‘100 วิธีใจดีกับตัวเอง’
‘ฮีลใจตัวเองต้องทำอย่างไร?’
‘คู่มือฝึกฝนให้เป็นคนใจดี (This Book Will Make You Kinder)’
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทรนด์การรักตัวเองกำลังเติบโตขึ้นในสังคมไทย เพราะเรามักจะเห็นบทความ คลิปวิดีโอ เพลง หรือแม้กระทั่งหนังสือเชิงจิตวิทยาที่ชวนให้หยุดพักจากโลกที่ใจร้ายและรักตัวเองให้มากขึ้น ผ่านการยอมรับในข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น เลิกตีตราตัวเองให้เกิดรอยช้ำ และใจดีกับตัวเอง
ทว่าแม้จะมี How To เป็นร้อยๆ รูปแบบ แต่อาจจะมีบางครั้งที่เราตั้งข้อสงสัยว่าทำไมสอนให้เราใจดีกับตัวเอง แต่ไม่สอนให้โลกใจดีกับเราบ้าง ตลอดจนคำถามสุดฮิตอย่าง ในเมื่อโลกใจร้ายแล้วทำไมเราต้องเป็นคนใจดีด้วย?
ถ้าเราพลิกดูนิยามของคำว่าความใจดีจะพบว่า ความใจดีเป็นการกระทำที่แสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจ (Compassion) ความเอื้อเฟื้อ (Generosity) ความห่วงใย (Care) และเป็นการกระทำที่มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลืออีกฝ่ายทางด้านร่างกายหรือจิตใจโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน โดยความใจดีนั้นสามารถแสดงออกได้หลากหลายรูปแบบ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นการให้สิ่งของหรือเงินสนับสนุนเสมอไป
ทุกวันนี้โลกสร้างระบบนิเวศที่คนห้ำหั่นกันด้วยความใจร้ายเพราะไม่ว่าใครก็อยากได้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง แต่ถ้าเราไม่เริ่มสร้างความใจดีในตัวเองเพื่อแบ่งปันกับผู้อื่น สังคมร้ายๆ จะไม่มีวันเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น และการเริ่มเป็นคนใจดีไม่ใช่เรื่องยาก
ผลสำรวจจากมูลนิธิสุขภาพจิต(The Mental Health Foundation) ในสหราชอาณาจักร ปี 2563 พบว่า 63% ของผู้ที่เริ่มใจดีกับผู้อื่นมากขึ้น มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งผู้เข้าร่วมการสำรวจระบุว่า การกระทำที่แสนจะเรียบง่าย เช่น การยิ้มให้ การให้กำลังใจ หรือการช่วยเหลือผู้อื่นเล็กน้อย สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในใจของเราได้
คำตอบจากผลการสำรวจนี้ย้ำให้เห็นว่า การกระทำเล็กๆ น้อยๆ สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ถึงแม้จะไม่มาก แต่สามารถขยับจาก 0% ไปเป็น 0.01%
ความใจดีไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องยาก
สำหรับบางคน เมื่อพูดว่าเราควรใจดีกับผู้อื่น มักจะนึกไปถึงการทำโครงการอะไรสักอย่างเพื่อพัฒนาชุมชน หรือยอมที่จะให้คนอื่นเอาเปรียบตัวเอง เพราะคิดว่าการยอมคือการแสดงความใจดีอย่างหนึ่ง ทั้งที่ในความจริงแล้วเป็นการกระทำที่ใจร้ายกับตัวเอง
จริงอยู่ที่ว่าองค์กรใหญ่อย่างสหประชาชาติเคยพูดไว้ว่าความใจดีสามารถสร้างความตระหนักรู้และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาระดับโลกอย่างปัญหาโลกรวนได้ แต่ในทางปฏิบัติ ความใจดีสามารถเป็นอะไรที่ง่ายกว่านั้น
เริ่มต้นที่การรับฟังโดยไม่ตัดสิน
เวลาเจอปัญหาชีวิตแต่ละคนก็มีวิธีรับมือไม่เหมือนกัน บางคนเก็บไว้เงียบๆ ในใจ แต่บางคนอยากระบายให้ใครฟัง การที่เราเปิดใจรับฟังคนอื่นโดยไม่ตัดสิน ก็เหมือนการให้กำลังใจเขาในวันที่รู้สึกแย่ ทำให้เขารู้ว่ายังมีคนเข้าใจและพร้อมอยู่เคียงข้างเสมอ
ซึ่งในกรณีของ รตา ชินกระจ่างกิจ นักพากย์อดีตไอดอลหญิง รตาเคยเล่าให้เราฟังว่านิยามของคนใจดีสำหรับเธอคือคนที่พร้อมรับฟังคนอื่นโดยไม่ตัดสิน เห็นอกเห็นใจอีกฝ่ายแม้ว่าจะไม่ได้เข้าใจกันและกันในทุกด้าน ขอเพียงไม่ตั้งคำถามหรือไม่ซ้ำเติมกันในวันที่รู้สึกไม่ดีหรือเศร้าหมองก็พอ

การอยู่ในตำแหน่งผู้แจกจ่ายความสุขให้กับผู้ชมและเหล่าแฟนทำให้รตาต้องเผชิญกับถ้อยคำใจร้ายจากคนแปลกหน้า ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นมักอ้างว่าเป็นสิทธิในการวิจารณ์ ซึ่งคนประเภทนี้เป็นคนที่เธอไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว โดยคิดว่าพวกเขาอาจจะเป็นคนไม่ระวังปาก ไม่รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร
