครสูญเสียทักษะมากกว่ากันอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่ช่วงเวลาฟื้นฟูต่างหากที่จะต่างกันจนเห็นได้ชัด เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐทำได้คือสร้างระบบ รัฐไม่จำเป็นต้องทำไปตลอดกาล แต่อย่างน้อยๆ วางแผนสัก 2-3 ปีข้างหน้า เตรียมงบประมาณ เตรียมทรัพยากร ทำความเข้าใจกับครู-ผู้ปกครอง น่าจะช่วยให้ปัญหาคลี่คลายได้

อย่างต่อมาที่ผมมองว่าเราช้าไปแล้วระดับหนึ่ง นั่นคือการปรับระดับการสอนให้เหมาะกับทักษะของเด็กที่มี ถ้าเราเชื่อว่าเด็กมีภาวะการเรียนรู้ที่ถดถอย สิ่งที่เราควรจะสอนเด็กก็ควรจะถอยกลับไปรับเด็ก ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรจะท้าทายเด็กให้พัฒนาตามในอนาคต แต่ผมว่ามันต้องทำความเข้าใจกันให้ดี

ถ้าเราเชื่อว่าเด็กหายไปครึ่งหนึ่ง วิธีการสอน เนื้อหาที่สอนก็ควรจะถอยกลับไปรับเขาขึ้นมา ตอนนี้เราพบว่า เด็กจบอนุบาล 3 แต่มีทักษะไม่สูงเท่าแต่ก่อน เมื่อพวกเขาขึ้นชั้น ป.1 เราก็ต้องถอยวิธีการสอนให้สอดรับกับนักเรียน เรียกว่า Teaching at The Right Level

คำถามคือคุณครูจะทำอย่างไร ที่จะกลับลงมารับเด็กให้เหมาะสม ผมเชื่อว่าเป็นบทบาทของทั้งส่วนกลางนักวิชาการ ต้องช่วยกันหาวิธีมาช่วยให้คุณครูสามารถปรับตัวเองเข้าไปหาเด็กให้ได้มากขึ้น โดยอาศัยช่วงระยะปิดเทอม มันจะค่อยๆ เติมเต็มขึ้นมา เราก็อาจจะมีโอกาสที่จะปรับมาอยู่ในจุดที่มันควรจะเป็นครับ

อยากให้ช่วยแนะนำการฟื้นฟูในระยะสั้นที่นำไปใช้ในห้องเรียนหรือในบ้าน 

ในบ้าน สามารถใช้วิธีสังเกตแล้วพูดคุยกับลูกบ่อยๆ ค่อยๆ สังเกต ค่อยๆ คุยกับลูก อย่าเร่งอย่ารีบ นี่คือวิธีที่ง่ายที่สุด

“ครอบครัวต้องเข้าใจสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นว่าตอนนี้ลูกกำลังเจอกับภาวะ Learning Loss ดังนั้นปรับความคาดหวังในระยะสั้นกับเขา เพราะไม่อย่างนั้นเด็กอาจจะรู้สึกผิดหวังและท้อแท้ได้เร็วขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเราละเลยหรือเราไม่พยายามจะผลักให้เขาทำอะไรได้ดีขึ้น เพียงแค่ทำความเข้าใจว่ามันต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนรู้” 

ส่วนที่โรงเรียน ผมก็คิดว่าคุณครูน่าจะปรับวิธีการเรียนการสอนให้เหมาะกับเด็ก ต้องตระหนักว่าเด็กมีส่วนที่ขาดหายไป คุณครูอาจจะต้องใจเย็นมากขึ้น ตัวโรงเรียนเองจะต้องเข้าใจมากขึ้น กระทรวงก็ต้องเข้าใจ ช่วยกันปรับความคาดหวังให้เหมาะสม และร่วมกันทำงานกันยาวๆ 

การที่เราจะฟื้นคืนทักษะที่หายไป มันไม่ได้เกิดขึ้นภายในหนึ่งเดือน ปัญหาต่างๆ มันสะสมมานาน ฉะนั้นเราไม่สามารถทำอะไรข้ามคืนได้ ทุกส่วนก็จะต้องใช้เวลาทั้งนั้น

สถานการณ์โรคระบาดในปัจจุบันเริ่มกลับมาคลี่คลายแล้ว แต่ถ้าไม่มีการฟื้นฟูจริงจัง ภาพต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น

ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย อย่างน้อยในระยะสั้นๆ สิ่งที่จินตนาการได้คือเด็กที่มีฐานะทางบ้านต่ำ ทักษะของพวกเขาจะต่ำกว่าปกติ อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่แน่นอนว่าพื้นฐานของพวกเขาจะไม่แข็งแรง ส่งผลให้เกิดปัญหาต่อเนื่องเมื่อเขาจบแล้วไปทำงาน โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กรุ่นก่อนจะเกิดโควิด-19 ที่เขามีความพร้อมหรือมีทักษะมากกว่า เด็กที่มีฐานะทางบ้านต่ำกว่าจะมีทักษะด้อยกว่าชัดเจน ท้ายที่สุดอาจส่งผลถึงต่อการตอบสองในตลาดแรงงานของตัวเขาในอนาคต

