ฌอน POEM

ฌอน POEM : โลกสองใบของยานแม่ที่ฟินาเล่ด้วยใหม่ ดาวิกา vs สุนทรพจน์ถึงอานนท์ นำภา ผ่านเดรสส้มทนายจูน

วันที่ 28 กันยายน 2566 POEM ไปเปิดตัวแบรนด์อย่างเป็นทางการครั้งแรกที่เซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นคืนเดียวกับที่ทนายจูน ศิริกาญจน​์ เจริญศิริ สวมชุดเดรส POEM ขึ้นรับรางวัล The Albies สาขา Justice for Democracy Defenders หรือสาขาผู้ปกป้องประชาธิปไตย จากมูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม  ในฐานะตัวแทนศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษชน ที่หอสมุดประชาชนนิวยอร์ค

คืนนั้นที่เซี่ยงไฮ้ เราเห็นแพนเค้ก เดินสับเพราะรับบรีฟว่าไปงานแต่งแฟนเก่า และปิดท้ายด้วยใหม่ ดาวิกาในชุดฟินาเล่ ขณะที่อีกซีกโลก ทนายจูนในเดรสส้ม OMBRE และทนายแอน ภาวิณี ชุมศรี ขึ้นไปพูดถึงเพื่อนรักอย่างอานนท์ นำภา 

“มีครั้งหนึ่งที่ทนายอานนท์ออกจากเรือนจำเพื่อถูกนำตัวไปศาล เขาเดินเข้าศาลเท้าเปล่า ในชุดนักโทษสีน้ำตาล เขาหันมาถามเราว่า ครุยทนายผมอยู่ไหน” ประโยคสำคัญในสปีช

เราคุยกับ ‘ฌอน’ ชวนล ไคสิริ แห่ง POEM หลังกลับจากเซี่ยงไฮ้ 1 วัน ถึงความโลกสองใบของ POEM ที่มีราคาต้องจ่าย หนึ่งในนั้นคือ 

“เรากลายเป็นอากาศธาตุในวงการแฟชั่นไทย” 

ฌอน poem_ชวนล ไคสิริ_10

แฟชั่นโชว์ที่เซี่ยงไฮ้เป็นอย่างไรบ้าง  

อีเวนท์ครั้งนี้ไม่เหมือน bifw 2022 (Bangkok International Fashion Week) ที่มาในธีม Diversity โดยไม่ใช้นายแบบนางแบบ Celebrity เลย (อ่านแนวคิดได้ที่ “ถ้าเป็นคลิป ผมจะไม่พูดแบบนี้” The Best Version of ฌอน POEM ชวนล ไคสิริ ) เพราะเรามองคุณค่าแบรนด์ว่าไม่ได้อยู่ที่ตัวเซเลปมางาน คุณค่าของดีไซเนอร์คือการมี message ในการขับเคลื่อนสังคม 

แต่มาในปีนี้ที่จีน ด้วยบริบทของสถานที่สังคมที่มันเปลี่ยนไป business partner ที่จีนบอกว่าคุณไม่สามารถเล่าเรื่องแบบนี้ที่จีนได้ ที่จีนไม่มีความเคลื่อนไหวในเรื่องความเท่าเทียมในสังคม ไม่มีความหลากหลาย ไม่มี LGBTQIA+ สังคมเค้าไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้กัน เค้าไม่ได้ต่อต้านหรือแอนตี้แต่เค้าจะไม่นำมาเป็นประเด็น ฉะนั้นมันจึงเป็นวิธีการในเชิง Business  ที่เราจะต้องกลับมาใช้ celebrity endosement อีกครั้งหนึ่ง 

ที่จีน ประเด็นทางสังคมจะไม่ถูกโยงกับแฟชั่น? 