“สิ่งที่หนูทำได้ในการที่จะเป็นคนใจดีคือรับฟังแล้วก็ไม่ได้ตัดสินเขาโดยทันที แม้หนูอาจจะไม่ได้เข้าใจทุกคนได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะแม่สอนเสมอว่าทุกคนมีแบ็กกราวนด์เป็นของตัวเอง เราไม่สามารถมองคนด้านเดียวได้”
ไม่จำเป็นต้องเข้าใจ แต่อย่าว่าร้ายกัน
เราต่างมีเรื่องราวชีวิตที่ซับซ้อนแตกต่างกันออกไป การตัดสินผู้อื่นจากภายนอกเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรม เพราะความคิดเห็นเชิงลบที่เราเผลอคิดไปนั้นอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง การไม่ว่าร้ายผู้อื่นจึงเป็นหนึ่งในความใจดีที่จะเป็นกุญแจในการเปิดประตูสู่ความเข้าอกเข้าใจและการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีได้
กร-อัษฎกร เดชมาก หรือที่รู้จักกันในชื่อ AUTTA เป็นคนหนึ่งที่เคยเผชิญหน้ากับการตีตรา การตัดสิน และคำวิจารณ์จากคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เพียงเพราะเขาเป็นคนมีชื่อเสียง ซึ่งในช่วงที่สุขภาพใจของเขากำลังจมดิ่ง กรพบเจอกับคอมเมนต์มากมายจาก ‘คนใจร้าย’
“อยากให้คนโอ๋อะดิ อยากดังอะดิ อะไรอย่างนี้ หนีออกจากบ้านแบบทีเจหน่อยเว้ยคนจะได้ตามหา คนเรามันใจร้ายเนอะ เราไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ แต่เราก็ว่ากัน ตัดสินกัน” กรกล่าว

สำหรับกร เขาไม่ได้ต้องการให้คนเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น ไม่ต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าโรคซึมเศร้าคืออะไร แต่เขาอยากให้คนหยุดว่าร้ายกัน เพราะมันจะทำให้คนที่ได้รับคำวิจารณ์ในแง่ร้ายรู้สึกแย่กับตัวเองยิ่งไปกว่าเดิม
ปังมากแม่ ! ก็นับเป็นความใจดี
ซามูเอล แลงฮอร์น คลีเมนส์ (Samuel Langhorne Clemens) บิดาแห่งวรรณคดีอเมริกันที่รู้จักภายใต้นามปากกา มาร์ก ทเวน (Mark Twain) เคยเขียนไว้ว่า “ฉันสามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ 2 เดือนจากคำชมที่ดี”
การชื่นชมเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ไม่ว่าใครก็ทำได้ และการชื่นชมผู้อื่นเป็นการกระทำที่แสดงออกถึงความใจดี เพราะคำชมเพียงไม่กี่คำสามารถจุดประกายความสดใสให้กับวันที่เลวร้ายของใครบางคนได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ชี โกลเวอร์ (Shea Glove) นักเรียนศิลปะจากชิคาโก ได้ถ่ายทอดความสวยงามของคำชมผ่านภาพยนตร์สั้นที่เธอได้สร้างขึ้น และมียอดเข้าชมสูงถึง 28 ล้านครั้ง ซึ่งภายในภาพยนตร์ชิ้นนี้ โกลเวอร์ได้ยกกล้องขึ้นถ่ายผู้คนที่เธอพบเจอที่โรงเรียนและบอกกับพวกเขาเหล่านั้นว่า “ฉันกำลังถ่ายสิ่งที่ฉันคิดว่าสวย เพราะฉะนั้นฉันเลยถ่ายคุณ”
ซึ่งประโยคสั้นๆ ของโกลเวอร์สร้างผลลัพธ์เป็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของผู้ได้รับคำชม แม้บางคนจะคิดว่าเธอพูดเล่น แต่ส่วนใหญ่แล้วต่างเปลี่ยนจากใบหน้าที่นิ่งเฉย เป็นการฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุข ซึ่งคนสุดท้ายในภาพยนตร์ที่โกลเวอร์ได้เอ่ยคำชมออกไปตอบกลับอย่างยินดีว่า คำพูดของโกลเวอร์เป็นคำพูดที่ใจดีมากๆ และมันทำให้วันนี้เป็นวันที่ดีที่สุด
แม้ความใจดีจะไม่ใช่ยาที่รักษาโลกและสภาพสังคมร้ายๆ ให้หายขาด หรือเป็นอาวุธลับที่ช่วยกอบกู้โลก แต่ความใจดีเปรียบเสมือนยาสามัญประจำบ้านสำหรับสุขภาพจิตที่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดจากความทุกข์ใจ ความเครียด และความวิตกกังวลได้เป็นอย่างดี และทำให้เราพัฒนาทักษะของความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) อย่างไม่รู้ตัว
ซึ่งปลายทางของการเป็นคนใจดีกับผู้อื่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมรอบตัวใจดีมากขึ้น และเมื่อเราให้ความใจดีกับผู้อื่น เราก็อาจจะได้รับความใจดีกลับคืนมาเช่นเดียวกัน
อ้างอิง
