ที่บ้านใครดูลูก หรือ แล้วใครดูบ้าน
“เป็นคำถามจากเพื่อน สส.บางคน และพูดอย่างนี้บ่อยๆ มันก็ทำให้รู้สึกว่าเอ๊ะยังไงนะ” ครูจุ๊ย กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิก้าวหน้า หยิบคำถามธรรมดาที่มีหลายวาระซ่อนอยู่มาชวนคุย
หนึ่ง ลำพังการเข้ามาสนามการเมืองไทยนับว่ายากแล้ว การเข้ามา ยืนระยะ และทำผลงานให้สมกับที่ได้รับเลือกมา ระหว่างทางยังต้องเจอคำถามทำนองนี้หลายครั้ง
สอง พ.ศ.ปัจจุบันที่ประเด็นจำนวนนักการเมืองหญิงถูกพูดถึงมานานจนหลายคนส่ายหน้านี้ แต่คำถามสำคัญกว่าคำถามว่า “แล้วที่บ้านใครดูลูก” ยังมีอย่างสม่ำเสมอและไม่เคยถูกตั้งคำถามกลับ
สาม ในฐานะคนที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี ครูจุ๊ย มองคำตัดสินกรณี สส.พรรคประชาชน 10 คนของศาลฎีกาที่เกิดขึ้นไม่กี่สัปดาห์ก่อนว่า
“สุดท้ายแล้วการประหัตประหารชีวิตทางการเมืองจะไปถึงจุดไหน พื้นที่ทางการเมืองลำพังก็เข้ามายากอยู่แล้ว คุณยังจะมีระบบที่สามารถไปตัดตอนนักการเมืองแบบนี้อีก”
กลับมาที่ประเด็นจำนวนนักการเมืองหญิง 30% คือตัวเลขในอุดมคติที่สุดของบริบทการเมืองไทย
“แต่ถ้าอุดมคติที่สุดของดิฉันจริงๆ คือสัดส่วนประชากรหญิง:ชาย มีเท่าไหร่ก็ตามนั้น”
ตอนนี้ประชากรทั้งหมด 65.8 ล้านคน เพศชาย 32,163,109 คน เพศหญิง 33,645,902 คน และเพศหญิงมากกว่าเพศชาย 1.4 ล้านคน (สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง , ธันวาคม 2568)

อะไรคือเหตุผลสำคัญว่าทำไมเรายังต้องพูดเรื่องนี้ต่อ
เพราะมันยังไม่ถึงปริมาณที่เป็น critical mass ตามทฤษฎีมันคือ 30% แต่ตอนนี้เราอยู่ 19% ก่อนหน้านี้มันอาจเคยแตะเลขสอง ในยุค คสช ก็ลงต่ำไปที่สิบกว่า แล้วมันก็เป็นแบบนี้ เท่านี้ แล้วก็ไม่ไปไหน และยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชีย คือ 22%
ตามทฤษฎีก็ไม่ได้ ค่าเฉลี่ยเอเชียก็ไม่ได้ ยังไม่ต้องเทียบกับบริบทยุโรปเหนือที่สูงถึง 61% เรายังไม่ถึงอะไรเลย มันก็เลยยังต้องพูดต่อ
ตัวเลข 19 มันเดินทางมายังไง
การเดินทางมันมาจากการที่เราไม่มีเป้าหมายเชิงระบบเลย เราก็ปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ตามมีตามเกิดตามบุญตามกรรม พอพูดเรื่องผู้หญิงในพื้นที่การเมืองไทย มันเลยต้องพูดซ้ำๆ แล้วมันกลายเป็นประเด็นที่คนรู้สึกว่าเบื่อ พูดอีกละ ทำไมยังไม่เลิกพูดอะ