ไม่ถูกตั้งคำถาม คนไม่พูดถึง ไม่มอง และคนไม่รู้จัก POEM ว่าเป็นแบรนด์ที่จะนำเสนอจุดยืนเรื่องการขับเคลื่อนสังคมไปสู่สังคมประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมที่ทุกคนเท่าเทียมกัน ในจีนทุกคนมองว่า POEM เป็นแบรนด์ที่ซุปตาร์จีนหลายคนใส่และเป็นภาพลักษณ์ของผู้หญิงจีนสมัยใหม่ที่หลายคนอยากจะเป็น แต่ในไทยเราหลุดจากจุดนี้ไปแล้ว 3 สเต็ป เราไม่ต้องใช้เซเลป คนไทยไม่ค่อยตื่นเต้นกับเรื่องแบบนี้แล้ว เรารู้สึกว่าคนให้ความสำคัญกับแนวความคิดในเรื่องจุดยืนทางการเมืองเพื่อสังคมมากกว่า 

ส่วนชุดของทนายจูนกับทนายแอน จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ที่รับรางวัล The Albies สาขาผู้ปกป้องประชาธิปไตย มาได้อย่างไร 

ต้องให้เครดิตรุ่นพี่คณะ อ.อ้อน ผศ.ดร. รชพร ชูช่วย อ.อ้อนเป็นเพื่อนกับทนายจูน แล้วอ.อ้อนบอกมาว่าอยากขอความช่วยเหลือ จะช่วยก็ได้หรือไม่ช่วยก็ได้ อ.อ้อนเล่าให้ฟังว่าทนายจูนเป็นทนายเพื่อสิทธิมนุษยชนนะ แล้วเขาก็มีจุดยืนแบบนี้ในมุมมองของประชาธิปไตย เราก็บอกว่าได้เลย เรายินดีที่จะสนับสนุนตรงนี้

สิ่งที่ชอบในโปรเจกต์นี้ก็คือ จูนมีสปีช เราชอบให้คนใส่ชุดของเรามีสปีช เรารู้สึกเลยว่าเสื้อผ้าก็คือเสื้อผ้า แต่ถ้าคนที่ใส่เสื้อแสดงทัศนคติบางอย่างได้ด้วยการพูด มัน add value แล้ว value มันเล่าเรื่องดีไซน์ของเราได้ดีกว่าการที่ super endorser มาใส่ชุดเราเสียอีก 

สปีชมันดีอยู่แล้วในตัวของมันเอง ในความเห็นของดีไซเนอร์ ชุดมันซัพพอร์ตสปีชยังไง

ชุดมันสร้างสปอตไลท์ดีกว่า อาจจะด้วยดีไซน์อะไรหลายๆ เท่าที่คุยกัน น้องจูนบอกว่าสิ่งหนึ่งที่ช่วยซัพพอร์ตให้ทุกคนสปอตไลท์มาที่เขาคือชุดที่ใส่ แล้วดีไซน์ก็ไม่ได้แปลกใหม่เลย มันเป็นดีไซน์ที่ resonance (สะท้อน) มาจากชุดคุณช่อ (พรรณิการ์ วานิช) ที่เหมือนมีจิตวิญญาณบางอย่างของคนที่มีแนวความคิดเดียวกัน 

เราบอกจูนว่าไม่จําเป็นต้องโพสต์ ไม่จําเป็นต้องให้เครดิตขอบคุณเพราะว่ามั่นใจว่าเดรส speak for itself เรียบร้อยแล้ว ชุดมันพูดด้วยตัวมันเองได้ ดีไซน์มันเป็นที่จดจํา แต่สิ่งสําคัญคือ speech บนเวทีเค้าคืออะไรมากกว่า เราชอบเวลาที่ดีไซน์ของเราถูกใช้ในครั้งที่สอง  มันแปลว่าดีไซน์นั้นน่ะได้รับการ approve ว่ามันมี message จริงๆ

