“ชาตินี้ขอให้ไม่เจอไฟลท์บินที่มีเด็กเล็ก รำคาญเสียง”
“ถ้าเจองูกับเด็กเปรต ขอตีทั้งเด็กทั้งงูแล้วกัน”
“เด็กร้องไห้พอทน เด็กกรี๊ดพอเลย”
เวลาเจอข่าวหรือคลิปที่มีเด็กๆ ทำพฤติกรรมที่ไม่น่ารัก เคยสังเกตไหมว่ามีคอมเมนต์ที่แสดงออกถึงความชิงชังที่มีต่อเด็ก เรียกเด็กว่า ‘เด็กเปรต’ หรือพอมีบางคนพิมพ์คำว่า ‘เกลียดเด็ก’ ออกมา ก็มีคนมากดหัวใจ พิมพ์ตอบกลับใต้คอมเมนต์นั้นว่า ‘+1’ บ้าง ‘เห็นด้วย’ บ้าง
ซึ่งความคิดเห็นแบบนี้ไม่ได้มีแค่ในประเทศไทย เพราะเมื่อแอคเคาท์ @hifromkyle บนแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์) โพสต์รูปตัวเองคู่กับป้ายหน้าร้านอาหารที่เขียนว่า “Dog friendly, child free (อนุญาตให้นำสุนัขเข้า ปลอดเด็ก)” พร้อมแคปชัน “Found my new local (เจอร้านใหม่ในพื้นที่แล้ว)” ก็มีความคิดเห็นจำนวนไม่น้อยที่ขอพิกัดเพราะไม่อยากไปร้านที่มีเด็ก ทว่าก็มีความเห็นอีกจำนวนหนึ่งเช่นกันที่ตั้งคำถามว่าทำไมถึงแสดงความเกลียดเด็กออกมาได้หน้าตาเฉย
แล้วตัวเราเอง ‘เกลียดเด็ก’ หรือเปล่า?

เกลียดเด็ก หรือแค่ไม่ชอบเจอเรื่องแบบนี้
“มันคงเป็นความรู้สึกทางลบแบบสุดทางที่มีต่อกลุ่มคน สิ่งของ สิ่งใดก็ตาม เราจะรู้สึกรับไม่ได้ ไม่สามารถเห็นด้วย และไม่อยากอยู่ใกล้ เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นและหายไปได้” เติ้น-ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายนิยามของคำว่าเกลียด
“บางครั้งภาษาไทยใช้คำว่าเกลียดเร็วเกินไป เพราะอารมณ์ในแง่ลบยังมีอีกหลากหลายอารมณ์ เราอาจจะแค่ ‘ไม่ชอบ’ เฉยๆ ก็ได้” เติ้น-ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์
มาเรียนนา โปโกเซียน (Marianna Pogosyan) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาวัฒนธรรมจากเยอรมนี อธิบาย ‘ความเกลียด’ ไว้ว่า ความเกลียดเป็นอารมณ์ด้านลบอย่างหนึ่งที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกอื่นๆ และมีลักษณะเด่น คือ การทำให้เรารู้สึกต้องทำอะไรสักอย่าง อาทิ แก้แค้น เพียงแต่ในชีวิตประจำวันคนเรามักใช้คำว่าเกลียดอย่างติดปาก เช่น “ฉันเกลียดครูสอนคณิตศาสตร์เพราะให้เกรดไม่ดี” แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เกลียดอะไร แค่ไม่พอใจคะแนนที่ตัวเองได้รับเฉยๆ
เช่นเดียวกับการเกลียดเด็ก หากลองยกสถานการณ์ขึ้นมาอย่าง ‘การเจอเด็กร้องในร้านอาหาร’ ถ้าเรารู้สึกรำคาญ ไม่อยากตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ และตั้งคำถามว่าพ่อแม่เด็กมัวทำอะไรอยู่ เราอาจจะแค่ ‘ไม่ชอบเสียงดัง’ แต่ถ้าเรารู้สึกอยากลุกไปตีสักป๊าบ หรืออยากด่าให้ลืมทางกลับบ้าน โดยไม่มีเสี้ยวหนึ่งของความคิดที่คิดว่าต้องย้อนไปถามหาความรับผิดชอบของพ่อแม่ เราก็อาจจะ ‘เกลียดเด็ก’ เข้าแล้วจริงๆ