ก็ในเมื่อบทสนทนามันวนอยู่แค่นี้ อีกปัญหาหนึ่งคือพอบทสนทนามันวนอยู่แค่นี้ เราเลยไม่พูดถึงทางออก ทั้งเชิงระบบและไม่ใช่เชิงระบบ มันมีเชิงระบบและเชิงบุคคลหรือเชิงองค์กร ซึ่งเราบ่นแต่ว่ามันเล็กน้อย แล้วแบบ so what หรือ what’s next ของมันคืออะไร
เมื่อครู่ครูพูดถึงเรื่องความเบื่อ แล้วความเบื่อนั้นมันคืออะไรบ้าง
ใช่ๆ จุ๊ยคิดว่ามันพูดซ้ำ พูดบ่อย และทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งเราก็จะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด แต่จุ๊ยว่าประเทศไทยเป็นเคสที่น่าสนใจมากเลยนะ เราไม่พูดถึงทางออก สมมุติเราพูดเรื่องโควต้า มันก็จะมีเสียงต่อต้านระงมอยู่ประมาณหนึ่ง “ไม่ได้หรอกเราต้องให้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาสิ” แต่มันมีอุปสรรคไง
แล้วมันไม่ได้เป็นแค่แวดวงการเมืองนะ แวดวงธุรกิจก็มีปัญหาเหมือนกัน เอาเรื่องปริมาณล้วนๆ
ไปไล่ดูบริษัทที่จดทะเบียนและมีชื่อผู้หญิงเป็นเจ้าของ น่าจะประมาณ 26% แล้วพอไปดูในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มันคือ 14% ตัวเลขมันไม่โกหกเรา คำถามของจุ๊ยคือผู้หญิงมันไม่เก่งเหรอ
ทำไมตัวเลขมันเป็นอย่างนี้ อะไรที่ทำให้ผู้หญิงเดินไปไม่ถึงจุดนั้น

การที่พูดถึงแต่ปัญหาโดยไม่พูดถึงทางออก มันเป็น norm ของเราหรือเปล่า
เราว่ามันคือวิธีการเลี่ยงการแก้ปัญหาแบบหนึ่ง ก็พูดถึงแล้วไง การพูดถึงก็เป็นการแก้ปัญหาแบบหนึ่งไงแต่มันไม่ได้พูดถึงวิธีการแก้ปัญหาจริงๆ ซึ่งแย่นะ
อุปสรรคที่ขวางอยู่ มันคืออะไรบ้าง
เอาในระดับที่ลึกที่สุด เราคิดว่าผู้หญิงทุกคนมี self-doubt หรือมีข้อสงสัยในตัวเองเสมอ มันเริ่มจากฉันจะทำได้ไหม ซึ่งมันไม่ได้เริ่มจากว่า ได้ ได้ดิ เราเชื่อว่า ผู้ชายก็สงสัยในตัวเองแต่น้อยกว่า
จากประสบการณ์การสัมภาษณ์ ผู้ที่เข้ามาสมัครในหลักสูตร WEPLA บทสนทนามันเริ่มต้นแบบนี้มาตลอด เช่น ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะว่าจะทำได้ไหม แต่เดี๋ยวลองดูก่อนนะคะ มันเป็นลักษณะพื้นฐานหนึ่งของผู้หญิง แล้วพร้อมกันกับที่เรากำลังจะเดินเข้าไปสู่พื้นที่ที่รู้สึกว่ามันไม่ใช่พื้นที่ของเรา เลยทำให้อาการแรกของการจะลองทำสิ่งนี้มันคือการสงสัยก่อน สงสัยเสร็จแล้วก็โดนแปะป้ายว่าถ้าเธอเป็นนักการเมืองหญิง เธอต้องพูดเฉพาะบางเรื่องเท่านั้น เธอต้องเป็นเฉพาะบางบทบาท เช่น ผู้ช่วย ท่านรอง เลขาบทบาท กรรมการธิการด้านสวัสดิการ การศึกษาเป็นเรื่องที่ผู้หญิงถูกคาดหวังให้พูด