สำหรับคุณฌอน ชุดมัน speak itself ว่าอะไรและ message นั้นคืออะไร

ตอนที่คุณช่อใส่สูท OMBRE POEM ครั้งแรกที่โหวตนายก ปี 62 อันนั้นได้ media exposure แต่ตอน 63 ที่อภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภาหลังที่โดนยุบพรรคเรื่อง 1MDB แล้วเลือกสูท POEM มาใช้อีกครั้งนึง อันนี้คือหัวใจสำคัญของ message นี้ เป็นแก่นเลยว่าเรามีจุดยืน

แล้วการที่น้องจูนเอาชุดนี้ที่เหมือนชุดคุณช่อวันปราศรัยใหญ่ เขาอยากได้ชุดนี้ในเวอร์ชั่นที่เป็น evening gown เพราะเขารู้ว่ามันมีพลังงานจาก message บางอย่างที่มีอยู่จริง 

ฌอน poem_ชวนล ไคสิริ_6

แล้ว message ของคนทำชุดคืออะไร 

มันอาจจะไม่ใช่ message ในการออกแบบแค่ชุดคุณช่อหรือทนายจูนอย่างเดียว มันคือวิธีคิดในการทำงาน เราเชื่อในเรื่องความสมเหตุสมผล สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราอยู่ต่อไปได้ในธุรกิจแฟชันได้คือเราต้องทำทุกอย่าง ทั้งดีไซน์ การเลือก reference การเลือก inspiration ฯลฯ ทุกอย่างที่มันฟังแล้วสมเหตุสมผล 

อีกด้านหนึ่ง การประกาศจุดยืนทางการเมืองมันมีราคาที่ต้องจ่าย มีอะไรที่ต้องเสียไปบ้าง

เยอะมากโดยเฉพาะคนที่เป็นในวงการแฟชั่นด้วยกัน แต่บางทีมันไม่ใช่ราคาในเชิงตัวเลขหรอก ถามว่าเราเสียลูกค้ากลุ่มหนึ่งไปไหม มั่นใจว่าเสีย เรารู้ว่ามีคนที่น่าจะปิดประตูให้ POEM ไปเลย เรามั่นใจว่ามันมีจุดยืนอะไรแบบนี้ค่อนข้างชัดแต่ไม่มีใครแสดงออก พอมาในโลกของแฟชั่นที่ทุกคนต้องทําตัวเป็นลิเบอรัลโดยเฉพาะแฟชั่นไทย

เรารู้ดีว่ามีคนพูดลับหลังเราในทางที่ไม่ดี บางทีก็ได้ยินมาจากช่างแต่งหน้าช่างทําผม เขาจะมีมุมมองในเชิงอนุรักษ์นิยม หรือมีผู้ใหญ่ที่เขาโทรมาคุยกับเราโดยตรงเลย เตือนด้วยความหวังดีว่าถ้าจะอยู่ในวงการแฟชั่นไทยอย่าทําอะไรแบบนี้ คนที่อยู่ข้างบนเขาไม่ได้คิดแบบนี้

ตอบเค้าว่าอย่างไร

เรารับฟัง ไม่เถียงเลย บางทีแม่เพื่อนก็เป็นคนที่มาเตือน เพื่อนตั้งแต่เด็กๆ ก็มี  เขาเตือนด้วยความหวังดี แต่เราก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากเพราะมีความรู้สึกลึกๆ ว่ามันมีความสมเหตุสมผลอยู่ 

มันมีผลต่อทางธุรกิจไหม

คิดว่ามี แต่ต้องบอกก่อนต้องบอกก่อนนะว่า 2019 กับ 2023 ทุกอย่างเปลี่ยนไป คนที่ด่าก็เปลี่ยน 

ปี 2019 ทําชุดคุณช่อโดยที่ไม่รู้ว่าเขาเอาชุดเราไปใส่ เหี้ยห่าด่ามามีหมด ที่เคยบล็อกเอาไว้เพราะ dm มาด่า ทุกวันนี้กลายเป็นหัวคะแนนฝังที่เคยด่าไปแล้ว คือเกม change หมด 