นอกจากนั้นเราจะพบปัญหาเรื่องภาวะ Loss Generation ลองคิดภาพตามดูว่า ถ้าลูกคุณคือเด็กรุ่นโควิด-19 ที่การมีภาวะการเรียนรู้ถดถอย แต่รุ่นพี่และรุ่นน้องของเขาที่ไม่ได้เรียนท่ามกลางโควิด-19 กลับมีพัฒนาการปกติ ลูกของเราจะเหมือนแซนวิชและเป็นรุ่นที่อาจจะสูญเสียทักษะไป 

ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาที่มีอยู่มาก ถ้าเรายิ่งไม่แก้ ไม่เร่งฟื้นฟูทักษะ มันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

งานวิจัยในอดีตค่อนข้างชี้ไปในทิศทางที่ว่า คนยิ่งเรียนดี ยิ่งเรียนได้เร็ว (Dynamic Complementarity) เช่น ผมเรียนเก่งมากในระดับ ป.5 พอขึ้น ป.6 ผมก็จะเรียน ป.6 ได้เร็วกว่าคนที่เรียนไม่เก่งเท่าผม ฉะนั้นสมมติว่าเด็กคนไหนเก่ง อยู่ในฐานะหรืออยู่ในสภาพที่พร้อมกว่า เขาจะได้รับการเสริมเพิ่มเติมและฟื้นฟูที่ดีกว่า ความถ่างตรงนี้มันอาจจะยิ่งถ่างกันเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ โอกาสที่เราจะเห็นความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาก็สูงขึ้น 

ดังนั้นการฟื้นฟูไปพร้อมๆ ลดช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำจึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา 

ผมอยากจะฝากทุกหน่วยงานที่พยายามฟื้นฟูด้วยว่า อย่ากดดันตัวเองแล้วบอกว่าจะทำให้แล้วเสร็จในเวลาอันสั้น ผมยังไม่มีความหวังว่ามันจะจบสั้น แต่ต้องเร่งรีบแก้ เริ่มแก้ให้เร็ว วางแผนกันยาวๆ แล้วมันอาจจะนำไปสู่ทางออกทางการศึกษาในอนาคต นั่นคือการยกระดับคุณภาพการศึกษาที่เราพยายามทำมาไม่รู้กี่ชาติแล้ว ผมหวังว่าโควิด-19 จะเป็นตัวกระตุ้นที่ดี ที่ทำให้มันเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้น 

ณ วันนี้มีใครหยิบยกงานวิจัยของอาจารย์ไปต่อยอดในการฟื้นฟู แก้ไข หรือลงมือปฏิบัติจริงแล้วบ้าง

ผมว่าหลายภาคส่วนคงไม่ได้รอฟังงานวิจัยจากผมนะ เพราะตอนนี้ทุกคนไม่ว่าจะโรงเรียนหรือผู้ปกครองต่างรู้ตัวว่าเราต้องพยายามฟื้นฟูทักษะของเด็กๆ สิ่งที่งานวิจัยค้นพบคือการทำให้เรื่องนี้มันชัดเจนและมั่นคงขึ้นมากกว่า ต่อให้ไม่มีผม ทุกคนคงรู้สึกและสังเกตได้ว่าลูกๆ ของเรากำลังเจอกับภาวะ Learning Loss บทบาทของผมคือมาทำให้ทุกคนมั่นใจมากขึ้นว่าสิ่งที่ทุกคนคิดมันถูกต้อง ทักษะมัน Loss และหายไปจริงๆ 

อาจารย์มีแผนจะต่อยอดทางงานวิจัยด้านอื่นๆ เพิ่มเติมไหม

ถ้าถามในเชิงระยะยาว เราก็คงยังอยากจะยกระดับคุณภาพการศึกษากันต่อไป

ผมหวังว่าเราจะได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากโควิด-19 เราเห็นปัญหามันถูกซุกไว้ใต้พรมเยอะมาก โรคระบาดมันช่วยยกพรมนี้ขึ้นมา เราอาจจะใช้โอกาสนี้ปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการศึกษา นั่นคือสิ่งที่ผมเองก็ยังพยายามทำอยู่

สำคัญคือโควิด-19 ส่งสัญญาณบ่งบอกให้รับรู้ถึงภาวะ Learning Loss และผู้ปกครองต้องการความช่วยเหลือ 

สิ่งที่เรากำลังทำคือการร่วมมือกับกสศ. ในโครงการที่เรียกว่า ‘Parenting’ นั่นคือการพยายามจะไปช่วยผู้ปกครองให้สามารถสร้างกิจกรรมที่กระตุ้นพัฒนาการเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า ‘Home Visit’ นั่นคือการอบรมพร้อมกับเตรียมอุปกรณ์ไปในทุกบ้าน เช่น เมื่อไปเยี่ยมบ้านเด็ก เราจะพาเด็กและผู้ปกครองมาทำกิจกรรมร่วมกัน สิ่งนี้จะช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าเวลาทำกิจกรรมกับเด็กควรทำอย่างไร ซึ่งกิจกรรมมีหลากหลายมาก ตั้งแต่การอ่านหนังสือ เล่นบล็อก เล่นจิ๊กซอว์ ร้องเพลง ผมเชื่อว่ากิจกรรมเหล่านี้จะส่งเสริมในแง่พัฒนาการของเด็กและช่วยพัฒนาตัวผู้ปกครองเองด้วย เพราะโจทย์สำคัญคือถ้าในอนาคตเกิดวิกฤตขึ้นอีก เราจะได้เตรียมความพร้อมให้ทุกฝ่ายได้