เราถูกคาดหวังให้พูดบางเรื่อง ถ้าผู้หญิงกระโดดไปพูดเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องความมั่นคง ก็จะมองหน้านิดหน่อย อีกอันนึงคือพอจะทำงานการเมืองก็จะโดนหน้าที่ที่สังคมบอกไว้ว่าเดี๋ยวต้องดูแลบ้าน ดูแลพ่อแม่เดี๋ยว ญาติพี่น้อง จิปาถะต่างๆ นานา พร้อมกันนั้นในยุคปัจจุบันคุณทำงานบ้านอยู่เฉยๆ ก็ไม่ได้ คุณจะเลี้ยงลูกเฉยๆ ก็ไม่ได้คุณต้องทำงานนอกบ้านอีก คุณโดนดึงไปหมดเลย หมดแล้ว 24 ชั่วโมง
เอาง่ายๆ ยังไม่ต้องลงสนามการเมือง แค่สมัคร WEPLA ผู้หญิงแต่ละคนกว่าจะมาสมัครได้ เขาต้องเคลียร์อะไรข้างหลังบ้าง พอผ่านไปเสร็จแล้วเดี๋ยวมันจะมีด่านที่ทำงานอีก
ผู้หญิง 50 คนที่มาเรียนปีที่แล้วกับอีก 100 ที่มาสมัคร จุ๊ยชื่นชมเขามากๆ เพราะมันผ่านการเดินทางภายในและการตั้งคำถามทั้งจากภายในและภายนอกเยอะแยะเต็มไปหมด อีกเรื่องหนึ่งที่จุ๊ยคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากคือเขาจะรู้สึกปลอดภัยได้ในพื้นที่นี้ไหม พอมาอยู่ในพื้นที่การเมืองคุณอาจจะต้องมาเจอการคุกคามต่างๆ ตั้งแต่น้อยไปจนถึงเยอะ หรือคำถามที่เพื่อน สส.บางคนพูดว่า “ที่บ้านใครดูลูก” หรือ “แล้วที่บ้านใครดู” อย่างนี้บ่อยๆ มันก็ทำให้รู้สึกว่า เอ๊ะ ยังไงนะ

จำนวนในอุดมคติแบบบริบทการเมืองไทย นักการเมืองควรจะมีเท่าไหร่
เอาไม่ตามอุดมคติไทยไหม ถ้าอุดมคติสูงสุดของดิฉันคือสัดส่วนประชากรหญิง:ชายเท่าไหร่ ก็ตามนั้น (ประชากร 65.8 ล้านคน เพศชาย 32,163,109 คน เพศหญิง 33,645,902 คน สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง , ธันวาคม 2568 : เพศหญิงมากกว่าเพศชาย 1.4 ล้านคน)
กลับไปที่ตัวเลขตามทฤษฎีคือ 30 จำนวนที่เพิ่มขึ้นนี้ ผลทางตรงและทางอ้อมคืออะไรบ้าง
มันมีงานวิจัยเยอะมากเลยที่บอกว่าพอผู้หญิงเข้ามาอยู่ในตำแหน่งแล้ว ด้วยบทบาทและหน้าที่ที่ถูกคาดหวังให้ทำ สิ่งนั้นมันคือสวัสดิการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น การออกแบบนโยบายที่มีเลนส์ของความเข้าใจความหลากหลายมากขึ้น เคยได้ยินเรื่องห้องน้ำไหม ที่ควรจะมีเยอะกว่าห้องน้ำผู้ชาย มันไม่ใช่ว่า 1 : 1 แล้วคือเท่ากัน มันไม่ใช่ แต่ต้องไปไล่ดูว่าลักษณะการใช้งานเป็นอย่างไร แบบไหนใช้เวลามากน้อยอย่างไร
เคยเจอห้องน้ำหญิงในสนามบินที่แถวยาวสามขดมั้ย แต่เราไม่ค่อยเจอแบบสามขดของผู้ชายนะ
ความชายแท้แบบโดยเนื้อแท้ เอาจริงๆ มันมีผลดีแล้วก็ผลเสียยังไงบ้างต่อการเมือง