แล้วอะไรคือแก่นของวงการแฟชั่นไทย

อนุรักษ์นิยมเชิงจารีตกลายเป็นคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นของวงการแฟชั่นไทย ขณะที่วงการแฟชั่นทั่วโลกเขา forward แบบ progressive แล้ว แต่วงการแฟชั่นไทยคือ flamboyant conservative 

ในวงการเขาคงด่าเราไม่ดี จริงๆ ด่ามานานแล้วแหละ

ถ้าเราเป็นดีไซเนอร์ไทย ต้องเข้าหาบก.แฟชั่น หัวใหญ่ ความยากของการที่เรามาอยู่สายนี้คือเค้าไม่มองหน้าเราเลย เรากลายเป็นอากาศธาตุ เขาไม่โจมตีอะไรเราเลยนะ แต่เขาไม่มองหน้า

เคยไปงานเดียวกัน? 

เคยไปงานเดียวกัน แต่ถ้างานของเขา เขาจะไม่เชิญเรา

เราก็เหมือนหายไปจากกรุ๊ป เราเองก็หากรุ๊ปไม่เจอแหละ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่

หายไปจากไลน์กลุ่ม? 

หาไม่เจอแล้ว อาจจะยังอยู่ก็ได้หรือเขาไม่มีความเคลื่อนไหวเราก็ไม่รู้ เราก็ไม่ได้เช็คไง แต่เรารู้ว่ามีคนไม่ชอบ 

คิดอย่างไรกับการที่คนต่างชาติ เวลาเดิน red carpet หรือออกงาน มันจะมีความที่ชุด speak เพื่อคนอื่น เพื่อสังคม แต่บรรยากาศในไทยมันเอื้อให้เราทําแบบนั้นได้มากแค่ไหน

ไม่ค่อย ดีไซเนอร์ไทยยังไม่ค่อยมองเรื่องการออกแบบ คนไทยจะนับ media exposure มากกว่า อย่างเช่นทุกคนไปรุมลิซ่าในตอนนี้ ทํายังไงก็ได้ให้เข้าถึงลิซ่าให้ได้ มันจะขายของได้ไง ลิซ่าใส่อะไรทุกอย่างเป็นมูลค่า เหมือนยกระดับชีวิตคนๆ หนึ่งได้เลย 

แต่ตอนนี้ POEM เหมือนกลายเป็น fashion for democracy ไปแล้ว

เป็นแบรนด์ที่มีจุดยืนเหรอ ก็อาจจะใช่

มันเป็นสิ่งที่อาจจะมี consistency บางอย่างที่ทํามาเรื่อยๆ เราเชื่อแบบนี้ 

แต่ไม่ใช่เป็นทิศทางที่เราวางไว้ตั้งแต่แรก ใช้คําว่าจับพลัดจับผลูแล้วมาโผล่ตรงนี้ มันคงไม่มีแบรนด์ดีไซเนอร์ไหนที่มาคิดเรื่องอะไรแบบนี้หรอก อันนี้มันเป็นเหมือนดวงที่มันโดนกําหนดมาแล้วมันมีราคาที่ต้องแลก เคยมีลูกค้าไลน์มาด่าผ่านเซลล์ ว่าเขาไม่ชอบแบบนี้ เขาไม่ชอบที่เห็นคุณช่อใส่ชุด POEM

เขาเห็น แล้วเป็นชุดที่เขาอยากจะซื้อ แต่เขาไม่อยากให้คุณช่อใส่ เค้าบอกเซลล์ว่าบอกคุณฌอนนะว่าห้ามเป็นสปอนเซอร์ให้ แต่แล้วสุดท้ายเขาก็ใส่ชุดที่เป็น OMBRE (ชุดไล่โทนสี)  เขาก็คงได้ข้อมูลอะไรบางอย่างแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายที่จะแต่งตัวเหมือนกัน 