ดร.ไทย อลอนโซ (Dr.Thai Alonso) นักจิตวิทยาคลินิกในนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา อธิบายว่าการที่บางคนเกลียดหรือรำคาญเด็กๆ อาจจะไม่ได้มาจากการที่เราเกลียดเด็กเหล่านั้นโดยตรง แต่เป็นเพราะตอนเด็กๆ เราไม่เคยได้รับอนุญาตให้ ‘เป็นเด็ก’ เลยเผลอตอบสนองกับเด็กในรูปแบบเดียวกันกับที่ผู้ใหญ่เคยทำกับเรามาก่อน
แต่ถ้าเราไม่ได้เกลียด ไม่ได้ไม่ชอบเด็ก แต่กลัวการอยู่ใกล้เด็กอย่างไม่มีสาเหตุ โดยเฉพาะเด็กเล็ก อาจจะเข้าข่ายสิ่งที่เรียกว่า โรคกลัวเด็ก (Pedophobia)
สำหรับสังคมไทย แม้บางคนจะพูดออกมาว่าเกลียดเด็ก ไม่อยากเข้าใกล้เด็ก แต่ก็กดไลก์ให้คลิปเด็กน่ารักๆ ใน TikTok หรือกดติดตามคอนเทนต์ลูกดาราไม่ขาดสาย แถมบางคนยังแอบวาดฝันว่า ถ้ามีลูกสักคน ก็ขอลูกที่น่ารักๆ แบบนี้
คำว่าเกลียดเด็กที่มักพูดอย่างติดปาก จึงอาจเป็นเพียงการไม่ชอบพฤติกรรมบางส่วนของเด็กที่กระทบต่อตัวเองเท่านั้น เช่น ไม่ชอบเสียงร้องไห้ของเด็กเล็กบนเครื่องบิน เพราะรบกวนเวลาพักผ่อน แต่ถ้าเด็กไม่ร้อง ไม่งอแง ก็ไม่มีปัญหา

เด็กแบบนี้สั่งสอนแล้วไม่จำ หรือพ่อแม่ไม่สั่งสอน
หากเป็นเด็กทารกที่ยังพูดไม่ได้ เดินไม่ได้ เมื่อไหร่ที่ร้องไห้เสียงดังจนรบกวนคนอื่นในที่สาธารณะ พ่อแม่จะเป็นคนแรกที่ถูกนึกถึงและถูกต่อว่าในใจว่าดูแลลูกไม่ดีจนลูกร้องไห้เสียงดังรบกวนชาวบ้าน
พอโตขึ้นมาหน่อย พูดจารู้เรื่อง รู้ความ ดูแลตัวเองได้ เมื่อไหร่ที่ทำผิด คนแรกที่ถูกตำหนิคือ ตัวเด็กเอง แต่ถ้าทำผิดในระดับที่สร้างความขุ่นเคืองใจให้คนที่ถูกกระทำ 1 ในประโยคที่จะถูกยกมาใช้เพื่อต่อว่าหนีไม่พ้น “พ่อแม่ไม่สั่งสอน” เพราะพ่อแม่มีหน้าที่อบรมบุตรหลานให้ดี เลี้ยงให้เติบใหญ่ และโตมาอย่างไม่เป็นภาระสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม
แต่ก็มีหลายครั้งที่พอใครสักคนถูกด่าว่า “พ่อแม่ไม่สั่งสอน” ก็จะมีคนแทงสวนขึ้นมาทันทีว่า “อาจจะสั่งสอนแล้ว แต่ไม่จำ” ทำให้หลายๆ ครั้งเมื่อเด็กบางคนทำผิด ทำตัวไม่น่ารัก ผู้ใหญ่บนโลกออนไลน์ก็เลือกที่จะด่าเด็กอย่างใช้อารมณ์ ยุยงให้เกิดการทำโทษที่รุนแรงต่อเด็กคนนั้นๆ โดยไม่มีการสืบหาที่มาที่ไปว่าทำไมเด็กคนนั้นถึงมีพฤติกรรมดังกล่าว
จริงอยู่ที่ว่าการเลี้ยงดูเด็กเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ เป็นหน้าที่ของคนในครอบครัว ในเมื่อให้กำเนิด 1 ชีวิตออกมา ก็ต้องดูแลเขาให้ดี แต่ชีวิตจริงไม่ใช่ตำราเรียนหรือหนังสือนิทานที่มีแค่ครอบครัวที่อบอุ่นก็เพียงพอในการทำให้เด็กคนหนึ่งโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ สภาพสังคมและสื่อก็มีผลต่อพฤติกรรมเด็กเช่นกัน
บทความอิทธิพลของสื่อที่มีผลต่อพฤติกรรมรุนแรงของเด็กและเยาวชน จากวารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ อธิบายว่า ในยุคปัจจุบันสื่อมีอิทธิพลต่อทุกชีวิตตั้งแต่ลืมตาตื่น อิทธิพลของสื่อจึงเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลแง่บวกหรือแง่ลบก็ตาม ผู้รับสื่อจึงมีความเสี่ยงที่จะมีพฤติกรรมเลียนแบบ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่มีวุฒิภาวะและประสบการณ์ไม่เท่าผู้ใหญ่