เราว่ามันก็สามารถมองอะไรที่เป็นโครงสร้าง ที่เป็นหนึ่งสองสามสี่ห้าหกเจ็ดแปด แต่มันก็จะมีความไม่ค่อย Humanistic หรือความเป็นมนุษย์ พอผู้หญิงมาทำนโยบาย เค้าก็จะมีในใจว่ามันไม่ใช่แค่การปรับโครงสร้างเพื่อฐานอำนาจแต่มันจะมีรายละเอียดมากกว่านั้น
อันหนึ่งที่เรารู้สึกว่ามันเป็นความ blend ของสองโลกนี้ สมมุติว่าเราจะทำนโยบายเรื่องผู้ป่วยติดเตียงจะมีผู้ดูแล ผู้หญิงก็จะยกมือขึ้นมาถามว่า เขาต้องดูแลผู้ป่วยที่น้ำหนักเยอะไหม แล้วเขาจะดูแลได้ไหม ถ้าเขาตัวเล็กกว่ามันมีอุปกรณ์ช่วยหรือเปล่า ถ้าเขาเจอผู้ป่วยที่น้ำหนักเยอะหลายคนมันหมายความว่างานเขาหนักกว่าคนอื่นไหม เราต้องจัดการปริมาณงานเขาแบบไหน ฯลฯ มันจะมีความใส่ใจในรายละเอียดแบบนี้
สำหรับจุ๊ย การใส่ใจในรายละเอียดแบบนี้มันทำให้การดำเนินนโยบายเกิดขึ้นได้จริง
แล้วอะไรคือ Masculine (ความเป็นชาย) ที่มากเกินไปจนกดทับ
เราคิดว่าความ Masculine มันคาดหวังให้เราทำอะไรหนัก หนักในเชิงกายภาพมากๆ แล้วก็ดูแลกายดูแลใจน้อยมากซึ่งเรารู้สึกว่ามันเป็นปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว คุณยืนระยะลำบาก คุณเบิร์นเอาท์ง่ายมากๆ และมันไม่ได้หมายความว่าทุกครั้งที่คุณทำงานหนักมากๆ จนโรยราและหมดแรง มันจะดี หรือรู้สึกว่านี่คือพลัง Masculine หรือพลังกระทิง เช่น เฮ้ย ต้อง เอาดิ ต้องทำดิ เออ
มันจะมีไหม ทำงานแบบแมว ได้หลับเยอะกว่า ได้ทำงาน เออ ฉลาดด้วย เราคิดว่าพลังแบบผู้หญิงอาจจะเป็นแมว เราอาจมี stradegy (กลยุทธ์) รู้ว่าจะเอาพลังไปลงทุนกับอะไรตรงไหนอย่างไร แล้วก็ดูแลตัวเองด้วย

อคติทางเพศแบบไหนที่ครูคิดว่ามันสุดแสนจะฝังแน่นแข็งแรง
กรอบบทบาทผู้หญิง มันเหนียวแน่นด้วยความที่ว่าพวกเราดันเก่งในการเป็นคนแคร์ริ่งแต่มันก็เป็นข้อจำกัดไปในพร้อมๆ กัน มันจะถูกมองว่าคุณก็มีบทบาททำงานรายละเอียดไป แต่มันไม่ได้หมายความว่าเราจะทำงานที่มองภาพกว้างไม่ได้ เราเข้าใจในรายละเอียดได้และคิดในเชิงรายละเอียดได้พร้อมกันนั้นเราก็สามารถทำงานที่เป็นกลยุทธ์ได้ มันยากเหมือนกันที่มุมมองที่มีต่อผู้หญิงด้วยกันแบบนี้มันจะมันจะหายไป
อคติที่รุนแรงที่สุดคืออคติต่อตัวเอง แล้วมันจะไปด้วยกันกับการผลักดันเรื่องสัดส่วนหรือจำนวนนักการเมืองหญิงอย่างไร
จุ๊ยคิดว่าเริ่มจากสิทธิหรือสวัสดิการต่างๆ ในชีวิตของพวกเธอ สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้ช่วยให้เชื่อในตัวเองหรือเชื่อในผู้หญิงด้วยกันสักเท่าไหร่