มีความไม่สบายใจมั้ย สมมติเวลาชุดเราไปอยู่บนสปีชที่พูดถึงทนายอานนท์และนักโทษทางการเมืองคนอื่นๆ

(นิ่งคิด) ไม่ ถ้าวันนี้นะ ถ้า 2-3 ปีที่แล้วแม่จะตื่นตระหนกว่าอย่าเอาตัวไปยุ่งกับเรื่องแบบนี้ มันอันตรายเกินไป มันเป็นเรื่องใหญ่เกินไป เราและครอบครัวไม่ได้มี connection อะไรกับคนในแวดวงสังคม เป็นชาวบ้านลูกจีนที่อพยพมาแล้วมาทำธุรกิจในประเทศไทย แต่ทุกวันนี้คิดว่าไม่ เพราะรู้สึกว่ามีคนคิด คนเชื่อไปกับเราเยอะมาก แล้วมันสมเหตุสมผล

ฌอน poem_ชวนล ไคสิริ_8

แล้วคนที่เชื่อไปกับเราในวงการแฟชั่น มีเยอะไหม 

นางแบบ-นายแบบมีเยอะ ที่เป็นสายเสรีนิยมไปเลย แล้วก็มีนางแบบทั้งเจนผู้ใหญ่และเด็กที่เป็นฝั่งอนุรักษ์นิยม เรารู้จักทั้งสองฝ่าย เราทำงานด้วยได้ทั้งคู่ เรารู้สึกว่า (นิ่งคิด) มันไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ากลัวขนาดนั้นที่เราจะแสดงจุดยืน เพราะมันจะมีคนที่ซัพพอร์ตเราอยู่เสมอ นี่ 2023 แล้ว 

เรื่องตลกคือ อยู่ดีๆ มีเพื่อนส่งมาว่าเพื่อนเขาอีกคนนึงพยายามจะกด follow ฌอน POEM แต่หาไม่เจอ  ไม่เจอเพราะว่าบล็อคไว้ เพราะเค้าเคยด่าเราไว้ตั้งนานแล้ว (หัวเราะ) ตอนนั้นคือเราทำอะไรไม่ได้ไง ด่ามา DM มา กูบล็อคเลย แล้วบล็อคไว้เยอะมาก คือมีศัตรูเยอะมากในชีวิต แล้วอยากกลับมา Follow เราตอนนี้ ไม่ได้แล้วไง 

สิ่งที่ชวนคิดต่อ เราเห็น POEM อยู่ทั้ง 2 เวที ฝั่งหนึ่งคือแฟชั่นเปิดตลาดแบบ Celebrity Endorse  แต่อีกฝั่งคือประชาธิปไตย ใส่ชุด POEM เล่าเรื่องทนายอานนท์ มันสุดขั้ว แต่เหมือน POEM ได้ตั๋วนั่งแถวหน้าทั้งสองฝั่ง เราสามารถอ่านข่าว POEM ได้ทั้งสายแฟชั่นและการเมือง มันเหมือน POEM เป็นพื้นที่ตรงกลางที่บอกว่าสองเรื่องนี้ไม่ต้องแยกแต่เดินไปด้วยกันได้  ขณะที่ประเด็นอื่นๆ ยังคงบอกว่า “ไม่เกี่ยวกับการเมือง” เราจะใช้เคส POEM ตั้งต้นเพื่อปรับมายด์เซ็ตได้หรือเปล่า 

ในฐานะดีไซน์เนอร์ที่ทำงานมานานระดับนึง 12 ตุลานี้จะครบ 17 ปีของแบรนด์ เราไม่ได้มองว่าเราทำเสื้อผ้าแบบที่เป็นเทรนด์ เป็นแฟชั่น งานออกแบบของเรามันจะสร้างวัฒนธรรม บริบทของ Time Frame มันจะบอกว่าสังคมตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น แล้วสิ่งที่ดีไซเนอร์ทำในช่วงเวลานั้นๆ มันเป็นทั้งกระจกที่ช่วยสะท้อน และเป็นโคมไฟที่นำทางไปพร้อมๆ กันได้ด้วย 