ต่อให้เด็กโตแล้วก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาโตพอที่จะแยกแยะได้ทุกเรื่อง เพราะขนาดตัวเราเมื่อวานยังทำผิดให้ตัวเราในวันนี้ได้เรียนรู้ นับประสาอะไรกับเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แถมเด็กคนหนึ่งก็ไม่ได้เกิดมาแล้ว กลายเป็นเด็กไม่ดีโดยทันที เพราะเขาต้องเรียนรู้อะไรสักอย่างในสังคมมาจึงจะทำพฤติกรรมที่ไม่น่ารักออกมาได้ ผู้ปกครอง สื่อ และคนในสังคมจึงต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เด็กเติบโตมาเป็นคนที่ดีของสังคม ดั่งสุภาษิตของแอฟริกาที่กล่าวไว้ว่า “เลี้ยงเด็กหนึ่งคนใช้คนทั้งหมู่บ้าน”
ถ้าวันนี้เรารู้สึกเกลียดเด็กจนไม่อยากให้เด็กได้กินข้าวนอกบ้าน ลองคิดอีกมุมว่า ถ้าเด็กไม่เคยมีประสบการณ์กินข้าวนอกบ้านเลย เขาจะเรียนรู้ได้อย่างไรว่า มารยาทบนโต๊ะอาหารเมื่อรับประทานมื้ออาหารนอกบ้านจะต้องเป็นอย่างไร

เด็กถูกเกลียดมากขึ้นหรือเปล่า?
“เจน Z ยังเป็นขนาดนี้ Alpha จะขนาดไหน”
พอชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ยึดโยงกับโลกออนไลน์ พื้นที่ตามโพสต์ต่างๆ จึงกลายเป็นช่องทางที่คนสามารถคิดอะไรก็ได้ พูดอะไรก็ได้ พิมพ์อะไรก็ได้ โดยแทบไม่จำเป็นที่จะต้องคิดหน้าคิดหลัง เพราะโลกออนไลน์มันกว้าง
การแสดงความรู้สึกเกลียดชัง หรือการบอกว่าไม่ชอบอะไรจึงเป็นเรื่องง่าย ยิ่งมีคนคิดเห็นเหมือนกันก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองได้รับความชอบธรรมที่จะรู้สึกเช่นนั้น ต่างกับเมื่อก่อนที่จะพูดว่าเกลียดอะไรต้องคิดหลายตลบ เพราะถ้าคนรอบตัวเราคิดไม่ตรงกันอาจจะนำมาสู่ปัญหาในภายหลังได้
1 ในเรื่องที่คนมักแสดงความคิดเห็นต่อกันอย่างเห็นได้ชัดคือ เรื่องช่องว่างระหว่างวัย โดยหยิบเอาคำว่าเด็กสมัยนี้ขึ้นมาต่อว่าคนที่เด็กกว่า พอเอาไปโพสต์ลงโซเชียลมีเดียก็มีคนเข้ามาเห็นด้วยและบอกว่าตัวเองก็เจอ ‘เด็กสมัยนี้’ เหมือนกัน เกิดเป็น ‘วยาคติ’ หรือ การอคติและการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลโดยมีอายุเป็นปัจจัย เกิดขึ้นจากความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม หรือบรรทัดฐานในทางลบที่มีต่อคนบางกลุ่มอายุ
การที่เห็นคนสมัยนี้เกลียดหรือไม่ชอบเด็กมากขึ้นจึงอาจไม่ใช่เพราะคนเกลียดเด็กมากขึ้นจริงๆ แต่มีที่ทางในการแสดงออกมากกว่า อย่างเช่น ตามคอมเมนต์ใต้คลิปที่จั่วหัวว่า “เวรกรรมของเด็กถูกสปอยด์ (Spoiled Kids Karma) ที่แสดงออกถึงความสะใจเมื่อเด็กนิสัยไม่ดีโดนกระทำคืนในรูปแบบต่างๆ ซึ่งคลิปประเภทนี้ได้รับความนิยมในแพลตฟอร์มต่างๆ ไม่น้อย
แต่การแสดงออกถึงความเกลียดชังต่อเด็กในโลกออนไลน์แม้ไม่ได้ทำร้ายเด็กโดยตรง แต่ก็เหมือนเป็นใบอนุญาตให้คนอื่นแสดงความเกลียดชังต่อๆ กันมา จนท้ายที่สุดแล้ว นอกจากจะทำให้โลกออนไลน์เป็นพื้นที่อันตรายต่อเด็ก ยังเป็นการปลูกฝังความคิดว่า เด็กสมควรถูกเกลียด เพราะไม่ว่าใครก็เกลียดกันทั้งนั้น
ผู้ใหญ่อย่างเราต้องทำยังไง?