ลองไปดูสภาวะการจ้างงาน เอาจริงๆ ผู้หญิงทำงานหลายคนต้องส่งลูกไปอยู่ที่อื่นด้วยซ้ำ แล้วจะเอาแรงเอาใจอะไรมาคิดว่าฉันจะเป็นตัวแทนของทุกคนไปเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ คิดถึงลูกก็เหนื่อยแล้วนะ
สวัสดิการจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะปลดเปลื้องภาระที่ผู้หญิงมีต่อการดูแลบ้านและดูแลครอบครัว
อีกข้อหนึ่งคือต้นแบบนักการเมืองหญิง จุ๊ยไม่มีนะ เพราะไม่รู้สึกว่ามีคนที่กลมกล่อมสำหรับเรา แต่ยอมรับว่ามันมี role model ผู้หญิงในพื้นที่ทางการเมืองมากขึ้นที่คนภายนอกมองแล้วรู้สึกว่า เออ งานนี้มันน่าทำเว้ย แต่บทสนทนารอบๆ ก็ยังไม่ได้เป็นลักษณะที่จะทำให้เกิดrole model มีแต่เรื่องเสื้อผ้า สไตล์ ฯลฯ
ก่อนลงสนามการเมือง ในพรรคหรือสังกัดเองก็ต้องลงรอยกันในประเด็นนี้ก่อน ?
คำถามแรกของเรื่องนี้ คือเป็นปัญหาที่อคติหรือเป็นปัญหาเรื่องการสื่อสาร
เรารู้สึกว่าปัญหาใหญ่กว่าของ movement ทางการเมืองคือปัญหาสื่อสารภายใน แล้วบางเรื่องมันสื่อสารกันแบบจดหมายราชการไม่ได้ เช่น สวัสดีจ้ะ วันนี้ฉันจะมีสเตจเมนต์เรื่องนี้จ้ะ จบ มันไม่ได้ มันต้องผ่านการพูดคุย ผ่านการหา common ground หรือพื้นที่ร่วมกันบางอย่าง common ground มันอาจจะเป็นการบอกว่าไม่ต้องเห็นด้วยแต่ให้รู้ไว้ว่ามันมีคนที่คิดแบบนี้และมีคนที่คิดแบบนั้น
กำลังคิดว่าทำไมการสื่อสารเรื่องนี้มันดูยากยุ่งยาก แล้วต้องคิดเยอะคิดหลายชั้นกว่าการสื่อสารเรื่องอื่น เราคิดว่ามันไปแตะตัวตนมากๆ เวลาทำงานอยู่ในวงการนี้เราก็จะมีภาพเป็นคุณครู พอเราพูด มันจะเริ่มมีผู้ชายเริ่มพูดกันขึ้นมาว่า อยากเข้าใจอะ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์อันดีมากคือเขาอยากเข้าใจทั้งที่ตัวเองเติบโตมาอีกแบบ
แล้วพอมีรูปแบบเพื่อนหญิงพลังหญิงขึ้นมา กลายเป็น woke จนผู้ชายหลายคนรู้สึกไม่ปลอดภัย บางคนรู้สึกว่าตัวเองถูกผลักให้กลายเป็นเหยื่อ ถูกจับผิดมากขึ้น กดดันมากขึ้น คำถามคือมันจะไปกันต่อได้ยังไง ในเมื่อต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองถูกกระทำ
สำหรับเราสองเรื่องนี้ มันเป็นการแบบเติบโตขึ้นของขบวนการนี้โดยที่มันไม่มีการหา common ground เลย มันเหมือนโตแยกกัน แล้วการโตแยกกันมันทำให้มันทำให้แต่ละฝ่ายต่างกดดันซึ่งกันและกัน โดยไม่รู้ตัว ฉันก็อยากมีพื้นที่ของฉัน ระหว่างนั้นคุณก็กดดันตัวเองไปเรื่อยๆ พร้อมกับที่คุณก็โดนคนข้างนอกที่เป็นฝ่ายของคุณกดดันให้คุณต้องเป็นแบบนี้หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ แต่เราไม่เชื่ออะไรแบบนั้นเลยนะ เราเชื่อว่ามันจะต้องมาหาพื้นที่ตรงกลางร่วมกันให้ได้ ดังนั้นเราถึงบอกไงว่าเรายินดีมากเวลามี เพื่อนผู้ชายในในมูฟเมนต์ของเราแล้วมาบอกว่าเขาสงสัย เขาอยากเข้าใจ หรือกระทั่งมาพูดว่านี่มันคือยังไงวะ
จุ๊ยคิดว่าสังคมเรามันไม่ได้ขับเคลื่อนโดยการเข้าใจว่า ในความไม่เห็นด้วยแต่มันคารพซึ่งกันและกันอยู่ มันเลยทำให้เกิดสภาวะกดดันแบบนี้

มีผู้หญิงที่เป็นชายแท้ไหม
มี โดยวิธีคิด
เช่น ถ้าไม่เก่ง คุณเข้ามาไม่ได้ก็ช่วยไม่ได้ จะมาคาดหวังให้สังคมมอบอะไรให้คุณ ช่วยไม่ได้คุณไม่เก่งเอง
ภายใต้ว่าจำนวนไม่สำคัญแต่ความรู้ความสามารถสำคัญกว่า เราเห็นอะไรอยู่ในนั้น
เราเห็นการมองแค่ปัจจุบันเลยไม่มีระบบอยู่ในนั้น คือคุณไม่ได้มอง playing filed หรือพื้นที่การแข่งขัน
คุณไม่ได้มองเห็นเลยว่าทางเข้าของกติกาเป็นยังไง โอเคไหม หรือว่าผู้เล่นมีอุปสรรคต่างกันไหม บางคนเขามาด้วยรถแต่บางคนอาจจะต้องถีบสามล้อมา แล้วคุณจะคาดหวังให้เขาเข้ามาได้พร้อมกันได้ยังไง
ชายแท้ในร่างชายแท้กับชายแท้ในร่างหญิง แบบไหนยากกว่ากัน
ชายแท้ในร่างผู้หญิง เขาจะรู้สึกว่าแข่งกันเข้ามาสิ แข่งสิ แข่ง เราทำ WEPLA จุดประสงค์หนึ่งคือเราไม่อยากให้เกิดบรรยากาศนั้นเลย เราอยากให้เขาเติบโตไปด้วยกัน มองเห็นความแตกต่างของกันและกันเคารพมัน อยู่กันแบบเพื่อน เราไม่เหมือนกันแต่เราอยู่ด้วยกันได้ มีอะไรก็ช่วยกันตามศักยภาพ
เราภูมิใจมากนะ เราสร้างหลักสูตรที่คนพูดว่าฉันจะเป็นทีมหลังบ้านของนักการเมืองที่เก่งที่สุดเพราะฉันรู้สึกว่าฉันถนัดสิ่งนั้น ไม่ได้เกี่ยวกับความเป็นว่าผู้หญิงต้องทำงานซัพพอร์ตแต่ฉันทำเพราะฉันชอบ มันไม่ใช่ว่าเขาเป็นผู้หญิงแล้วเขาต้องทำงานนี่แต่ว่าฉันรู้แล้วว่าตัวเองชอบทำสิ่งนี้มาก และฉันจะทำสิ่งนี้ให้เก่งที่สุด ดีที่สุด
เราอยากเห็นอะไรแบบนี้แล้วเราอยากเห็นเพื่อนๆ ที่เข้ามาเรียน WEPLA ได้รู้จักตัวเอง แล้วได้พึ่งพาซึ่งกันและกันตามศักยภาพของตัวเอง ตามความแตกต่างของกันและกัน
ครูเพิ่งเรียนจบด้านนโยบายสาธารณะมา จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เล่าให้ฟังหน่อย