มันไม่ใช่แค่เรื่องเทรนด์ที่จะขายอะไร ปีนี้สีอะไร อีกต่อไปแล้ว ถ้ามีคนมาสัมภาษณ์ถามว่าเทรนด์ปีนี้สีอะไร (เงียบแล้วยิ้ม) สีที่มึงเห็น คือมันสมเหตุสมผลมั้ย เราไม่ได้เป็นดีไซเนอร์ที่จะสร้างเทรนด์ในปีนี้ปีหน้า แต่เราอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์

สมมติว่าอีก 100-200 ปีเราอยากอยู่ในหนังสือที่เขาเล่าเรื่องใน Time Frame ของสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตอนนี้ มีความเคลื่อนไหวของการเมือง สังคม ทุกอย่าง แล้วเราได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนั้นซึ่งทำให้ประเทศไทยดีขึ้น ในวันที่เราอายุ 40 เราอยากมองอย่างนั้นมากกว่า เพราะฉะนั้นทั้งสองฝั่ง (แฟชั่นและการเมือง) มันก็อาจจะเป็นซับเซตของการเปลี่ยนแปลงในเชิงสังคมและวัฒนธรรมอันนี้แหละ

วัฒนธรรม ที่มันมีตายไปและเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา แล้ว POEM  กำลังสร้างวัฒนธรรมแบบไหนที่ สองด้านสุดขั้วไปด้วยกันได้ 

อย่างที่บอก มันมีเรื่องความสมเหตุสมผล มันมีเหตุผลอยู่ในทุกคำตอบของคำถาม อาทิตย์ที่แล้วไปแฟชั่นโชว์ก็จะมีElle China ขอสัมภาษณ์ แล้วคำถามคือวิชาการหมดเลย ไม่ถามอะไรผิวๆ ถามว่าคุณคิดว่า Essential Identity ของแบรนด์คุณคืออะไร แล้วการที่คุณมาอยู่ที่ประเทศจีนคุณจะถ่ายทอด Message เรื่องตัวตนของคุณได้ยังไง 

อย่างแรก แบรนด์ POEM เป็นแบรนด์ที่ผู้หญิงเข้าใจตัวเอง รู้จักตัวเองดี อย่างที่สอง รู้จักเรื่องกาลเทศะ อันที่สามคือรู้จักเรื่องการจัดการ (Management) ในการใช้เงิน

ถ้ามองดีๆ สามข้อนี้มันคือการใช้เหตุใช้ผลกับแฟชัน น่าจะเป็นเพราะการที่เราจบสถาปัตย์ฯ มา แล้วสถาปัตย์ถูกสอนให้ใช้เหตุผลกับความงาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมาก พอเรามาทำแฟชันเราก็เลยต้องมีเหตุผลในทุกการตัดสินใจ แม้กระทั่งในการตัดสินใจเรื่องความงาม เพราะมันมีเหตุผลและบริบทในเชิงสังคมวัฒนธรรม การเมืองเข้ามา 

แน่นอน แบรนด์จะต้องหาคำตอบที่สมเหตุสมผลกับ Time Frame ของคนในเจเนอเรชันนี้  มันเลยจะตีความไปว่าทำไมในช่วงเวลาเดียวกันมันมีดาวิกา แพนเค้ก เดิน POEM อยู่ที่จีน แต่มีทนายจูนไปอยู่ที่หอสมุดประชาชนที่นิวยอร์กพูดเรื่องทนายอานนท์