ครู ผู้ปกครองและเด็กๆ ควรโฟกัสอะไรหลังจากนี้ 

สิ่งแรก ผมคิดว่าทุกคนก็ต้องกลับมาพยายามใช้ชีวิตให้มันคุ้มค่าเหมือนแต่ก่อน 

ในฐานะผู้ปกครองอยากจะขอให้ใจเย็น คุณครูอยากให้ปรับตัวเข้าหาเด็ก ส่วนเด็กเราคงบอกไม่ได้ เพราะเขาเป็นเด็กเล็ก เพราะมันขึ้นอยู่กับว่าผู้ใหญ่ทำอะไรกับเขามากกว่า ผมคิดว่าถ้าผู้ใหญ่ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ของเด็กเล็กได้ ไม่เร่งจนเกินไป ไม่ละเลย รักษาสมดุลของระบบการศึกษา ไม่ทิ้งวิชาการและไม่ใช่จับเด็กมานั่งโต๊ะเพื่อท่องจำ ไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองเป็นปีศาจกับพวกเขา อย่างน้อยในระยะยาวมันอาจสร้างทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ 

เด็กเล็กจะต้องเติบโตไปอยู่ในโลกที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ โลกที่ต้องการคนมีความสามารถที่จะอยู่ในโลกใบนั้น คำถามคือเราจะสร้างวิธีการเรียนรู้อย่างไร ที่มันจะสมดุล เด็กไม่ต้องมาทรมานท่องจำในเรื่องที่ไม่จำเป็น แต่ในขณะเดียวกันเด็กก็ได้เรียนรู้ในเรื่องที่จำเป็น ผมว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราต้องมองไปข้างหน้าร่วมกัน 

ผมยังเชื่อลึกๆ ว่าที่ถ้าเราเข้าใจกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์อย่างแท้จริงจากอดีตมา เราจะเรียนรู้ว่าอะไรที่มันสำคัญบ้าง เราจะสามารถกำหนดสิ่งที่เราต้องเรียนได้น่าสนใจมากขึ้น และบางอย่างถ้ามันไม่จำเป็นจริงๆ ก็ควรเอาออกไปบ้างนะครับ แน่นอนสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นความท้าทายและเป็นสิ่งที่คงต้องทำงานกันอีกยาว ผมคงโชคดีที่น่าจะมีงานทำอีกเยอะ (หัวเราะ)

การฟื้นฟูทักษะต่างๆ ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำในการศึกษาไทยจะเกิดขึ้นได้จริงมั้ย?

การฟื้นฟูทักษะหลังโควิด-19 ไม่น่ากลัวเท่าความเหลื่อมล้ำ

ผมเชื่อว่าถ้าเราตั้งใจจะฟื้นฟูอย่างจริงจังมันสามารถทำได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการทำ Summer Camp การเพิ่มเวลาเรียนเพื่อทดแทนเวลาที่หายไปของเด็ก แต่สิ่งยากกว่าคือเราจะทำให้ระบบการศึกษาโดยรวมมีคุณภาพสูงขึ้นในระยะยาวอย่างไร

การทำให้ ‘เด็กทุกคน’ มีโอกาสที่จะเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพคือเรื่องยาก เรายกระดับบางโรงเรียนได้ โดยการถมทรัพยากรเข้าไป แต่ผมว่ามันไม่ใช่ตัวอย่างของการพัฒนาประเทศ เพราะมันแค่คนหยิบมือเดียวแลกกับใช้ทรัพยากรมหาศาลมาก เด็กที่ได้โอกาสเรียนในโรงเรียนแบบนี้ เหมือนถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1  จบออกมาเป็นคนเก่ง แต่ประชากรเด็กไทยไม่ได้มีแค่นี้ จะทำอย่างไรให้เด็กที่อยู่ห่างไกลมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มันมีคุณภาพมากขึ้น นี่คือความท้าทายที่ไม่ง่ายเลย 

สุดท้ายในมุมมองของการเป็นพ่อ อาจารย์ห่วงเรื่องอะไรในเด็กรุ่นนี้มากที่สุด

ผมเป็นห่วงเรื่องสมาธิในการเรียนของเด็กเล็ก จะเห็นได้ว่าเมื่อเปิดเทอมมาแล้วสมาธิในการเรียนของพวกเขามันยังดูขาดหายไปบ้าง แต่มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เราเลี่ยงไม่ได้เพราะเด็กทุกคนเข้าไปอยู่ในโลกออนไลน์มานาน ที่สำคัญเราทุกคนต้องใช้ความพยายามในการจะค่อยๆ ดึงเขากลับมาในจุดที่มันควรจะเป็น