พอพูดอย่างงี้แล้วทุกคนก็อ๋อ ครูจุ๊ยไปเรียนนโยบายการศึกษาอเมริกาสินะ เปล่าเลยจ้ะฉันไม่ได้เรียนสักวิชาที่เป็นเรื่องการศึกษา แต่ไปเรียนวิชาที่เป็น Development เชิงประเด็นประมาณ 1 ใน 3 เช่น ประเด็นเรื่องสาธารณสุขในระดับโลกมีปัญหาอะไรอยู่บ้าง อีกส่วนหนึ่งเรียน IR (ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เรียนเรื่อง International Advocacy เรียนเรื่อง International Strategy แบบเวลาประเทศเวลาจะเข้าสู่สงครามกันมันทำท่าไหนกันบ้าง มันดีมากเพราะฉันมีทรัมป์และอิหร่าน เป็นเคสสตั๊ดดี้แบบ ongoing ซึ่งมันตลกมาก ท้าทายทฤษฎีมาก
เราดีใจที่เราเลือกวิชานี้ที่มันยากมาก เพราะเราไม่มีพื้นฐาน แล้วที่เหลือก็จะเป็นวิชาประเภทซอฟต์สกิลแต่มีความสำคัญเช่น Leaderhip หรือวิชาที่เราชอบมากแล้วเราคิดว่าเราจะได้ใช้มันเยอะมากคือ Making Government Work (การบริหารภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ)

กลับไปมองตัวเองตอนที่ทำงานการเมืองยังไงบ้าง
เรารู้สึกว่าวันนั้นมีอะไรที่เราไม่รู้เยอะมากเลย พอได้มาเรียนแล้ว พอมันถูกจัดเรียงตามทฤษฎี แน่นอนชีวิตเราไม่เหมือนทฤษฎี แต่พอมันถูกจัดเรียง เออ มันมีสเต็ปนี่หว่า เออ มันคิดแบบนี้ได้นี่หว่า สำหรับเราทฤษฎีไม่ได้เป็นกรอบให้เราทำตามมันนะ แต่คนแบบเราจะรู้สึกว่ามันต้องคิดนอกกรอบไปแบบไหน คือมันเป็นกรอบด้วยขณะเดียวกันเราก็ฝึกฝนที่จะคิดนอกกรอบด้วย
นี่น่าจะเป็นความต่างที่สำคัญมากคือเราได้ระบบคิดไปพร้อมๆ กับที่เราจะรู้ว่ามันไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามทฤษฎี
การตัดสิทธิ์หลืออีกกี่ปีนะคะ
21 กุมภาพันธ์ 2573
กับสส. 10 คนที่ศาลฎีกามีคำสั่งไปให้ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะที่เคยผ่านมันมาก่อน ครูมอนิเตอร์มันด้วยความรู้สึกอย่างไร
มันแบบอีกแล้วเหรอวะ มันจะไปจบที่ไหน การประหัตประหารชีวิตทางการเมืองมันจะไปถึงจุดไหน พื้นที่ทางการเมืองลำพังก็เข้ามายากอยู่แล้ว คุณยังจะมีระบบที่สามารถไปตัดตอนนักการเมืองแบบนี้
หลายคนจึงเชื่อว่าคนในนั้นเขามีความตั้งใจที่จะอยากทำอะไรบางอย่าง
เวลาเรารักอะไรมากๆ เราจะอยากซ่อมมัน และการรักสังคม เขาก็คงรักมันมากพอที่เขาจะอยากทำอะไรเพื่อมันน่ะ
แต่เป็นความรักคนละแบบกันใช่ไหม ครูรักแบบหนึ่ง เขาก็รักอีกแบบ
อยากทำให้มันดีไง ก็ซ่อมไง แต่เราไม่ได้รู้สึกเหรอตอนนี้ว่าประเทศนี้มันต้องซ่อมขนานใหญ่ ไม่รู้สึกไม่เหมือนกันเหรอ