คิดว่าแก่นที่ลึกที่สุดที่เป็นของคำตอบ นั่นเพราะเราใช้เหตุผลกับความงามที่เป็น Absract ความงามในที่นี้ไม่ใช่ความงามในเชิงกายภาพเท่านั้น แต่เป็นความงามในมิติของวัฒนธรรม ของมุมมองการเมืองก็ได้ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ซับซ้อน แต่มันตอบคำถามได้

ฌอน poem_ชวนล ไคสิริ_2

หลังๆ มา รู้สึกว่าคนที่สวม POEM  จะไม่ใช่คนที่แบบ ฉันแค่ต้องการใส่ชุดPOEM แต่ฉันต้องการใส่ชุดที่มี Message ว่าฉันรู้จักสิทธิของตัวเอง

เราโตมาในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ คณะสถาปัตย์รุ่นที่ฌอนเรียนเป็นรุ่นสุดท้ายที่มีนิสิตชายทั้งรุ่นมากกว่านิสิตหญิง ตอนนั้นคณะจึงเป็นสังคมชายเป็นใหญ่ (Male Dominated Society) ถ้าผู้หญิงเดินเข้ามาแบบแต่งหน้าทำผมกรีดอายไลน์เนอร์ โดนแซวแล้ว แซวแบบที่ผู้ชายจะทำลายความมั่นใจของผู้หญิง ตอนนั้นมันก็จะมีความเชื่อลึกๆ ว่าผู้หญิงสวยจะต้องโง่ เหมือน verbal ของฝรั่ง Blonde have no brain สังคมไทยก็อาจจะมีความคิดความเชื่อว่าถ้าผู้หญิงแต่งตัวแต่งหน้าสวยต้องเงียบๆ ไว้ ไม่พูดอะไรมาก แต่เราก็พยายามจะผลักดันอะไรหลายๆ อย่างว่าไม่จริง 

ผู้ชายในยุคหนึ่งก็อาจจะเชื่อว่าผู้หญิงใส่ชุดที่มันแสดงออกถึง Sexual Appearance มันเป็นการแต่งตัวที่เย้ายวน (Seduce) ผู้ชาย ซึ่งเราไม่ได้คิดอย่างนั้น เรารู้สึกว่า Sexual Appearance ในแฟชั่นของผู้หญิงมันเป็นศิลปะที่ผู้หญิงแฮปปี้กับตัวเองมากกว่า มันเป็นมุมมองคนละมุมกันเลย เหมือนเขาเฉลิมฉลองในความเป็นผู้หญิงของเขา ในขณะที่ถ้าบางทีผู้ชายมองในลุคเดียวกัน ผู้ชายจะมองว่าสร้างปัญหาสังคมรึเปล่า

มั่นใจว่าถ้าเกิดย้อนเวลาไปได้ แล้วมีคนใส่ชุด POEM เข้าไปในคณะ จะโดนแซวเละ

แต่เราก็เข้าใจว่ามันก็ไม่ใช่ความผิดของเขา เขาอยู่ในบริบทสังคมแบบนั้นที่มีแนวความคิดแบบนั้น มันเป็น Default ของเขา แต่เราไม่เห็นด้วยที่จะมีอะไรแบบนี้ แล้วเรารู้สึกว่าตลอดชีวิตการทำงานในฐานะดีไซเนอร์ เราพยายามจะลดสิ่งเหล่านี้ในสังคมให้น้อยลง โชว์ที่จีนที่ผ่านมา บนเวทีคือโป๊มาก บางทีก็คิดว่าโป๊ไปมั้ยเนี่ย แม่มานั่งดูต้องโดนแม่ด่า แต่มันเป็นการโป๊แบบที่เราเฉลิมฉลองในความสังคมหญิงเป็นใหญ่ (Female Dominated Society) 