การรู้สึกรำคาญเมื่อเห็นเด็กวิ่งไปทั่วในร้านอาหาร หรือรู้สึกโมโหเมื่อโดนเด็กที่ไหนไม่รู้มาดึงผมไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะหากเด็กๆ ทำผิดก็ต้องว่าไปตามผิด ไม่ใช่ว่า เด็ก = ไม่ผิด
หรือถ้าเราเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีเกี่ยวกับการขึ้นไฟลท์บินที่มีเด็กร้องไห้งอแงตั้งแต่เครื่องขึ้นยันล้อแตะพื้นสนามบินปลายทาง ก็ไม่ผิดที่เราจะรู้สึกแขยง มีอคติเมื่อเห็นแม่อุ้มลูกเล็กขึ้นมาบนไฟลท์เดียวกัน เพราะมลพิษทางเสียงสำหรับหลายๆ คนไม่ใช่เรื่องเล็ก
แต่การเดินไปจัดการเด็กด้วยความรุนแรง หรือการดุด่าด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่นไม่ทำให้เด็กคนนั้นโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีแน่นอน หากไม่สร้างแผลในใจ ก็สร้างพฤติกรรมเลียนแบบให้เด็กคนนั้นเอาไปทำกับคนอื่นๆ ในฐานะผู้ใหญ่ที่โตกว่าเด็กๆ เหล่านั้น เราควรใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ และต้องไม่ลืมว่า เด็กก็คือเด็ก หากเด็กทำผิดก็ควรถามหาความรับผิดชอบจากผู้ปกครอง จากครู หรือจากคนดูแล มากกว่าไปลงที่ตัวเด็กเพียงลำพัง

ส่วนผู้ปกครองเองก็ต้องเข้าใจว่า ลูกหลานเราไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน และคำว่า ‘เด็กก็คือเด็ก’ เป็นคำที่ใช้อธิบายว่าเด็กไม่ได้มีประสบการณ์หรือวุฒิภาวะเทียบเท่าผู้ใหญ่ ไม่ใช่คำที่เราใช้เพื่อปัดความรับผิดชอบในการดูแลลูกหลานให้ดีได้
หากเราจัดการเตรียมพร้อมกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ดี ก็จะไม่มีใครต่อว่าเราและลูก แถมจะได้รับความเห็นใจด้วยเช่นกัน อย่างกรณีเมื่อปี 2562 ที่มีคุณแม่ชาวเกาหลีใต้คนหนึ่ง ได้เตรียมขนมและที่อุดหูกว่า 200 ห่อให้กับผู้โดยสารทุกคนบนเที่ยวบินจากเกาหลีใต้ไปสหรัฐ พร้อมข้อความอธิบายว่าลูกของเธอยังเป็นเด็กเล็ก ทำให้จากที่คนจะแขยงเมื่อเห็นเด็กบนเครื่องบิน หรือโมโหเมื่อเด็กร้องไห้ กลายเป็นอมยิ้มด้วยความเอ็นดู และรู้สึกเห็นใจเด็กตัวเล็กๆ ที่ต้องบินข้ามน้ำข้ามทะเลแทน
อ้างอิง