แต่บางคนก็ชอบอีกแบบ คือ อ๋อ มันไม่ดีขึ้นเลย ทำใหม่ซะ แล้วก็ให้ปัญหามันทับถมกันไปเรื่อยๆ รอวันปะทุ จุดเดือดของประเทศนี้มันแค่อยู่ที่ไหนสักแห่ง ที่เราไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน
มุมมองต่อการตัดสิทธิ์ทางการเมืองสิบปี ตอนนั้นกับตอนนี้แตกต่างกันไหม โดยเฉพาะในฐานะคนที่เผชิญเอง
วันนี้ เรารู้สึกว่ามันไม่ควรเกิดขึ้นกับใครก็ตาม วันนั้นเรายังไม่ตกผลึกกับตัวเองแต่วันนี้เราคิดว่าเราตกผลึกแล้ว ข้อแรกมันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เราได้ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ และไม่มีโอกาสทำตอนเป็น สส. ก็คือการลงไปทำงานกับการเมืองท้องถิ่น เข้าใจว่าสภาวะ สภาพแวดล้อมของข้าราชการในท้องถิ่นเราและเขาต้องเจออะไร แล้วเราต้องแก้ปัญหาแต่ละเปลาะอย่างไร
ข้อสองมันทำให้เรามีโอกาสและความกล้าหาญมากพอที่จะทิ้งตรงนี้ 1 ปีเพื่อที่จะไปเรียน ถ้าสมมุติว่าต้องอยู่ในตำแหน่งทางการเมืองไปเรื่อยๆ เราอาจจะไม่กล้าทำแบบนี้ก็ได้ มันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องไปอัพเดทองค์ความรู้ต่างๆ ซึ่งไม่ได้มาจากทฤษฎีอย่างเดียวนะ มันมาจากเพื่อนในรุ่นที่มันต่างกันมากๆ ดังนั้นเราคิดว่ามันทำให้เรากล้าที่จะทำสิ่งนี้

วางแผน4-5 ปีต่อจากนี้ยังไง
อยากทำงานเรื่องผู้หญิง เรื่อง empowerment ของผู้หญิงต่อไปเรื่อยๆ แล้วจะไม่ได้ทำแค่ในประเทศด้วย จำทำให้มันอยู่ในพื้นที่พื้นที่ระดับนานาชาติมากขึ้น
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากทำ และกำลังจะหาทางทำอยู่คือการเพิ่มศักยภาพของบุคลากรภาครัฐ ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีศักยภาพแต่เรารู้สึกว่ามันต้องวิ่งให้ทันความเปลี่ยนแปลงเราอุตส่าห์ร่ำเรียนมา มันน่าจะมีอะไรที่เราพอจะทำได้ไม่ว่าในหมวกอะไรก็ตาม
สุดท้ายแล้วจริงๆ เชิญชวนคนมาสมัคร WEPLA
WEPLA เปิดรับสมัครถึงวันที่ 9 พฤษภาคมนี้นะคะ ใบสมัครเขียนไม่ยากแต่อยากให้ทุกคนเอาความตั้งใจและแผนการเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ที่จับต้องได้ เป็นไปได้จริง เขียนมาเล่าให้พวกเราฟัง เราก็รออ่านใบสมัครของทุกคนอยู่นะคะ
สำหรับคนที่ยังคิดว่าฉันจะทำได้ไหม ลังเลแล้วก็ลังเลไปแต่เอาตัวเองมาค่ะ ลังเลอยู่ในหัวก็รับรู้เอาไว้ซะว่าลังเล หยุดมันแป๊บนึงแล้วก็ลองทำดู จะได้รู้จักตัวเองมากขึ้น แล้วจะได้รู้ว่าตัวเองสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ได้ในรูปแบบใดค่ะ