เหมือนบรีฟแพนเค้กว่า “ให้เดินเหมือนไปงานแต่งงานแฟนเก่า” เกี่ยวกันไหม 

ใครมันช่างคิดเนาะ เอาจริงๆ อันนี้เป็น story ที่ inspire มาจากรุ่นน้อง คุณโน้ต พีระเดช รุ่งเรืองบรรเจิด สไตลิสต์คู่บุญของ POEM  ที่แฟนเก่าเชิญไปงานแต่ง คือมึงคิดยังไง  เลิกกันไม่ดีนะ ไม่ใช่เลิกแล้วเป็นเพื่อนด้วยนะ

แล้วไปมั้ย

ก็ไป ก็แซ่บ แต่งจัดเต็มเลย จ้างช่างหน้าผมเลย มันก็มีอะไรยังงี้ที่เราก็เก็บมาเป็นข้อมูล ก็บรีฟแพนเค้ก สตอรี่ปีนี้อยากให้คิดว่าเดินเข้างานแต่งงานแฟนเก่าว่าเรามาแบบ Empower ตัวเองแล้ว เราไม่ได้มาเป็นผู้แพ้ เรามาแบบคนมีความสุข

มีนักข่าวมาสัมภาษณ์คุณฌอนเยอะ ชุดคำถามมันเปลี่ยนหรือแตกต่างจากเดิมไหม จากเมื่อ 6 ปีที่แล้วกับวันนี้

แต่ก่อนก็จะถามว่าคอนเซ็ปต์ชุดคืออะไร แล้วก็มองเรื่องแฟชั่นเป็นยังไง เทรนด์เป็นยังไง ความงามเป็นยังไง แต่ทุกวันนี้เอาจริงๆ สื่อแฟชั่นไทยก็ไม่มาสัมภาษณ์เลยไง (หัวเราะ) เขาไม่คุยด้วยตั้งนานแล้ว จะมีสื่อแนวสังคม เป็นเพจที่ค่อนข้างเปิดประเด็นเขาถึงจะมาถาม 

แต่แฟชั่นมันไม่ยุ่งไม่ได้ จะบอกว่าคุณเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ลองมาพูดประโยคนี้ในตอนนี้สิ … มันใช่หรอ ดูประวัติศาสตร์แฟชั่นย้อนหลังไป ดีไซเนอร์ทุกคนที่เขาอยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์แฟชั่นเขาสร้างการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมและสังคมนะ คริสเตียน ดิออร์ ทำกระโปรงให้ผู้หญิงโชว์หน้าแข้ง มันไม่ใช่สร้างเทรนด์นะ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงสังคมที่เขาบอกเลยว่าผู้หญิงจะต้องแต่งตัวยังไง เปลี่ยนแปลงยังไง เพราะว่าใน Time Frame นั้นมันมีอะไรบางอย่างที่กดขี่ผู้หญิงอยู่ แล้วดีไซน์เนอร์อยากมาปลดแอก

หลักการของเราง่ายๆ เวลาเราจะเลือกชุดให้ใคร เราอย่าไปคิดว่าเขามีแนวความคิดการเมืองอะไร จะต้องสีอะไร ต้องดูสรีระเขาก่อน อะไรที่ทำให้เขามั่นใจในการใส่ชุดของเรา ถ้าเขามีความมั่นใจต่อให้ชุดมันใส่ไม่สบายแต่ถ้ามันเอ็มพาวเวอร์ สปีชที่เขาพูดจะทรงพลังทันที ถ้าผู้หญิงมีความมั่นใจ จะสามารถส่งต่อพลังงานที่มหาศาลได้ 

ทนายจูนที่ขอชุดคล้ายๆ คุณช่อ เพราะเขารู้สึกว่ามันมีแบคอัพบางอย่าง มีองค์บางอย่างที่ช่วยส่งเขาได้ คนสายนี้เขารู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยหลายๆ อย่าง เขาต้องการซัพพอร์ตในเชิงนามธรรมแบบนี้ อย่างน้อยก็บอกว่ากูมีพวกนะ

ฌอน poem_ชวนล ไคสิริ_7